• Tidak ada hasil yang ditemukan

การสำรวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2023

Membagikan "การสำรวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ"

Copied!
114
0
0

Teks penuh

(1)

รายงานการวิจัย เรื่อง

การส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ ของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดย

นางสาวพูลศิริ พรหมกูล

ได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ปีงบประมาณ 2555

(2)

รายงานการวิจัย เรื่อง

การส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ ของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดย

นางสาวพูลศิริ พรหมกูล

ได้รับทุนอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ปีงบประมาณ 2555

(3)

กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเกี่ยวกับการสรุปผลการส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสนเทศของ ส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ประจ าปีการศึกษา 2555 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของอาจารย์และนักศึกษา รวมทั้งข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริการของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งนี้

เพื่อน าผลที่ได้ใช้ในการปรับปรุง พัฒนาการจัดบริการและความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศให้มี

ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ตอบสนองความพึงพอใจและความต้องการใช้ของผู้ใช้บริการให้มากขึ้น ผู้สรุปผลการส ารวจหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลการส ารวจจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการ จัดบริการเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ต่อผู้ใช้บริการของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยี

สารสนเทศต่อไป

ขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญ และผู้ใช้บริการทุกท่านที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส ารวจความต้องการใช้

ทรัพยากรสารสนเทศ ที่กรุณาสละเวลาเพื่อตอบแบบส ารวจ ตลอดจนท าให้งานวิจัยส าเร็จลุล่วงไปได้

ด้วยดี

พูลศิริ พรหมกูล

(4)

บทคัดย่อ

ชื่อรายงานการวิจัย : ความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยี

สารสนเทศ ชื่อผู้วิจัย : พูลศิริ พรหมกูล ปีที่ท าการวิจัย : 2555

………

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและ เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดยศึกษาความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านัก วิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศทั่วไปที่มี

บริการของส านัก และบุคลากรที่ปฏิบัติงานภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ความสามารถด้านเทคโนโลยี

สารสนเทศ ระบบเครือข่าย และงานสร้างฐานข้อมูลความสามารถด้านการบริการในรูปอิเล็กทรอนิกส์ และศึกษา แนวโน้มการพัฒนาการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัย จ านวนรวมทั้งสิ้น คน 675 โดยแบ่งเป็นผู้อาจารย์ จ านวน 170 คน และนักศึกษา จ านวน 405 คน ระหว่างเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2666 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคระห์

ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบียงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรม SPSS ในการประมวลผล ผลการศึกษาพบว่า

1. ระดับความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ใน ภาพรวม และรายองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง

2. ผลการเปรียบเทียบความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยี

สารสนเทศ ตามตัวแปรประกอบด้วย เพศ ต าแหน่งวิชาการ คุณวุฒิ คณะที่สังกัด และการสอนนักศึกษาระดับ ต่าง ๆ ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน แต่รายองค์ประกอบด้านความต้องการใช้บริการที่มีต่อส านักวิทยบริการและ เทคโนโลยีสารสนเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01

3. ผลการเปรียบเทียบความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยี

สารสนเทศตามตัวแปรลักษณะส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอถามในภาพรวม และรายองค์ประกอบไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะ

จากการส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ พบประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการให้บริการในด้านต่าง ๆ แก่พนักงานของส านักวิทยบริการและ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นดังนี้

1. เพิ่มพื้นที่เก็บหนังสือ และเพิ่มหนังสือใหม่ มุมอ่านหนังสือที่กว้างขวางมองเห็นได้ชัดเจน โล่งสบาย 2. โครงการ SDI ควรท าด้วยความรวดเร็ว ทันต่อการใช้งาน และทันต่อความต้องการ

3. ควรมีหนังสือคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับภาษาอังกฤษ

(5)

เรียนการสอน

6. ถ้าได้สอนในรายวิชาเดิมทุกปี การท า e-learning จะเป็นประโยชน์มาก แต่ถ้าท า e-learning แล้วให้

คนอื่นสอนแทน แล้วตัวเองต้องย้ายไปสอนวิชาอื่นใหม่ก็ไม่ต้องการท า e-learning

6. อยากให้สามารถ Link ดูข้อมูล Paper หรือ งานวิจัยที่มีในห้องสมุดอื่นโดยใช้ Username และ Password ของอาจารย์เข้าดูได้จะดีมาก

7. บริการพื้นที่เก็บ Web ของอาจารย์ และนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยให้สามารถจัดการได้สะดวกง่ายต่อ การใช้งาน

8. ควรมีพื้นที่ให้นักศึกษาทุกคนได้ท าเว็บไซต์ของตัวเองภายใต้โดเมน SSRU อย่างน้อยคนละ 60 MB+My SQL + Database 1 account โดยแจ้งวิธีการเข้าถึง FTP ไปพร้อมกับ Username/Password ที่แจกให้นักศึกษา 9. ยกเลิกการเข้า Internet โดยผ่านรหัส Login ยุ่งยาก น่าร าคาญจ ากัดการเข้าเว็บอีก

เรื่องมาก เสียเงินไป ก็ตั้งเยอะ จะอะไรกันนักหนา เสียเงินไปไม่ได้ให้มาตั้งกีเกณก์นะ เสีย

16 ,จะอะไร000

นักหนา

10. ให้มีการน าความรู้ต่าง ๆ มาบริการนักศึกษาอย่างทันสมัย

(6)

Abstract

Research Topic: Need for Utilization of Information Resource of the Office of Information Service and Technology

Researcher’s Name: Poonsiri Promkul Educational Year: B.E. 2555 (2012)

The objective of this research is to learn about the need for the utilization of information resource of the Office of Information Service and Technology, Suan Sunandha Rajabhat University (SSRU) by focusing on the needs for the utilization, the information that the office has, and the office’s staff members’ competences in information technology, networking, database creation and electronics service. This research also aims to learn about the trend of the IT service by the office. The samples used in his research are 576 in number, 170 of which are lecturers and the rest 406 are students. The research period is May to August, 2012. The tool used in this research is a set of questionnaire. The statistics used for analyzing the obtained data are percentages, means and standard deviations, which are processed by the SPSS software.

The results from the research indicate the following facts.

1. The samples’ needs for the utilization of information resource of the office, both the overall need and the need for each specific category are in the moderate level.

2. The comparison of the needs of the samples with different genders, academic titles, degrees, faculties and teaching levels show that there is no difference among samples with different features. However, it is also discovered that the difference of the need for the service of the office of samples with different features have the statistical significance level of .01.

3. The results from the comparison of the need for the utilization of the information resources of the office of the samples with different features show that there is no different among the samples with different features.

Suggestions

The results from this survey lead to the discovery of some issues that are useful for developing the office’ service in different respects as the follow.

1. The office should increase the space for new books and for the readers to sit and read more comfortably.

2. The SDI project should be fast and ready to use.

3. The office should have e-books and English information technology.

(7)

benefit both students and lecturers.

5. If a lecturer is going to teach a subject every year, the e-learning system is useful. However, if another lecturer will replace the old lecturer, e-learning is not essential.

6. There should be links that lead to academic works and research reports in other libraries by using a lecturer’s username and password.

7. There should be space to retain lecturers’ and students’ websites which are convenient to use.

8. All students should be provided at least one account of 50 MB+ My SQL+

Database personal space to create his/her own SSRU domain. The office should inform all students how to access to their accounts, as well as their personal usernames and passwords.

9. The ‘log in’ to the internet is inconvenient and makes students feel frustrated. Thus, it should be cancelled.

10. The information given to students should be up-to-date.

(8)

สารบัญ

หน้า

กิตติกรรมประกาศ (1)

บทคัดย่อภาษาไทย (2)

ABSTRACT (3)

สารบัญ (4)

สารบัญตาราง (6)

บทที่ 1. บทน า 1

1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1

1.2 วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 3

1.3 ขอบเขตของงานวิจัย 3

1.4 ทฤษฎี สมมุติฐาน และกรอบแนวคิดของงานวิจัย 3

1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4

1.6 วิธีการด าเนินการวิจัย 4

1.7 วิธีการรวบรวมข้อมูล 4

1.8 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 4

บทที่ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5

2.1 ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ 5

2.2 วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ 7

2.3 ความส าคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ 7

2.4 เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้กันทั่วไป 8

2.5 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร 13

2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 15

บทที่ 3. วิธีด าเนินการวิจัย 21

3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 21

3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล 22

3.3 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 23

3.4 วิธีการรวบรวมข้อมูล 23

3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 23

3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 24

บทที่ 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 25

4.1 สรุปผลการส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ

ของส านักวิทยบริการอละเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

(เฉพาะอาจารย์) 25

(9)

สารบัญ (ต่อ)

หน้า 4.2 สรุปผลการส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ

ของส านักวิทยบริการอละเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

(เฉพาะนักศึกษา) 44

บทที่ 5. สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 63

5.1 ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า 63

5.2 วิธีการศึกษาค้นคว้า 63

5.3 การวิเคราะห์ข้อมูล 64

5.4 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล 65

5.5 สรุปผลการวิจัย 65

5.6 อภิปรายผล 69

5.7 ข้อเสนอแนะ 70

5.8 ข้อเสนอแนะส าหรับการวิจัยต่อไป 80

บรรณานุกรม 81

ภาคผนวก 84

แบบส ารวจ (เฉพาะอาจารย์ผู้สอนเท่านั้น) ความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ

ของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 85 แบบส ารวจ (เฉพาะนักศึกษาเท่านั้น) ความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ

ของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 95

ประวัติผู้วิจัย 103

(10)

สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า

1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ (อาจารย์) 21 2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ (นักศึกษา) 22 1.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกเพศของผู้ตอบแบบส ารวจ 25 1.2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกตามต าแหน่งวิชาการ 26 1.3 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกตามคุณวุฒิ 26 1.4 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกตามคณะที่สังกัด 27 1.5 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกตามการสอนนักศึกษา

ระดับต่าง ๆ 27

2.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความถี่

และช่วงเวลาในการเข้าใช้ศูนย์วิทยบริการ 28

2.2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามล าดับความส าคัญของ สื่อการศึกษาต่าง ๆ ที่ให้บริการในศูนย์วิทยบริการ ตามความคิดเห็น

ของผู้ใช้บริการ 29

2.3 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความต้องการประเภท

ทรัพยากรสารสนเทศ 29

2.4 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามฐานข้อมูล

ที่ผู้ใช้เห็นความส าคัญ 33

2.5 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามบริการใหม่

ที่ผู้ใช้บริการต้องการให้ศูนย์วิทยบริการจัดบริการ 34 3.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความต้องการ

ใช้บริการที่มีต่อศูนย์การเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ 35 4.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความต้องการด้านฮาร์ดแวร์ 39 4.2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความต้องการด้านซอฟแวร์ 40 4.3 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความต้องการด้านฝึกอบรม 41 4.4 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความต้องการด้านเว็บไซต์ 42

4.5 ความต้องการด้านระบบ E-Mail 43

4.6 ความต้องการด้านงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-doc) 43 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ (นักศึกษา) 44 1.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกเพศของผู้ตอบแบบส ารวจ 44 1.2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกตามระดับชั้น

การศึกษา/ระดับชั้นปี 45

1.3 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบส ารวจ จ าแนกตามคณะที่สังกัด 45 2.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความถี่

และช่วงเวลาในการเข้าใช้ศูนย์วิทยบริการ 46

(11)

สารบัญตาราง (ต่อ)

ตารางที่ หน้า

2.2 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามล าดับความส าคัญของ สื่อการศึกษาต่าง ๆ ที่ให้บริการในศูนย์วิทยบริการ ตามความคิดเห็น

ของผู้ใช้บริการ 47

2.3 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามความต้องการประเภท

ทรัพยากรสารสนเทศ 48

2.4 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามฐานข้อมูล

ที่ผู้ใช้เห็นความส าคัญที่สุดห้าฐานข้อมูล 51 2.5 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามบริการใหม่

ที่ผู้ใช้บริการต้องการให้ศูนย์วิทยบริการจัดบริการ 52 3.1 จ านวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตามบริการต่าง ๆ

ของศูนย์การเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ 53

4.1 ความต้องการใช้บริการคอมพิวเตอร์ ณ ศูนย์ต่าง ๆ 56

4.2 ความต้องการด้านฝึกอบรม 60

4.3 ความต้องการด้านเว็บไซต์ 61

4.4 ความต้องการด้านระบบ E-Mail 62

(12)

บทที่ 1

บทน ำ

1.1 ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทในการด าเนินชีวิต และการท างานในชีวิตประจ าวันของเราทั้งทาง ตรง และทางอ้อม สภาวะสังคม เศรษฐกิจ และสถานการณ์ที่มีความเจริญก้าวหน้า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลา ท าให้เกิดสภาวะของการแข่งขันกันในเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ต้องการความถูกต้อง รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ทันต่อเหตุการณ์ในยุคสมัย เกิดประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลมากที่สุด การน าเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมา ใช้ในการบริหารจัดการ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อหน่วยงานและองค์กร สามารถพัฒนาหน่วยงานหรือ องค์กร และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ทันต่อเหตุการณ์ มีข้อมูล มีความรู้ มีความสามารถในการพัฒนา ตนเอง สามารถพัฒนางานให้เกิด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด ทันต่อสังคมโลกในยุคปัจจุบัน การศึกษาในยุคปัจจุบันจ าเป็นต้องมีการน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ผู้บริหารต้องรู้จักการน าระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ และสามารถน ามาประยุกต์ใช้ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนการ สอน มีการสืบค้นข้อมูล ติดต่อสื่อสารข้อมูลกับหน่วยงานอื่นทั้งภายในและภายนอก มหาวิทยาลัยต้องมีระบบ ข้อมูลที่ เชื่อถือได้ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ สามารถน าข้อมูลมาใช้ประกอบในการตัดสินใจ สามารถ ด าเนินงานตามแผนงานที่มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานก าหนด ระบบการศึกษาจ าเป็นต้องมีการพัฒนาไป พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ดังนั้น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ การศึกษา จึงมีบทบาทส าคัญต่อการจัดการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์นี้ การศึกษาในปัจจุบัน พัฒนาคนให้มี

คุณภาพ มีความรู้ สามารถปรับตัวให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง รู้จักวิเคราะห์ข้อมูล ข่าวสาร น ามาแก้

ปัญหาที่เผชิญอยู่ในสภาวะปัจจุบันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม กระบวนการในการน าอุปกรณ์เทคโนโลยีที่

ทันสมัย มาช่วยในการจัดระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการ ศึกษา จะช่วยให้การบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง เป็นการพัฒนางาน พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ มีความเข้าใจในการจัดหา จัดเก็บ สืบค้นข้อมูล ข่าวสาร สามารถติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น หรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายใน และภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน ถือเป็นการเรียนรู้

ตลอดชีวิตทั้งใน และภายนอกห้องเรียนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ยกระดับความเป็นอยู่

และเป็นการพัฒนาประเทศได้ทัดเทียมกันได้อย่างดียิ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี

เพื่อ การศึกษา และเพื่อสนองต่อการพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา ตามแนวทางของพระราชบัญญัติ

การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 9 ซึ่งระบุให้มีการพัฒนา บุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต ผู้ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ระบุให้ผู้เรียนมีสิทธิ์รับการ พัฒนาขีดความ สามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาเท่าที่จะท าได้ ประเทศไทยได้มีการ ก าหนดนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และ สังคม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจสังคมแห่งภูมิปัญญาการเรียนรู้ และสะท้อนให้เห็นถึง ความส าคัญของเทคโนโลยีมากขึ้น การน าเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นการยกระดับความรู้ ความสามารถของคนใน ประเทศ และเพื่อให้ทันต่อสังคมโลก การก าหนดกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2544 – 2554) หรือที่เรียกว่า นโยบาย IT 2010 ที่จัดท าขึ้นในปัจจุบัน เป็นการแก้ปัญหายกระดับเศรษฐกิจ พัฒนา

(13)

คุณภาพชีวิตของคนไทย พัฒนาประเทศให้เข้าสู่สังคมแห่งภูมิปัญญา และการเรียนรู้ เน้นการประยุกต์ใช้

เทคโนโลยีสารสนเทศ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการก าหนดทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศใน มหาวิทยาลัย หน่วยงานและองค์กรต่อไป

นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ 2010 (พ.ศ. 2544-2554) ได้จัดท าขึ้น มีองค์ประกอบในเรื่องการสร้าง เศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล มีการพัฒนาประชาชนในสังคมให้มีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น โดยการน าเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการท างาน เพื่อให้องค์กร หน่วยงาน มีประสิทธิภาพ มี

ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น นโยบายดังกล่าว มีการพัฒนา การใช้เทคโนโลยีในสาขาต่างๆ เช่น การพัฒนา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาด้านภาครัฐ (e–Government) ด้านพาณิชย์(e–Commerce) ด้าน อุตสาหกรรม (e–Industry) ด้านการศึกษา (e–Education) และด้านสังคม (e–Society) ซึ่งก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศอย่างมาก ผู้วิจัยมีความสนใจเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษาและการใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศ ที่จะน ามาก าหนดทิศทางในด้านการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศที่มีเป้าหมายจะ พัฒนาการเตรียมความพร้อม ด้านทรัพยากรมนุษย์ในทุกระดับของประเทศให้มีความรู้ มีทักษะ มีความ สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งสู่การพัฒนาให้เป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ โดยมีการบริหาร จัดการให้ทุกโรงเรียนสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ และใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาได้อย่าง ทั่วถึงเท่าเทียมกัน มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ การเรียนการสอนในทุกระดับชั้น ต้องมีการใช้คอมพิวเตอร์

หรือให้มีการน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประกอบการเรียนการสอน ด้านบุคลากรจัดให้มีการสนับสนุน ส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เอื้อต่อการพัฒนา มีการ ประยุกต์และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม มีการผลิตบุคลากรในสาขาที่จ าเป็นต่อการพัฒนา คอมพิวเตอร์ เช่น บุคลากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีโทรคมนาคม เทคโนโลยี

สารสนเทศให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศอีกด้วย จากนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ยุค 2010 ใน ยุคปัจจุบันสอดคล้องกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ที่ได้ก าหนดแนวทางในเรื่องการน าเทคโนโลยี

สารสนเทศมาใช้ในการบริหารงานของมหาวิทยาลัยทั้งด้านการเรียนการสอน และการสนับสนุนการเรียนการ สอน กรุงเทพมหานครจึงได้ด าเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว โดยให้น าเทคโนโลยีสารสนเทศมา ใช้ในการจัดการศึกษาให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากรที่เกี่ยวข้องได้มีการพัฒนา ปรับปรุงตนเองให้ก้าวสู่ยุค สังคมปัจจุบัน ซึ่งพบว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยทุกแห่งในสังกัดกรุงเทพมหานคร ก าหนดให้มีการน าเทคโนโลยี

สารสนเทศมาใช้ เช่น การน าคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน การจัดท าหลักสูตรการเรียนการ สอน การจัดเก็บระบบงานต่าง ๆ การน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนา ปรับปรุงงาน น ามาส่งเสริม สนับสนุน การเรียนการสอน มีการพัฒนาบุคลากรโดยให้บุคลากรได้เข้ารับการอบรม ในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ การ พัฒนาระบบงานสารสนเทศเพื่อสนองต่อนโยบายเทคโนโลยี สารสนเทศยุค2010 ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึง จ าเป็นต้องมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการบริหารจัดการ สืบค้น จัดหา จัดเก็บ สามารถน าข้อมูล ข่าวสาร มาใช้ในการตัดสินใจ สามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขระบบการบริหารจัดการ และเผยแพร่ต่อสังคมที่มีความเปลี่ยน แปลงให้เป็นที่ยอมรับต่อสังคม ชุมชน ถ้าผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่มี

ความรู้ หรือไม่ให้ความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาแล้ว อาจท าให้มหาวิทยาลัย ขาดโอกาสที่จะก้าวทันโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มีต่อระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษานั้น ท าให้มหาวิทยาลัยก้าวทันต่อสังคมโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และ สามารถท าให้มหาวิทยาลัยได้รับการเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับต่อสังคมในยุคปัจจุบันอีกด้วย

จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาในเรื่องการส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศ ของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะน าไปเป็นข้อมูลใช้ในการวางแผน ก าหนดนโยบายส าหรับ

(14)

3

พัฒนาบุคลากร ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา สามารถน าไปใช้เป็นแนวทางในการก าหนดพัฒนา วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร อีกทั้งเป็นการเสนอแนะช่วยในการหาแนวทางที่จะส่งเสริม พัฒนาวิสัยทัศน์ของ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มีต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาต่อไป

1.2 วัตถุประสงค์ของงานวิจัย

1.2.1 เพื่อส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของอาจารย์ และนักศึกษาภายใน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

1.2.2 เพื่อเป็นแนวทางในการก าหนดนโยบาย ก ากับ และวางแผนพัฒนาตามความต้องการใช้

ทรัพยากรสารสนเทศของอาจารย์ และนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 1.3 ขอบเขตของงำนวิจัย

โครงการวิจัยนี้จะมุ่งเน้นไปที่การส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของผู้ใช้บริการส านัก วิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อน าเอาข้อเท็จจริงมาใช้ในการ ปรับปรุงพัฒนาการบริการให้มีประสิทธิภาพตอบสนองความพึงพอใจและความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น 1.4 ทฤษฎี สมมุติฐำน และกรอบแนวควำมคิดของงำนวิจัย

โครงการวิจัยนี้จะมุ่งเน้นไปที่การการส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทย บริการและเทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ความจ าเป็นของระบบสารสนเทศ

ข้อมูล ข่าวสารเป็นหัวใจหลักของการด าเนินงานในทุก ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ด าเนินธุรกิจ การศึกษา หรือบริการประชาชน ซึ่งบุคลากรของแต่ละองค์กรก็มีความต้องการใช้สารสนเทศที่แตกต่างกัน ได้แก่

ผู้บริหารระดับสูง (Top Manager) เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี ประธานบริษัท มีหน้าที่ก าหนดทิศทาง วิสัยทัศน์ นโยบายขององค์กร รวมทั้งการวางแผนในระยะยาว มักมีความต้องการสารสนเทศทั้งภายในและ ภายนอกองค์กรโดยสรุปของสภาพในอดีต ปัจจุบัน ตลอดจนแนวโน้มในอนาคต

ผู้บริหารระดับกลาง (Middle Manager) เช่น ผู้อ านวยการ อธิการบดี มีหน้าที่รับนโยบายจาก ผู้บริหารระดับสูงมาวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ มักมีความต้องการสารสนเทศที่ค่อนข้างละเอียดของ สภาพในอดีต ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต

ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operation Manager) เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ มีหน้าที่ดูแลควบคุมด้าน การปฏิบัติงาน มักมีความต้องการสารสนเทศเฉพาะด้านที่ท างานอยู่ในปัจจุบัน

การใช้สารสนเทศของผู้บริหารในระดับต่าง ๆ ก็เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งสามารถแบ่งประเภท ของการตัดสินใจออกได้ 3 ประเภท คือ

1. การตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง (Structure Decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับงานที่ท าเป็น ประจ า (Routine) มักมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการแก้ไขปัญหาที่ก าหนดขึ้นอย่างชัดเจน

(15)

2. การตัดสินใจแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Decision) เป็นการตัดสินใจกับงานที่ไม่ได้

เกิดขึ้นเป็นประจ า ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกองค์กร 3. การตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Decision) เป็นการตัดสินใจที่อยู่ระหว่าง การดัดสินใจแบบที่ 1 และแบบที่ 2

1.5 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ

1.5.1 เพื่อให้ทราบความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและเทคโนโลยี

สารสนเทศของอาจารย์ และนักศึกษาเพื่อน ามาจัดบริการที่ตรงตามความต้องการของผู้รับบริการ

1.5.2 เพื่อปรับปรุงการบริการให้มีประสิทธิภาพตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น 1.6 วิธีกำรด ำเนินกำรวิจัย

ประเภทของกำรวิจัย ใช้การวิจัยเชิงส ารวจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพ ร่วมกัน

ประชำกร ประกอบด้วยบุคลากรที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้แก่ อาจารย์

และนักศึกษา จ านวนรวมทั้งสิ้น 576 คน

เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เป็นแบบสอบถามการส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของ อาจารย์รวมทั้งสิ้นจ านวน 170 ชุด การส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของนักศึกษารวมทั้งสิ้น จ านวน 406 ชุด โดยมีวิธีการด าเนินงาน ดังนี้

1.6.1 ส ารวจความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการท างานตามภาระงานของ บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเพื่อส ารวจประกอบการสัมภาษณ์ความต้องการที่แท้จริง และมีผล สืบเนื่องถึงการได้มาซึ่งโจทย์วิจัย ถือเป็นการบูรณาการงานบริการวิชาการและงานวิจัยของหน่วยงาน

1.6.2 จัดท าข้อเสนอโครงการต้องเขียนแสดงให้เห็นถึงความต้องการของบุคลากรในด้านต่าง ๆ อาทิ ต้องการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือต้องการให้มหาวิทยาลัยให้ค าปรึกษาหรือบริการข้อมูลอื่น ๆ

1.6.3 จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของ ส านักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด าเนินการประเมินแบบสอบถามอย่างน้อย 3 คน

1.6.4 ติดตามผลการน าไปใช้ประโยชน์ โดยใช้เทคนิคการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (แบบติดตาม ผล) หรือบุคคล (โทรศัพท์) ควบคู่กันจะท าให้ได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง และควรสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา/

อุปสรรคของการน าไปใช้ประโยชน์ด้วย เพื่อให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสนับสนุนงบประมาณ ต่อเนื่องในปีงบประมาณถัดไป

1.7 วิธีกำรรวบรวมข้อมูล

รวบรวมข้อมูลโดยส่งแบบส ารวจด้วยตนเองโดยให้ผู้ปฏิบัติงานในส่วนหน่วยงานต่าง ๆ ตอบแบบ ส ารวจ และมารับแบบส ารวจคืนด้วยตนเอง

1.8 วิธีกำรวิเครำะห์ข้อมูล

วิเคราะห์ข้อมูลด้วยจ านวนความถี่ ค่าร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)

(16)

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการวิจัย เรื่อง การส ารวจความต้องการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของส านักวิทยบริการและ เทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม มีผลต่อวิถี

ชีวิตการด ารงชีวิต ความเป็นอยู่ ขนมธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม เกิดการผสมผสาน การเรียนรู้ซึ่งกัน และกันอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีบทบาทต่อสังคมอย่างมาก จากการที่สารสนเทศมีปริมาณเพิ่ม ขึ้นอยู่ตลอดเวลา สามารถเก็บรวบรวมผสมผสานได้หลายรูปแบบ เช่น รูปเล่มหนังสือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การ ย่อส่วน ภาพนิ่ง ข้อความ เป็นต้น สารสนเทศเป็นปัจจัยส าคัญในการด าเนินกิจการงานต่าง ๆ ผู้ที่มีโอกาส เข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่าก็จะได้เปรียบผู้อื่น อย่างไรก็ตามการใช้สารสนเทศ ผู้ใช้สามารถใช้ร่วมกันได้ แลกเปลี่ยน ได้ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด และสื่อสารข้อมูลเรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือ ไอที (IT) เน้นถึงการจัดการในกระบวนการด าเนินงานสารสนเทศในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่

การเสาะแสวงหา การวิเคราะห์ การจัดเก็บ การจัดการและเผยแพร่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความ แม่นย าและความรวดเร็วทันต่อการน ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

1. ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ซูโคซี่ (Zorkoezy, 1984) กล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การกระท าโดยอัตโนมัติเพื่อ รวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล จัดจ าหน่าย และการใช้สารสนเทศโดยไม่จ ากัดขอบเขตไว้ที่ฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์ แต่เน้นความส าคัญที่มนุษย์ในฐานะของผู้ใช้ ผู้สร้าง ผู้ควบคุม และผู้แสวงหาประโยชน์จาก เทคโนโลยี

ลูคัส (Lucas, 1997) กล่าวถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง รูปแบบของเทคโนโลยีทุกประเภท ที่น ามาประยุกต์ใช้เพื่อการประมวลผล การจัดเก็บ และการถ่ายทอดสารสนเทศในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

บีแฮนและโฮลัมส์ (Behan & Holumes, 1990 อ้างใน สานิตย์ กายาผาด ไชยา ภาวนาบุตร และสุรศิลป์ มูลสิน, 2542 : 3) ได้ให้ความหมายเทคโนโลยีสารสนเทศว่าเทคโนโลยีที่น ามนุษย์เข้าสู่ทะเบียน ข้อมูล การจัดเก็บ การประมวลผล การค้นคืน การส่งผ่านและรับสารสนเทศ ประกอบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรสาร ไมโครกราฟิก โทรคมนาคม และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเทคโนโลยีเก่า ได้แก่

ระบบจัดเรียงเอกสาร เครื่องท าบัญชีอัตโนมัติ เป็นต้น

ครรชิต มาลัยวงศ์ (2540 : 77) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศว่าเป็นเทคโนโลยีที่

เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ ประมวลผล และเผยแพร่สารสนเทศ ซึ่งรวมแล้วคือเทคโนโลยีสารสนเทศคอมพิวเตอร์

และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม หรือ computer and communication หรือเรียกย่อ ๆ ว่า C&C และมี

แนวโน้มที่จะนับเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของ C&C และที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วย เช่น เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีตามการน าเทคโนโลยีมาใช้งาน สารสนเทศ นอกจากนี้ได้สรุปความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศตามการน าเทคโนโลยีมาใช้งานสารสนเทศ แบ่งได้ 6 ประเภท

(17)

1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพบรรยากาศและพื้นผิวของโลก (remote sensing)

2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเน้นสื่อที่ใช้บันทึก เช่น เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กหรือ จานเลเซอร์ บัตรเอทีเอ็ม เป็นต้น

3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ ได้แก่ หน่วยประมวลผลกลางและ ชุดค าสั่งต่าง ๆ

4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผล เช่น เครื่องพิมพ์ จอภาพ พลอตเตอร์ (plotter) และอื่น ๆ 5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดท าส าเนาสารสนเทศ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องถ่ายไมโครฟิล์ม เป็นต้น

6. เทคโนโลยีที่ใช้ในการถ่ายทอดสื่อสารข้อมูลและสารสนเทศ ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง โทรศัพท์ โทรสาร โทรพิมพ์ และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งระยะใกล้

และระยะไกล

สอดคล้องกับนโยบายของรับบาลและเป็นไปตามนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของ ประเทสไทยหรือไอที 2010 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 จึงสนับสนุนให้มีการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ อย่างกว้างขวาง

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2541 : 451) กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศว่า เป็นเทคโนโลยีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ เริ่มจากเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเกฌบ ประมวลผล และ เผยแพร่สารสนเทศในรูปของข้อมูล โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม

สุชาดา กีระนันท์ (2541 : 23) ในความหมายว่า เทคโนโลยีทุกด้านที่เข้าร่วมกันในกระบวนการ จัดเก็บ สร้างและสื่อสารสนเทศ

วาสนา สุขกระสานติ (2541 : 6) กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศว่าเป็น กระบวนการต่าง ๆ และระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศตามที่ต้องการ

ณัฎฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบูลย์ เกียรติโกมล (2545 : 5) ให้ความหมายของเทคโนโลยี

สารสนเทศ จ าแนกเป็น 2 ประการ คือ 1. เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้

ส านักงาน อุปกรณ์โทรคมนาคมต่าง ๆ รวมทั้งซอฟต์แวร์ทั้งแบบส าเร็จรูปและแบบพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้งาน เฉพาะด้าน ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จัดเป็นเครื่องเครื่องมือสมัยใหม่ และใช้เทคโนโลยีระดับสูง 2. กระบวนการใน การน าอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ข้างต้นมาใช้งาน เพื่อรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล และแสดงผลลัพธ์เป็น สารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ต่อไป

เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ประกอบด้วยระบบการจัดเก็บ และการประมวลผล ข้อมูล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านสารสนเทศที่มีการวางแผนจัดการ และใช้งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าการให้ความหมายที่กว้าง และไม่ได้ก าหนดรายละเอียดที่

ชัดเจน เนื่องจากพลวัตของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

Referensi

Dokumen terkait