บทที่ 2
ผลงานวิจัยและงานเขียนอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ
2.1 ดอกดาวเรือง (Marigold)
ดอกดาวเรือง (ชื่อวิทยาศาสตร: Tagetes erecta L.; ชื่อสามัญ: Marigold) คําปูจู คําปูจูหลวง (พายัพ) บวงสิ่วเก็ก เฉาหูยัง กิมเก็ก (จีน) ดาวเรืองนิยมปลูกตัดดอก เปนดาวเรืองในกลุม African หรือ American marigold เปนพันธุดอกใหญ พันธุที่ใชเปนการคาในประเทศไทยไดแกพันธุซอเวอร
เรน (Soverign) นอกจากนี้ยังมีสายพันธุใหมๆที่นําเขามาไดแก พันธุจาไมกา (Jamaica) และอื่นๆ อีก หลายพันธุ
ดอกดาวเรือง (Marigold) เปนพืชที่จัดอยูในวงศ Compositae มีชื่อทางพฤกษศาสตรวา Tagetes spp.มีหลายชนิดเชน Tagetes erecta L., T. patula L., T. tenuifolia Cav. และ T.
filifolia Lagasca. เปนตน (Zeb et al., 2004) ดาวเรืองสามารถปลูกไดตลอดป ระยะเวลาในการ ปลูกประมาณ 60 วัน (สายชล 2531) พันธุที่นิยมปลูกในเมืองไทยคือพันธุตนสูงที่ใหดอกสีเหลือง และ พันธุตนเตี้ยที่ใหดอกสีสม (พูลทรัพย 2534) ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกดาวเรืองประมาณ 9,500 ไร มี
แหลงปลูกที่สําคัญ คือ จังหวัดพะเยา ลําปาง นนทบุรี กรุงเทพฯ ราชบุรี สมุทรสาคร สุพรรณบุรี และ อุดรธานี (กรมสงเสริมเกษตร, 2556) นอกจากจะปลูกเพื่อเปนไมตัดดอกจําหนายเปนดอกสดเพื่อสง ขายภายในและสงออกตางประเทศแลว ในปจจุบันดอกดาวเรืองยังถูกนําไปแปรรูปเพื่อนําไปเปน สวนประกอบในอุตสาหกรรมอาหาร (สีผสมอาหาร และชาเสริมสุขภาพ) อุตสาหกรรมยอมผา (สียอม ผา) และอุตสาหกรรมอาหารสัตว เชน การนําไปเลี้ยงไกเพื่อใหไดไขแดงสีเขม เปนตน
ดาวเรืองสวนมากมีฤทธิ์ในการปองกันแมลง Boussaada et al., 2008) จึงมีองคประกอบของ สารสําคัญที่มีฤทธิ์ปองกันยุงไดเชนเดียวกัน โดย Boussaada และคณะ (2008) ไดทําการศึกษาฤทธิ์
การกําจัดมอดแปงของสารสกัดจากพืชวงศทานตะวัน พบวาสารสกัดในชั้นปโตรเลียมอีเทอรและชั้นเม ทานอลของพืชวงศทานตะวันบางชนิดสามารถกําจัดมอดแปงไดสวน Broussalis และคณะ (1999) ไดรายงานฤทธิ์ปองกันแมลงของสารสกัดดาวเรืองในชั้นเมทานอล และคลอโรฟอรม จากการทบทวน วรรณกรรมขางตน จะเห็นไดวาในดาวเรืองมีองคประกอบที่มีฤทธิ์ปองกันยุง มีศักยภาพที่จะนํามาเปน วัตถุดิบสําหรับผลิตผลิตภัณฑไลยุงไดทัดเทียมกับไพรีทรัม
2.1.1 ชนิดของดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรืองที่ปลูกกันอยูโดยทั่วไปแบงเปน 3 ประเภทใหญ ๆ คือ
1. ดาวเรืองอเมริกัน (American Marigolds)เปนดาวเรืองที่มีถิ่นกําเนิดอยูทางตะวันตก เฉียงใตของทวีปอเมริกา ลําตนสูงตั้งแต 10-40 นิ้ว ดอกสีเหลือง สม ทอง และขาว กลีบ ดอกซอนกันแนน ดอกมีขนาดใหญประมาณ 3-4 นิ้ว ดาวเรืองชนิดนี้มีหลายพันธุ ไดแก
พันธุเตี้ย สูงประมาณ 10 - 14 นิ้ว ไดแก พันธุปาปายา (Papaya) ไพนแอปเปล (Pineaple) ปมพกิน (Pumpkin) เปนตน พันธุสูงปานกลาง สูงประมาณ 14 - 16 นิ้ว ไดแก พันธุอะพอลโล (Apollo) ไวกิ่ง (Ziking) มูนชอต (Moonshot) เปนตน
พันธุสูง สูงประมาณ 16 - 36 นิ้ว ไดแก พันธุดับเบิล อีเกิล (Double Egle) ดับบลูน (Doubloon) ซอฟเวอรเรน (Sovereign) เปนตน
รูปที่ 2.1 ดอกดาวเรือง (Marigold)
2. ดาวเรืองฝรั่งเศส (French Marigolds) ดาวเรืองฝรั่งเศสเปนดาวเรืองตนเล็ก ตนเปนพุม เตี้ย ๆ สูงประมาณ 6 - 12 นิ้ว ดอกสีเหลือง สม ทอง น้ําตาลอมแดง และสีแดง ดอกมี
ขนาดเล็กประมาณ 1.5 นิ้ว นิยมปลูกประดับในแปลงมากกวาปลูกเพื่อตัดดอก เนื่องจาก มีกานดอกสั้น นอกจากนี้ยังเปนดาวเรืองที่สามารถลดปริมาณไสเดือนฝอยที่ทําใหเกิด อาการรากปมในรากพืชได ตัวอยางดาวเรืองฝรั่งเศส ไดแก พันธุดอกชั้นเดียว ดอกมี
ขนาด 1.5 - 2 นิ้ว ไดแก พันธุเรด มาเรตตา (Red Marietta) นอธตี้ มาเรตตา (Naughty Marietta) เอสปานา (Espana) ลีโอปารด (Leopard) เปนตน พันธุดอกซอน ดอกมีขนาดตั้งแต 1.5 - 3 นิ้ว ไดแก พันธุควีน โซเฟย (Queen Sophia ) สการเลต โซเฟย (Scarlet Sophia) โกลเดน เกต (Golden Gate ) เปนตน
3. ดาวเรืองพันธุลูกผสม (Mule Mariglds หรือ Afro American Marigolds) เปนดาวเรือง ลูกผสมระหวางดาวเรืองอเมริกันและดาวเรืองฝรั่งเศส โดยมีวัตถุประสงคเพื่อนําลักษณะ ความแข็งแรง ดอกใหญ และมีกลีบซอนมากของดาวเรืองอเมริกัน รวมเขากับลักษณะตน เตี้ยทรงพุมกะทัดรัดของดาวเรืองฝรั่งเศส ดาวเรืองลูกผสมใหดอกเร็วมาก คือเพียง 5 สัปดาหหลังจากเพาะเมล็ดดอกมีขนาด 2 - 3 นิ้ว ดอกดกและอยูกับตนไดดี ดาวเรือง ชนิดนี้มีขอเสียก็คือเมล็ดจะลีบ ไมสามารถนํามาเพาะใหเปนตนใหมไดจึงเรียกวา ดาวเรืองลอ เชนเดียวกับการผสมมากับลา มีลูกออกมาเรียกวา ลอ ซึ่งเปนหมัน จึงทําให
เมล็ดมีราคาแพงมาก และการปลูกดาวเรืองดวยเมล็ดชนิดนี้ จึงควรใชเมล็ดเปนปริมาณ 2 เทาของจํานวนที่ตองการ เนื่องจากเมล็ดมีเปอรเซ็นตความงอกต่ํา ดาวเรืองลูกผสมที่
นิยมปลูกมีอยูหลายพันธุ คือ พันธุนักเก็ต (Nugget) ไฟรเวิรก (Fireworks) เรด เซเวน สตาร (Red Sevenstar) และโชวโบต (Showboat)
รูปที่ 2.2 ชนิดของดอกดาวเรือง 2.1.2 สรรพคุณของดอกดาวเรือง
ใบ : รสชุมเย็น มีกลิ่นฉุน ใชแกฝฝกบัว ฝพุพอง เด็กเปนตานขโมย ตุมมีหนอง บวมอักเสบโดยไม
รูสาเหตุ
ชอดอก : รสขม ฉุนเล็กนอย ใชกลอมตับ ขับรอน ละลายเสมหะ แกเวียนศีรษะ ตาเจ็บ ไอหวัด ไอกรน หลอดลมอักเสบ เตานมอักเสบ คามทูม เรียกเนื้อ ทําใหแผลหายเร็วขึ้น และแกปวดฟน
2.1.3 ประโยชนของดอกดาวเรือง
ดาวเรืองเปนไมดอกที่มีความสําคัญ ทางเศรษฐกิจมากชนิดหนึ่ง นอกจากจะมี ความสําคัญทาง เศรษฐกิจแลว ยังสามารถ นําไปใชประโยชนดานอื่น ๆ ไดอีกดวย การนําดาวเรืองไปใชประโยชนสรุป ไดดังนี้
1. ปลูกประดับเพื่อความสวยงาม ดาวเรืองเปนไดดอกที่มีความ สวยงาม กลีบดอกสี
เหลืองเรียงอัดกันแนน และมีอายุการใชงานนาน ดังนั้นจึงเหมาะ สําหรับปลูกเพื่อ ประดับอาคารบานเรือนและ สถานที่ตาง ๆ เพื่อใหเกิดความเพลิดเพลินตา สบายใจ 2. ปลูกเพื่อใชประโยชนในการปองกันแมลง เนื่องจากดาวเรืองเปนสารที่มีกลิ่น เหม็น
(ฉุน) แมลงไมชอบ จึงสามารถใชเปน เกราะปองกันแมลงใหแกพืชอื่น ๆ ดวย นอกจากนี้รากของดาวเรืองยังมีสารชนิดหนึ่ง ที่ชวยลดปริมาณไสเดือนฝอยในดินได
3. ปลูกเพื่อจําหนาย
- ใชทําพวงมาลัย ปจจุบันนิยมนําดาวเรืองมารอยพวงมาลัยกันมาก ไมวาจะเปน พวงมาลัยไหวพระ หรือพวงมาลัยสําหรับ คลองคอในงานพิธีตาง ๆ การตัดดอกดาวเรือง สําหรับใช
ประโยชนในดานนี้จะตองใหมีกานดอกสั้น หรือเหลือเฉพาะดอก
- ใชปกแจกัน เนื่องจากดาวเรือง เปนไมดอกที่มีลักษณะกลมเรียงตัวกันแนนเปน ระเบียบและมีสีสันสวยงาม จึงมีคนนิยมนํามา ปกแจกันมาก ไมวาจะเปนแจกันตั้งตามโตะ รับแขก ตามหิ้งพระ หรือแจกันประกอบ โตะหมูบูชา การตัดดอกดาวเรืองเพื่อนํามา ปกแจกันนี้ควรตัดใหมี
กานดอกยาวประมาณ 18 - 20 นิ้ว มัดดอกดาวเรืองเปนกํา ๆ แลวใชกระดาษหนังสือพิมพหอเพื่อให
ดอกดาวเรืองคงความสดอยูไดนาน ๆ
- การปลูกลงกระถางหรือถุงเพื่อประดับอาคารสถานที่ ปจจุบันมีการนํากระถางหรือ ถุงดาวเรืองมาประดับอาคาร สถานที่กันมากขึ้น เพราะสามารถใชประดับ ไวเปนเวลานาน ไมวาจะ เปนงานพิธีตาง ๆ เชน งานนิทรรศการ งานพระราชทาน ปริญญาบัตร หรือแมแตงานพิธีตามอาคาร
บานเรือน การปลูกดาวเรืองเพื่อใชประโยชน ในดานนี้ก็เหมือนกับการปลูกดาวเรือง โดยทั่วไป เพียงแตเปนการปลูกลงในกระถาง หรือถุง แทนที่จะปลูกลงในแปลงดอก ดาวเรืองเริ่มบานก็นําไปใช
ประโยชนหรือ จําหนายได
- จําหนายใหกับโรงงานผลิตอาหารสัตว เนื่องจากดาวเรืองเปนพืชที่มี สารแซธโธฟล (Xanthophyll) สูง เมื่อตากใหแหงจะสามารถนําไปเปนสวนผสม อาหารสัตวไดดี โดยเฉพาะอาหาร ของไกไข จะทําใหไขแดงมีสีแดงสดใสนากินยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพันธุที่มีดอกสีสมแดง
รูปที่2.3 แสดงการใชประโยชนจากดอกดาวเรือง
2.2 ตนกก (Papyrus)
ตนกก (Papyrus) กกเปนไมลมลุกอยูในวงศ (Family) Cyperaceae มีชื่อวิทยาศาสตร
เรียกวา Cypyrucratus Roxb. และมีชื่อสามัญเรียกวา Sedge พบกระจายอยูทั่วโลก มีประมาณ 4000 ชนิด ชอบที่ชื้นแฉะ ขึ้นในที่ระดับต่ําตามหนอง บึง ทางระบายคันคูน้ําและโคลนเลน ใน 46 ประเทศจัดกกเปนวัชพืชในนาขาว และกกทรายหรือกกหัวแดง (Cyperus iria) พบใน 22 ประเทศ มี
หลายชนิดใชเปนอาหาร เชน Eleocharis toberosa และ Scirpus toberosus และหลายชนิดใช
สานเสื่อทํากระจาด กระเชา หมวก เชน Scirpus mucronatus, Lepironia mucronata, Carex brizoides
2.2.1 ลักษณะของตนกก
ตนกกนั้นมีรูปรางลักษณะและนิเวศวิทยาเหมือนหญามาก มีลักษณะที่แตกตางจากหญาคือ กกมักมีลําตนตัน (Solid) และเปนสามเหลี่ยมหรือสามมุม (Three-amgled) บางชนิดมีผนังกั้น แบงเปนหอง ๆ (Septate) มีกาบใบอยูชิดกันมาก และที่สําคัญคือเกือบไมมีลิ้นใบ (Ligule) บางชนิด ไมมีเลย ลักษณะสําคัญอีกประการหนึ่งของตนกก คือ ดอกแตละดอกจะมี Glume หอหุมหรือรองรับ เพียงอันเดียว กกมีไหล (Rhizome) เลื้อยไปใตดินและจากไหลก็จะแตกเปนลําตนเรียกวา Culm ที่
ตัน (Solid) โผลพนขึ้นมาเหนือดิน และเมื่อผาลําตนดูตามขวาง (Cross-section) จะมีลักษณะเปน สามเหลี่ยมหรือสามมุมดังไดกลาวมาแลว ลําตนกกจะไมแตกกิ่งเหมือนพืชชนิดอื่น ใบของกก เหมือนกับใบของหญา แตจะเรียงตัวอัดกันแนนเปนสามมุมหรือสามตําแหนงรอบโคนตนและมีกาบ (Sheath) หอหุมลําตนและไมมีลิ้นใบ (Ligule)
รูปที่ 2.4 ตนกก (Papyrus)
ชอดอกกกจะเกิดที่ปลายลําตนเปนหลายแบบ เชน Panicle, Umbel หรือ Spike และมีดอก ขนาดเล็กเปนทั้งดอกที่สมบูรณและไมสมบูรณเพศ โดยมีดอกรวมเรียกวา Spikelet ซึ่งประกอบดวย ดอกยอย (Floret) หนึ่งหรือหลายดอก แตละดอกมี Glume หรือริ้วประดับ (Bract) รองรับ สวนกลีบ ดอกหรือ Perianth นั้นไมมีหรืออาจมีแตเปลี่ยนรูปรางไปเปนเกล็ด (Scale) หรือขนแข็งเล็กๆ (Bristle) ในดอกกกจะมีเกสรเพศผู (Filament) แยกกันอยู สวนเกสรเพศเมียจะมีกานแยกเปนสอง- สามแฉก หรือบางครั้งแยกเปนสอง-สามเสน และมีรังไขอยูเหนือกลีบดอก (Supreior) ภายในมีหอง เดียวและมีหนึ่งเมล็ด
2.2.2 ชนิดของตนกก
Carex เปนไมลมลุกอายุหลายฤดู ลําตนตั้งตรงเปนสามเหลี่ยม บางชนิดมีไหลเลื้อยไปใตดิน ใบเรียวแคบชอดอกมีทั้ง Panicle, Raceme และ Spike มีดอกรวมหรือ Spikelet ประกอบดวยดอก ยอย (Floret) เพียงดอกเดียว หรือ Spikelet เทากับ Floret มีทั้งดอกที่มีกานและไมมีกานดอก และ ไมมีกลีบดอกสวนดอกเปนดอกไมสมบูรณเพศ หรือมีเพศแยกกันอยูคนละดอก แตอยูในชอดอก เดียวกันและเกสรเพศผูมี 3 อัน เนื่องจากกกมีลักษณะคลายหญา จึงทําใหมีผูเรียกเปนหญาดวยแต
ความจริงแลวนาจะเรียกวากกมากกวา ซึ่งจะไดแยกออกไปจากหญาไดบาง เชน - หญาคมบาง (กกคมบาง) Carex baccans Nees
- หญาคมบาง (กกคมบาง) Carex stramentita Boot - หญาคมบางเล็ก (กกคมบางเล็ก) Carex indica Linn.
- หญาคมบางขาว (กกคมบางขาว) Carex cruciata Vahl - หญากระทิง (กกกระทิง) Carex thailandica T. Koyama - หญาดอกดิน (กกดอกดิน) Carex tricephala boeck.
สกุล Carex มีหลายชนิดที่ใชประโยชนไดแตไมมีในเมืองไทย เชน - Carex atherodes ในทวีปอเมริกาใชทําหญาแหง (Hay) - Carex brizodies ในยุโรปใชสานกระจาด กระเชา - Carex dispalatha ในญี่ปุนใชทําหมวก
Cyperus เปนไมที่มีอายุฤดูเดียวและหลายฤดู มีทั้งตนตั้งตรง ลําตนตันเปนสามเหลี่ยม บางครั้งก็กลม ใบเหมือนใบหญา ใบที่อยูแถบโคนตนจะเปลี่ยนเปนเกล็ดหรือแนนหอหุมโคนตนและ ไหล ชอดอกเกิดที่ปลายตนเปนหลายแบบ ดอกรวม (Spikeltet) ประกอบดวยดอกยอย (Floret) ดอกเดียวหรือหลายดอกและเปนดอกที่สมบูรณเพศ มีเกสรเพศผู 1-3 อัน เกสรเพศเมีย 2-3 แฉก พืช สกุลนี้มีหลายชนิดเปนวัชพืช เปนสมุนไพร ประกอบยารักษาโรค เปนอาหารและใชทําภาชนะ เครื่องใชตางๆ Cyperus ชนิดตางๆ ไดแก
- กกขนาก Cyperus differmis L. เปนวัชพืชในนาขาวและพืชไร ลักษณะคลายกก ทั่วไป แตที่สังเกตงายคือ ดอกมีขนาดเล็กจะรวมกันอยูเปนกลุมคลายหัวกลมๆ - กกทรายหรือกกหัวแดง Cyperus iria เปนวัชพืชพบในนาขาวและพืชไรเชนเดียวกับ
กกขนาก ลักษณะที่เดนของวัชพืชนี้คือรากมีสีแดงปนเหลือง ชอดอกสีเหลือง กระจายกวาง ใบประดับอันลางสุดที่รองรับชอดอกมีความยาวกวาชอดอก
กกชนิดอื่นที่เปนวัชพืชยังมี เชน
- กกขี้หมา (Cyperus polystachyos Roxb) - กกนา (Cyperus haspan Linn.)
- กกรังกา (Cyperus digitatus Roxb.) - กกรังกาปา (Cyperus cuspidatus Kunth.) - กกลังกา (Cyperus alternifollius Linn.)
- กกเล็ก (Cyperus pulcherrimus Willd. & Kunth)
กกบางชนิดที่ใชเปนสมุนไพรประกอบยารักษาโรคได ไดแก
- กกขี้หมา (Cyperus polystachyos Roxb.) - กกสามเหลี่ยม (Cyperus malaccensis Lamk.) - ใชไหล (Rhizome) แกโรคกระเพาะและแกอาการทองผูก
กกหลายชนิดที่ใชเปนอาหารไดแตไมมีในเมืองไทย เชน Cyperus esculentus ภาษาอังกฤษ เรียกวา Chuta earth almond, Tiger nut หรือ Rush nut มีไหลซึ่งเปนที่เก็บอาหารใชกินได มีกก อีกหลายชนิดใชประโยชนไดแตไมพบในเมืองไทย เชน Cyperus articulatus และ Cyperus longus ภาษาอังกฤษเรียก Galin gale มีไหลที่มีกลิ่นหอมใชในอุตสาหกรรมทําน้ําหอมได Cyperus malacopsus และ Cyperus tegetiformis ภาษาอังกฤษเรียก Chinese mat grass ใชทําเสื่อ เชนเดียวกับกกสานเสื่อหรือกกจันทบุรี (Cyperus corymbosus) ซึ่งมีปลูกกันแพรหลายในเมืองไทย สวนกกอียิปต (Cyperus papyrus Linn.) ภาษาอังกฤษเรียก Papyrus หรือ Paper reed นั้น แพร
เขามาในเมืองไทยนานแลว ชอบขึ้นในที่มีน้ําขังมีลําตนกลมผิวลําตนเขียวเปนมัน ดอกออกเปนชอ กระจุกกลมๆ ที่ปลายตนชอดอกแตละชอจะมีกานเปนเสนเล็กฝอยชูชอยาวออกไปเหมือนคนผมยุง ใน อียิปตในโบราณใชลําตนทํากระดาษ แตในปจจุบันเลิกใชแลว
Fimbristylis เปนไมลมลุกอายุฤดูเดียวและหลายฤดู มีไหลสั้นๆ ลําตนตั้งตรงมีทั้งตนกลม และเปนเหลี่ยม ใบรวมกันอยูที่โคนตน ชอดอกเกิดที่ปลายตนคลายสกุล Cyperus มีดอกรวม (Spikelet) ประกอบดวยดอกยอย (Floret) ตั้งแตหนึ่งถึงหลายดอกและเปนดอกที่สมบูรณเพศมีเกสร เพศผู 1-3 อัน เกสรเพศเมียมี 2-3 แฉก กกสกุลนี้ปวนมากเปนวัชพืช พวกที่ใชเปนสมุนไพรประกอบ ยารักษาโรค เชน กกรัดเขียด (หญาหนวดแมว) (Fimbristylis milliaces Vall) และกกหัวขอ (หญา
หัวขอ) (Fimbrilstylis aestivalis Vahl) ใชทาแผลงูกัดและแกโรคผิวหนัง ตามลําดับ สําหรับพวกที่
เปนวัชพืชและพบบอยในนาขาวและแปลงปลูกพืช เชน กกเปลือกกระเทียมทราย (Fimbristylis acuminata Vahl) กกนิ้วหนู (Fimbristylis dichotoma Vahl) กกกุกหมู (Fimbristylis monostachyos Hassk.) เปนตน
Scirpus เปนไมอายุฤดูเดียวและหลายฤดูมีไหลใตดิน ลําตนตั้งตรงเปนเหลี่ยมบางครั้งเกือบ กลม บางชนิดจมอยูใตดินหรือลอยที่ผิวน้ํา ใบมีรูปรางแตกตางกันออกไป บางครั้งก็ไมมีชอดอกเกิดที่
ปลายตนหรือบางครั้งเกิดที่ดานขางของลําตนแตคอนไปทางสวนยอด ดอกรวม (Spikelet) ประกอบดวยหลายดอกยอย (Floret) และเปนดอกที่สมบูรณเพศมีเกสรเพศผู 1-3 อัน และเกสรเพศ เมีย 2-3 แฉก พวกที่เปนวัชพืชและรูจักกันดีคือ กกสามเหลี่ยมหรือกกตะกรับ (Scirpus grosus L.f) มีลําตนตั้งตรงมีขนาดใหญและเปนสามเหลี่ยม ผิวลําตนเรียบเปนมัน ชอดอกเกิดที่ปลายตน ในสมัย อินเดียโบราณใชเปนยาแกทองเสีย และลําตนใชสานเสื่อและทําเชือกได สวนกกทรงกระเทียม (Scirpus articulatus Linn.) ใชเปนยาระบายหรือยาขับถาย อีกชนิดหนึ่งมีปลูกกันมากในจังหวัดทาง ภาคเหนือของประเทศไทย คือ กกกลมหรือกกยูนนาน (Scirpus mucronatus Linn.) ใชทําเชือก และสายเสื่อโดยเฉพาะมีลําตนเกือบกลม ตั้งตรงมีความสูงกวากกกลมเล็กนอย แตที่ตางกันอยางเห็น ไดชัด คือ ชอดอกจะเกิดเปนชอกระจกทางดานขางของลําตนและคอนไปทางสวนปลายตน ชอดอก เกิดจากจุดเดียวกันและกระจายออกไปรอบดานเหมือนรูปดาว ชาวบานจะแยกไหลจากคอเดิมไป ขยายพันธุและจะตัดเมื่อมีอายุราว 3 เดือน กอนที่ตนจะออกดอกใชเวลาตากแดด 4-5 วัน ใน ตางประเทศ เชน อเมริกาเหนือและใชลําตนของ Scirpus lacustris สานทํากระจาดที่นั่ง และสาน เสื่อ อีกชนิดหนึ่ง คือ Scirpus tatara ใชทําแพและเรือคานู (Canoe) สวนในจีนและญี่ปุนใชกินหัว ของ Scirpus tuberosus ทั้งสามชนิดดังกลาวไมมีในบานเรา
2.2.3 ประโยชนของตนกก
1. ทําเปนเสื่อสําหรับนอน สําหรับปูพื้นในหองรับแขกแทนพรม และปูลาดตามพื้น โบสถวิหารเพื่อความสวยงาม
2. ทําเปนกระเปาแทนกระเปาหนัง ทําเปนรูปตางๆ ไดหลายแบบ แลวแตผู
ประดิษฐคิดคนแบบตางๆ กันทําเปนกระเปาสตางค ทําเปนกระเปาหิ้วสตรี
กระเปาใสเอกสาร แตปจจุบันมีผูทํากันนอย เพราะกระเปาหนัง กระเปา พลาสติก ราคาถูกลงมากการทําไมคอยคุมคาแรงงาน
3. ทําเปนหมอน เชน หมอนรองที่นั่ง หมอนพิงพนักเกาอี้ เรียกวา หมอนเสื่อ 4. ทําเปนกระสอบ เรียกวา กระสอบกก
5. ทําเปนเชือกสําหรับมัดของที่หอแลว ตามรานคาทั่วไปนิยมใชเชือกกกเพราะ ราคาถูกมาก
6. ทําเปนหมวกใชกันแดด กันความรอนจากแสงแดด กันฝน หรือเพื่อความสวยงาม 7. ทําเปนกระจาดใสผลไม หรืออาหารแหง
8. การใชงานดานภูมิทัศน ใชปลูกเปนไมประดับริมสระน้ําในสวน หรือปลูกใน ภาชนะรวมกับไมน้ําอื่น ๆ
9. เปนแหลงหลบซอนตัวของสัตวน้ําวัยออน และตนกกมีคุณสมบัติในการบําบัดน้ํา เสียปรับสมดุลนิเวศนวิทยา
10. ใชเปนยารักษาโรค เชน
- ใบ ตําพอกฆาพยาธิบาดแผล
- ตน รสเย็นจืด ตมเอาน้ําดื่ม รักษาโรคทอน้ําดีอักเสบ ขับน้ําดี
- ดอก รสฝาดเย็น ตมเอาน้ําอม แกแผลเปอยพุพองในปาก
- เหงา รสขม ตมเอาน้ําดื่ม หรือบดเปนผง ละลายน้ํารอนดื่ม บํารุงธาตุ เจริญ อาหาร แกเสมหะ ขับน้ําลาย
- ราก รสขมเอียน ตมเอาน้ําดื่ม หรือตํากับเหลา คั้นเอาน้ําดื่ม แกช้ําใน ขับ โลหิตเนาเสีย
2.3 กระบวนการผลิตกระดาษ
การทํากระดาษจากเสนใยธรรมชาตินี้สวนใหญเปนการทําดาษแบบทํามือ ซึ่งทําไวเพื่อใชงาน หัตถกรรม โดยมีวัตถุดิบจากพืชหลายชนิดที่เหลือจากการบริโภคและการใชงานแลว สามารถสรุป เปนขั้นตอนไดดังนี้
2.3.1 การเตรียมวัตถุดิบกอนตม
การเตรียมวัตถุดิบกอนตมจะมีความแตกตางกันตามชนิดของวัตถุดิบวัตถุดิบที่จะ นํามาใชตองผานการคัดเลือกมาอยางดีแลวโดยเฉพาะอยางยิ่งตองสะอาดไมมีเชื้อราสิ่งสกปรกตางๆ ติดมากับวัตถุดิบนําวัตถุดิบมาตัดใหมีความยาวไมเกินเสนผาศูนยกลางของหมอตมเยื่อนําวัตถุดิบใสถัง แชใสน้ําใหทวมถาวัตถุดิบเบาลอยน้ําควรหาทอนไมที่มีน้ําหนักทับวัตถุดิบเอาไวไมใหลอยการแชเยื่อ ในน้ํา 1 คืนเพื่อใหวัตถุดิบออนตัวชุมน้ําจะทําใหน้ํายาเคมีซึมเขาไปทั่วเสนใยไดดีและเร็วขึ้น ผลพลอย ไดคือชวยชะลางเอาสิ่งสกปรก
2.3.2 การตมวัตถุดิบ
วัตถุดิบที่แชน้ําแลวจะตมเปนเยื่อไดงายดวยดาง ซึ่งนิยมใชโซเดียมไฮดรอกไซด
(NaOH) ปริมาณ NaOH ที่ใชควรอยูระหวาง 8 - 15 % ตอน้ําหนักแหง ในการตมมีปจจัย 3 ปจจัย ไดแก ปริมาณของ NaOH ที่ใช อุณหภูมิ และระยะเวลาในการตม ตองพิจารณาใหเหมาะสมกับ วัตถุดิบที่ใชจากนั้นกรองแยกเยื่อกับของเหลวออกจากกัน
2.3.3 การฟอกเยื่อ
เสนใยธรรมชาติมักมีสารที่มีสีติดมาตามธรรมชาติ ทําใหสนใยมีสีคล้ําหรือดํา บางครั้งจึงจําเปนตองฟอกขาวเสนใยเพื่อความเหมาะสมในการใชงาน การฟอกขาว (Bleaching) เปน ขั้นตอนของการทําลายสารที่มีสืบเสนใยที่ติดมาตามธรรมชาติหรือจากการปนเปอนจากสิ่งอื่น การ ฟอกขาวมีความจําเปนสําหรับที่จะนําไปทําเปนกระดาษขาวและกระดาษยอมสีออน เพื่อทําใหได
ความขาวหรือไดสีที่สดใส สารที่นิยมนํามาใชฟอกขาว คือ ไฮโดรเจนเปอรออกไซด (Hydrogen peroxide) โซเดียมไฮโปคลอไรด (Sodium hypochiorite) เปนตน และงานวิจัยนี้ไดฟอกขาวดวย ไฮโดรเจนเปอรออกไซด (Hydrogen peroxide) เพราะเปนสารออกซิไดซที่นิยมใชในการฟอกเสนใย มากที่สุดแตกตัวไดในสารละลายที่มีคาพีเอช (pH) สูง เชนที่ pH 11.5 สามารถปรับดวยโซเดียมไฮ- ดรอกไซด และโซเดียมคารบอเนต เปนตน
2.3.4 การลางเยื่อ
เมื่อฟอกขาวจะไดเยื่อที่มีสารฟอกขาวติดอยูควรลางออกใหหมด สังเกตไดจากเมื่อ จับเยื่อจะไมลื่นมือและน้ําที่ลางเยื่อจะใส การลางอาจใสในอางน้ําและแชไว จากนั้นถายน้ําออก
2.3.5 การกระจายเยื่อ (ตีเยื่อ)
การกระจายเยื่อเปนการทําใหเสนใยหลุดออกจากกันเปนเสนเดี่ยวๆ ระยะเวลาใน การกระจายเยื่อขึ้นอยูกับวาการตมเยื่อเราตมดีหรือไม และสามารถประเมินไดวาสารเคมีที่ใชตมมี
ความเขมขนเหมาะสมหรือไม ระยะเวลาในการกระจายเยื่อก็มีผลตอเสนใย ถาใชเวลาสั้นๆ ก็จะได
เสนใยหยาบ แตถาใชเวลาในการกระจายเยื่อนานขึ้น เสนใยก็กระจายไดดีขึ้นเชนกัน 2.3.6 การทําแผนกระดาษ
การทําแผนเปนการเทเยื่อที่ไดจากการกระจายเยื่อดีแลวเทลงในตะแกรงไนลอนที่ใช
ทําแผน ตะแกรงจะลอยน้ําเมื่อเทเยื่อลงไปเราก็จะทําการเกลี่ยเยื่อภายในตะแกรงใหมีความสม่ําเสมอ กันทั้งแผน เรียกวา การแตะ แตถานําเยื่อที่กระจายดีแลวเทใสอางผสมกับน้ําแลวนําตะแกรงชอนเยื่อ ขึ้นมา เรียกวิธีนี้วา ชอนเยื่อ แลวนําไปตากแดดจนแหง แลวคอยๆ ลอกกระดาษออกจากตะแกรงเรา ก็จะไดกระดาษ
2.4 เครื่องมือวิเคราะหคุณสมบัติของกระดาษ
2.4.1 เครื่องทดสอบความตานแรงฉีกขาด
หลักการในการตรวจสอบความแข็งแรงตอแรงฉีก ทําโดยใสชิ้นทดสอบที่มีขนาดตาม มาตรฐานกําหนด ในระหวางปากจับบนแทนเครื่องและบนลูกตุมซึ่งเคลื่อนที่ไดใชใบมีดตัดชิ้นทดสอบ เปนการฉีกนํายาวประมาณ 2 เซนติเมตร ทําการทดสอบโดยปลอยใหลูกตุมเคลื่อนที่ ชิ้นทดสอบจะฉีก ขาด ความแข็งแรงตอแรงฉีกนี้ขึ้นกับความยาวของเสนใยเซลลูโลสเปนสําคัญ โดยเสนใยยาวมีความ แข็งแรงฉีกมากกวาเสนใยสั้น การเพิ่มปริมาณการบดเยื่อก็มีผลทําใหความแข็งแรงตอแรงฉีดของ กระดาษเพิ่มขึ้นดวยเชนกันอยางไรก็ตามหากบดเยื่อมากเกินไปจนทําใหเสนใยมีขนาดสั้นลงมาก ความแข็งแรงตอแรงฉีกของกระดาษก็จะลดนอยลง แมวาเสนใยเซลลูโลสจะเกิดพันธะกันไดกันก็ตาม ทั้งนี้กระดาษในแนวขนานเครื่องมีความแข็งแรงตอแรงฉีกนอยกวากระดาษในแนวขวางเครื่อง
ความสามารถของกระดาษที่จะตานแรงกระทําซึ่งจะทําใหชิ้นทดสอบหนึ่งชิ้นขาดออกจาก รอยฉีกนําเดิม หนวยที่วัดไดเปนมิลลินิวตัน (mN) หรือ กรัม (Gram) กระดาษที่จําเปนที่จําเปนที่จะตอง ตรวจสอบความตานแรงฉีกขาด ไดแก กระดาษทําถุงกระดาษพิมพและเขียน
2.4.2 เครื่องทดสอบความเรียบ
เปนเครื่องมือที่ใชวัดความเรียบ ความขรุขระ ของพื้นผิว โดยมักจะวัดจากความเบี่ยงเบนของ พื้นผิวจริงกับพื้นผิวในอุดมคติ (Ideal) ถาความเบี่ยงเบนมีคามาก หมายถึงพื้นผิวนั้นขรุขระมากหรือ ผิวหยาบ ถามีคานอย ก็หมายถึงมีความขรุขระนอยหรือพื้นผิวเรียบ
รูปที่ 2.5 เครื่องทดสอบความตานแรงฉีกขาด
รูปที่ 2.6 เครื่องทดสอบความเรียบของกระดาษ รุนP62500 2.4.3 เครื่อง Fourier Transform Infrared Spectrophotometer (FTIR)
FTIR เปนเครื่องมือที่ใชในการวิเคราะห ตรวจสอบ โครงสรางของสารโดยการวัดการดูดกลืน รังสีที่อยูในชวงอินฟราเรด ที่อยูในชวงเลขคลื่น (Wave number) อยูในชวง Middle Infrared (4000 – 200 cm-1) ซึ่งสามารถวิเคราะหตัวอยางไดทั้ง ของแข็ง ของเหลว และกาซ ตัวอยาง หลาย ๆ ชนิดสามารถใหสเปคตรัมในชวงอินฟราเรด ไมวาจะเปน ของแข็ง ของเหลวหรือแกส อยางไร ก็ดีมีวัสดุอีกหลายชนิดที่ไมยินยอมใหรังสีอินฟราเรดทะลุผาน จึงตองทําการละลาย ในสารที่
ยินยอมใหรังสีทะลุผาน นอกจากนี้อาจใชวิธีการตรวจวัดการสะทอนหรือการแผของสเปคตรัม จาก ตัวอยางเหลานี้ไดโดยตรงเซลลสําหรับใสของเหลวไดถูกนํามาใสสารละลายตัวอยางที่เปนของแข็ง ซึ่ง ถูกละลายดวยตัว ทําละลายที่ยินยอมใหรังสีอินฟราเรดทะลุผาน โดยตัวทําละลายที่นิยมใช ไดแก
คารบอนเตตระคลอไรด (Carbon tetrachloride) ซึ่งอยูในชวงระหวาง 4000 – 1330 cm-1 และ คารบอนไดซัลไฟดซึ่งอยูในชวง 1330 – 625 cm-1 สารทั้งสองนี้มีความเปนพิษสูง ดังนั้นจึงตองใช
อยางระมัดระวัง หรืออาจใชเตตระคลอโรเอทิลีนหรือเมทิลีนคลอไรด
รูปที่ 2.7 เครื่อง FTIR ยี่หอ Bruker รุน Tensor 27
รูปที่ 2.8 เครื่องวัดสี ยี่หอ ColorQuest XE 2.4.4 เครื่องวัดสี
จากหลักการพื้นฐานเรื่องสีในบทความการมองเห็นสี จึงไดมีการพัฒนาอุปกรณเพื่อใชวัดสีที่มี
มาตรฐานและลดความไมเปนกลางเนื่องจากปจจัยของแหลงกําเนิดแสงและผูสังเกตการณ องคกรที่มี
บทบาทสําคัญในการกําหนดมาตรฐานดานสี คือ Commission International de L’Eclairage (CIE) หรือในชื่ออังกฤษวา International Commission on Illumination มีสํานักงานใหญอยูใน ประเทศฝรั่งเศส องคกรนี้ไดกําหนดมาตรฐานการวัดสีซึ่งเปนที่ยอมรับอยางกวางในวงการวิชาการ และการวิจัย คือระบบ CIE Lab scale ในระยะเริ่มแรก CIE ไดกําหนดสเกลการวัดสีเปน X-Y-Z ซื่ง ใชบรรยายสีแดง (Red) เขียว (Green) และ น้ําเงิน (Blue) แตเนื่องจากระบบสีดังกลาวไมสามารถ บรรยายถึงลักษณะความมืด-สวางของสีได CIEไดพัฒนาตอมาเปนระบบ X-Y-L ซึ่งบรรยายถึงคาสีแดง เขียว และความสวาง (Lightness) ตามลําดับ อยางไรก็ตามระบบดังกลาวก็ยังขาดสวนที่บรรยายถึง คาสีน้ําเงิน CIE จึงไดพัฒนาระบบสีตอมาจนเปนระบบที่ยอมรับและใชกันอยางแพรหลายในปจจุบัน คือระบบ L*-a*-b* ซึ่งเปนระบบการบรรยายสีแบบ 3 มิติ โดยที่แกน L* จะบรรยายถึงความสวาง (Lightness) จากคา +L* แสดงถึงสีขาว จนไปถึง –L* แสดงถึงสีดํา แกน a*จะบรรยายถึงแกนสีจาก
เขียว (-a*) ไปจนถึงแดง (+a*) สวนแกน b* จะบรรยายถึงแกนสีจากน้ําเงิน (-b*) ไปเหลือง (+b*) ลักษณะการบรรยายสีของ CIE แสดงไดดังรูป 2.18 และ 2.19 นอกจากนี้ บริษัท Hunter lab ใน อเมริกาก็เปนอีกองคกรหนึ่งซึ่งทําการวิจัยและพัฒนาระบบการวัดสี จนในที่สุดไดระบบของ Hunter lab เอง ซึ่งเรียกวา การวัดสีระบบ Hunter lab scale ซึ่งบรรยายแกนใน 3 มิติเชนเดียวกับระบบ CIE โดยที่ Hunter lab จะใชสเกล L-a-b บรรยายลักษณะสีเชนเดียวกับ L*-a*-b* ของ CIE ขอ แตกตางระหวางระบบสีของ CIE และ Hunter lab คือสูตรการคํานวณคาสี ซึ่งทั้ง L-a-b และ L*-a*- b* ลวนมีพื้นฐานการคํานวณมาจากคาจากระบบ X-Y-Z ทั้งสิ้น
รูปที่ 2.9 L-a-b Chart ของ CIE Lab scale
ที่มา https://www.pballtechno.com/article/18/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%
A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5-color-measuring
รูปที่ 2.10 L*-a*-b* Chart ของ Hunter Lab
อุปกรณวัดสีที่นิยมใชในปจจุบันคือ Spectrophotometer อุปกรณดังกลาวจะใชแสงจาก แหลงประดิษฐ (Illuminant) คือแสงที่แตงคาความเขมแสง (Intensity) หรืออุณหภูมิของสี (Color temperature) แลว ตัวอยางของแหลงแสงประดิษฐ ไดแก D65 – แสงเที่ยงวัน (Noon daylight) A- แสงสมจากหลอดทังสเตน C – แสงกลางวันเฉลี่ย (Average daylight) CWF – แสงขาวเย็นจาก หลอดฟลูออเรสเซ็น (Cooled white fluorescent) อุปกรณวัดสี Spectrophotometer ใน ทองตลาดมีหลายรุนและหลายยี่หอ ที่นิยมใชไดแก ของ Hunter lab, Nikon และ Minolta ซึ่ง Spectrophotometer บางรุนสามารถบอกคาสีไดหลายสเกลในเครื่องเดียว เชน X-Y-Z L-a-b L*- a*-b* รวมไปถึง CMYK (CrayonMagenta-Yellow-Black) ซึ่งเปนระบบสีนิยมใชในเกี่ยวกับสิ่งพิมพ
นอกจากการวัดสีโดยใช Spectrophotometer แลว ยังมีเทคนิคอีกอยางหนึ่งในการวัดสีซึ่งตนทุนต่ํา กวาการใช Spectrophotometer คือ การใชสแกนเนอรรวมกับโปรแกรมคอมพิวเตอรสําเร็จรูปเพื่อ ตรวจสอบคาสี โปรแกรมสําเร็จรูปบางโปรแกรม เชน Photoshop® สามารถบอกถึงคาสีในระบบตาง ๆ ของภาพที่ไดจากสแกนเนอรไดดวย ตัวอยางการใชงานโปรแกรม Photoshop® เพื่อหาคาสีใน ระบบตาง ๆ อยางไรก็ตามเทคนิคนี้จะตองมีการสอบเทียบ (Calibrate) คาสีที่อานไดกอนเทียบกับ อุปกรณวัดสีที่มีความเที่ยงตรง เนื่องจากการอานคาสีโดยใชโปรแกรมสําเร็จรูปนั้นมีปจจัยหลายอยาง ที่อาจสงผลตอการคํานวณสี เชน คุณภาพของอุปกรณสแกนภาพ หรือ การดจอประมวลภาพใน คอมพิวเตอร เปนตน
2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวของ
ในปจจุบันมีงานวิจัยทางดานการใชทรัพยากรอยางมีคุณคาและยั่งยืนเกิดขึ้นอยางมากมาย เปนผลเนื่องมาจากการขยายตัวของประชากรและสังคมโลกอยางรวดเร็วพฤติกรรมและกิจกรรมของ มนุษยหลายดานทําใหเกิดการนําทรัพยากรมาใชอยางสิ้นเปลืองโดยไมไดกอใหเกิดประโยชนสูงสุด จึงมีนักวิจัยหลายคนมีแนวคิดและเริ่มตระหนักถึงคุณคาของทรัพยากรมากขึ้น มีการสรรคสราง กรรมวิธีในการใชทรัพยากรตาง ๆ เพื่อใหเปนประโยชนมากที่สุด โดยเฉพาะอยางยิ่งการนําเอาวัสดุ
เหลือทิ้งมาประยุกตใชใหมใหสามารถนํามาใชประโยชนในดานอื่น ๆ ไดดวย (ผกามาศและคณะ 2552) และเนื่องจากประเทศไทยเปนประเทศเกษตรกรรม จึงมีผลิตภัณฑใหมที่เกิดขึ้นจากการ นําเอาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร หรือแมแตวัสดุที่เปนขยะของทองถิ่นมาประยุกตใชเปนวัตถุดิบ เชน การผลิตถานกัมมันต (O Ioannidou 2007, A Aygün 2003, M.K.B. Gratuito 2008) การผลิต กระดาษ (สุปชา เหลืองสะอาดและคณะ 2548, R. Hosseinpour et al. 2010) เปนตน
ดาวเรือง (Marigold) เปนพืชที่จัดอยูในวงศ Compositae มีชื่อทางพฤกษศาสตรวา Tagetess spp. มีหลายชนิด เชน Tagetes erecta L., T. patula L., T. tenuifolia Cav. และ T. filifolia Lagasca. เปนตน (Zeb A. 2004) ดาวเรืองสามารถปลูกไดตลอดป ระยะเวลาในการปลูก ประมาณ 60 วัน พันธุที่นิยมปลูกในเมืองไทยคือพันธุตนสูงที่ใหดอกสีเหลือง และพันธุตนเตี้ยที่ให
ดอกสีสม ดอกดาวเรืองมีการปลูกเปนจํานวนมาก มีปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไดเฉลี่ยเดือนละ 40,000-60,000 กิโลกรัม (สํานักงานเกษตรอําเภอบานดุง. 2557) ซึ่งผลผลิตสวนหนึ่งไดถูกนํามา จําหนายเพื่อใหชาวบานและนักทองเที่ยวใชสักการบูชาพญานาคในปาคําชะโนดทําใหในแตละวันมี
ดอกดาวเรืองเหลือทิ้งในชุมชนเปนจํานวนมาก วิธีการกําจัดดอกดาวเรืองที่นิยมใชในปจจุบันคือการ นําไปทิ้งตามโคนตนไม โดยไมมีการศึกษาเพื่อใชประโยชน
นอกจากนี้ ตนผือ (Cyperus difformis) หรือที่บางชุมชนเรียกวาตนกกขนาก (ศูนยขอมูล กลางทางวัฒนธรรม 2557) เปนไมลมลุก แพรพันธุกระจายทั่วไป ชอบที่ชื้นแฉะ ขึ้นในที่ระดับต่ําตาม หนอง บึง ทางระบายคันคูน้ําและโคลนเลน ผือมีรูปรางลักษณะและนิเวศวิทยาเหมือนหญามาก มี
ลักษณะที่แตกตางจากหญาคือ ผือมักมีลําตนตัน และเปนสามเหลี่ยมหรือสามมุม บางชนิดมีผนังกั้น แบงเปนหองๆ มีกาบใบอยูชิดกันมาก และที่สําคัญคือเกือบไมมีลิ้นใบบางชนิดไมมีเลย ลักษณะสําคัญ อีกประการหนึ่งของผือคือ ดอกแตละดอกจะมีกาบชอยอยหอหุมหรือรองรับเพียงอันเดียว ผือมีไหล เลื้อยไปใตดินและจากไหลก็จะแตกเปนลําตนที่ตัน โผลพนขึ้นมาเหนือดิน และเมื่อผาลําตนดูตามขวาง จะมีลักษณะเปนสามเหลี่ยมหรือสามมุมดังไดกลาวมาแลว ลําตนผือจะไมแตกกิ่งเหมือนพืชชนิดอื่น ใบของผือเหมือนกับใบของหญา แตจะเรียงตัวอัดกันแนนเปนสามมุมหรือสามตําแหนงรอบโคนตน และมีกาบหอหุมลําตนและไมมีลิ้นใบ ชอดอกผือจะเกิดที่ปลายลําตนเปนหลายแบบ เชน ชอแยก แขนง, ชอซี่รม หรือ ชอเชิงลด และมีดอกขนาดเล็กเปนทั้งดอกที่สมบูรณและไมสมบูรณเพศ โดยมี
ดอกรวมเรียกวาชอดอกยอย ซึ่งประกอบดวยดอกยอยหนึ่งหรือหลายดอก แตละดอกมีริ้วประดับ รองรับ สวนกลีบดอกนั้นไมมีหรืออาจมีแตเปลี่ยนรูปรางไปเปนเกล็ด หรือขนแข็งเล็กๆ ในดอกกกจะมี
เกสรเพศผูแยกกันอยู สวนเกสรเพศเมียจะมีกานแยกเปนสอง-สามแฉก หรือบางครั้งแยกเปนสอง- สามเสน และมีรังไขอยูเหนือกลีบดอก ภายในมีหองเดียวและมีหนึ่งเมล็ด เปนพืชที่มีเสนใยเหนียว แนน ชาวบานจะนํามาสอยใหเปนเสนและตากใหแหงแลวนํามายอมสีตางๆ เพื่อนํามาเปนวัตถุดิบใน การทอเสื่อซึ่งกระบวนการผลิตจะนําเฉพาะสวนเปลือกนอกมาใช เหลือทิ้งใจกลางของตนกกขนาก ไม
มีการนํามาใชประโยชนเชนกัน
ในพืชทุกชนิดจะมีเสนใย (fibres) ที่แตกตางกัน ซึ่งสามารถนําพัฒนาในการผลิตกระดาษได
ดวยเหตุนี้มีความจําเปนนําของเหลือทิ้งมาใชเกิดประโยชน ในดานตางๆ การผลิตกระดาษจากวัสดุ
เหลือทิ้งทางการเกษตรเปนอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะชวยลดปริมาณขยะเหลือทิ้ง นําไปสูกระดาษที่มี
ความเปนเอกลักณเฉพาะตัว และสามารถพัฒนาตอใหเกิดเปนผลิตภัณฑหัตถกรรมและบรรจุภัณฑใน ทองถิ่นได
นักวิจัยหลายทานทําการศึกษาคนควานํามาผลิตกระดาษจากวัสดุเหลือใชที่มีปริมาณเสนใย สูง ยกตัวอยาง เชน ภาณุมาศ สุยบางดํา และคณะ (2552)ไดศึกษาวิจัยการพัฒนากระดาษจากใบ สับปะรดเพื่อใชเปนบรรจุภัณฑสําหรับสินคาหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑโดยศึกษาอัตราสวนผสมที่
เหมาะสมของกระดาษทํามือที่ผลิตจากใบสับปะรดผสมกับตนกลวยและใบสับปะรดผสมกับใบธูปฤาษี
สําหรับใชเปนบรรจุภัณฑสินคาหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑโดยมุงเนนใหกระดาษที่ไดมีอัตราการดูดซึม น้ํานอยเพื่อปองกันการเปอยยุยและมีการตานแรงดึงสูงเพื่อปองกันการฉีกขาดเมื่อไดรับแรงพบวา กระดาษที่อัตราสวนผสมรอยละ 60:40 มีคาการดูดซึมน้ําเทากับ 2.6269 กรัมตอ 100 ตาราง เซนติเมตรซึ่งมีคาสูงกวากระดาษที่อัตราสวนผสมรอยละ 70:30 เพียง 0.1654 กรัมตอ 100 ตาราง เซนติเมตรขณะที่ผลของการตานแรงดึงของกระดาษที่อัตราสวนผสมรอยละ 60:40 มีคาสูงกวา กระดาษที่อัตราสวนผสมรอยละ 70:30 ถึง 561.65 นิวตันตอเมตรจึงสรุปไดวากระดาษที่ผลิตจากใบ สับปะรดผสมกับตนกลวยที่อัตราสวนผสมรอยละ 60:40 มีความเหมาะสมที่จะนําไปผลิตเปนบรรจุ
เพราะใหคาการตานแรงดึงกับการดูดซึมน้ําที่ดี
สุภาและคณะ (2552) ไดมีการศึกษาพัฒนาการผลิตกระดาษจากใยมะพราวเชิงหัตถกรรม ดวยกระบวนการตมเยื่อดวยโซเดียมไฮดรอกไซดเขมขน 15%ระยะเวลาในการตม 3 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ
95 – 100 οC และฟอกขาวดวยไฮโดรเจนเปอรออกไซดเขมขน 12% จะใหคาความสวาง 94.92 มี