รูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6
THE MODEL FOR ADMINISTRATION OF INFORMATION TECHNOLOGY IN SCHOOLS UNDER THE JURISDICTION OFFICE OF THE SECONDARY
EDUCATION SERVICE AREA 6
ผู้วิจัย วิลัยพร พิทักษา1 Wilaiporn Pitaksa [email protected] กรรมการควบคุม ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง2
ดร.บุญจักรวาล รอดบําเรอ3 Advisor Committee Dr.Sittiporn Prawatrungruang
Dr.Bunchakkrawan Rotbamroe บทคัดย่อ
การวิจัยนี มีวัตถุประสงค์เพือ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศใน สถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยม ศึกษา เขต 6 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหาร จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษาสังกัดสํานักงาน เขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 และ 3) ประเมิน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการนํารูปแบบไป ใช้ในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถาน ศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 โดยมีขันตอนการวิจัย 3 ขันตอน คือ1) ศึกษาสภาพและ ปัญหาการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถาน ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 30 โรงเรียน โดยใช้แบบสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน 2) สร้างและตรวจสอบ รูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถาน ศึกษาโดยนําข้อมูลจากขันตอนที 1 มายกร่างรูปแบบการ บริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษาและ ตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบโดยผู้เชียวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 คน และ 3) ประเมินความ เหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนํารูปแบบการบริหาร จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในสถานศึกษาโดยผู้ใช้
รูปแบบ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร และครู จาก 30 โรงเรียน โรงเรียนละ10 คน รวม 300 คน สถิติทีใช้วิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าเฉลียและส่วนเบียงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพและปัญหาการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศ ในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6 โดยรวม สภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศ มีการปฏิบัติในระดับมาก และมีปัญหาใน ระดับมาก
2. รูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 มีองค์ประกอบของรูปแบบ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ขอบข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ 2. กระบวน การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ 3.ปัจจัยทีส่งผล ต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ผลการประเมินความเหมาะสมและความ เป็นไปได้ในการนํารูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศไปใช้ในสถานศึกษา พบว่า มีความเหมาะสม และเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก
1นิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
2รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
3อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
คําสําคัญ : รูปแบบการบริหาร การบริหารจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ
ABSTRACT
The purposes of this research were 1) to study the situation and problems of administration of information technology in the schools, 2) to construct and validity check a model of administration of information technology in schools, and 3) to assess a model of administration of information technology in schools. The research methodology was divided into three steps : 1) to study of situation and problems of administration of information technology in 30 schools based on data, collected by using a questionnaire and interviewing 9 experts 2) to construct and validity check a model of administration of information technology in schools using the data obtained from the first step for drafting a model, which later was assessed for suitability through a group discussion with 5 specialists, and 3) to assess feasibility and utility of administration of information technology in schools from 300 samples in each group. The data were statistically analyzed by using mean and standard deviation.
The research results showed that :
1. Administration of information technology in schools the overall was at high level and the problem of administration of information technology in schools was also at the high level.
2. The model for administration of information technology in schools created comprised of three elements : 1) The scope of tasks in information technology, 2) The administrative process of information technology, and 3) Information Technology implementation.
3. The assessment of a model of information technology in the schools for implementation was appropriate and feasible at high level.
Keywords : Administrative Model, Information Technology
บทนํา
การเปลียนแปลงในกระแสโลกาภิวัตน์ทีปรับเปลียน เร็วและสลับซับซ้อนมากยิงขึน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที 11 กําหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา ประเทศทีเหมาะสมโดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ โครงสร้างในระบบต่างๆ ภายในประเทศให้มีศักยภาพ แข่งขันได้ในกระแสโลกาภิวัตน์สร้างฐานความรู้ให้เป็น ภูมิคุ้มกันต่อการเปลียนแปลงต่างๆ ได้อย่างรู้เท่าทัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคม แห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ได้ให้ความสําคัญกับการ พัฒนาคนให้มีคุณธรรมนําความรู้ เกิดภูมิคุ้มกันโดยพัฒนา จิตใจควบคู่กับการพัฒนาการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกวัย ตลอดชีวิต เริมตังแต่วัยเด็กให้มีความรู้พืนฐานเข้มแข็งมี
ทักษะชีวิตพัฒนาสมรรถนะ ทักษะของกําลังแรงงานให้
สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมก้าวสู่โลกของการทํางาน และการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ สร้างและพัฒนากําลังคน ทีเป็นเลิศโดยเฉพาะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์
ความรู้ ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนือง ตลอดชีวิต (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที 11. 2554: 12-14)
การบริหารการศึกษาจําเป็นจะต้องให้สอดคล้อง กับเศรษฐกิจและสังคมซึงมีความเปลียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้บริหารการศึกษาจําเป็นจะต้องใช้ข้อมูลทีถูกต้องรวดเร็ว เพือช่วยในการตัดสินใจ ตลอดจนต้องพัฒนาองค์ความรู้
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพือการกําหนดนโยบายและ การวางแผนรองรับสภาพเศรษฐกิจและสังคมทีเปลียนแปลง ไปได้อย่างทันท่วงที นอกจากนันการนําเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการบริหารสถานศึกษาจะช่วยสนับสนุนการทํางาน ทีมีประสิทธิภาพรวดเร็ว และเป็นแบบอย่างให้กับผู้เรียน เพือนําไปพัฒนางานต่อไป ดังนันสารสนเทศจึงได้รับการ พัฒนาให้เป็นระบบขึนซึงระบบสารสนเทศนันเป็นสิง สําคัญอย่างหนึงทีจะช่วยให้องค์การสามารถดําเนินไปได้
อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะนอกจากจะใช้ในการวาง แผนการควบคุมการทํางาน และประกอบการตัดสินใจ
อย่างถูกต้องแล้วยังนําไปสู่การเปลียนแปลงทางความคิด และสร้างทางเลือกใหม่ๆ การมีระบบสารสนเทศทีดีทําให้
สามารถเป็นผู้นําในการดําเนินงานต่างๆ ได้ (สานิตย์
กายาผาด. 2542: 129)
เนืองจาก เทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการที
เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการปรับปรุงเครืองมือ เครืองใช้ทีเป็นประโยชน์กับงานสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา ทําให้วงการวิชาชีพหันมาปรับปรุงกลไกในวิชาชีพของตน ให้ทันกับสังคมสารสนเทศ เพือให้ทันต่อกระแสโลก จึงทํา ให้เกิดการบริการรูปแบบใหม่ๆ ขึนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การซือขายผ่านอินเทอร์เน็ต การให้บริการส่ง SMS หรือ การโหลดเพลงผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี
หน่วยงานต่างๆ ยังได้สร้างระบบงานสารสนเทศใน หน่วยงานของตนเองขึนเป็นจํานวนมากเช่น การทํา เว็บไซต์ของหน่วยงานเพือใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ เหล่านันเพือให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางและคุ้มค่า โดยสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในการจัดทํากิจกรรม ต่างๆเพือใช้ในการสือสารการประชาสัมพันธ์การ ปฏิบัติงานการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจ เพือการ วางแผนและการจัดการ ดังนันเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมี
บทบาทและความสําคัญมากในปัจจุบันและมีแนวโน้มที
จะมีบทบาทมากยิงขึนในอนาคต เพราะเทคโนโลยีเป็น เครืองมือในการดําเนินงานสารสนเทศให้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพนับตังแต่การผลิต การจัดเก็บ การประมวลผล การเรียกใช้การสือสารสารสนเทศการแลกเปลียนและใช้
ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกันให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที
สถานศึกษาจึงต้องมีระบบการบริหารและการจัดการศึกษา ทีนําไปสู่คุณภาพของผู้เรียน รวมถึงระบบสารสนเทศทีมี
ประสิทธิภาพ เป็นระบบ ถูกต้อง สมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน และสามารถเรียกใช้ข้อมูลสารสนเทศได้ตลอดเวลา โดย ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนําไปใช้ในการตัดสินใจ ดําเนินการต่างๆ ตามระบบการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่าการจัดระบบ บริหารและสารสนเทศของสถานศึกษา มีความสําคัญ และจําเป็นอย่างยิงในการดําเนินการประกันคุณภาพ
การศึกษาของสถานศึกษา เพือให้บรรลุเป้าหมายในการ พัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา เป็นไปตามมาตรฐานที
ต้องการ และครอบคลุมภารกิจ ด้านการบริหารจัดการได้
อย่างมีคุณภาพ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน พืนฐาน. 2553: 14)
สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 มีนโยบายการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในสังกัด จํานวน 54 โรง ให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ แต่พบว่า ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสถานศึกษาในสังกัด ยังไม่รูปแบบการบริหารจัดการ ทีเหมาะสม ระบบการจัดเก็บและการรายงานข้อมูลสารสนเทศ ไม่เอือต่อการใช้งาน ทําให้การบริหารจัดการของสํานักงาน เขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ไม่เกิดประสิทธิผล ตามแผนงานทีกําหนด ขาดความร่วมมือในการจัดทํา รายงานอย่างต่อเนือง ส่งผลต่อการส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพสถานศึกษาและคุณภาพผู้เรียนให้บรรลุผลตาม นโยบายในระดับสูง(รายงานสํานักงานเขตพืนทีการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6,2557:1) ซึงสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขันพืนฐานได้สรุปผลการพัฒนาด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสือสารของสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขันพืนฐานในช่วงทีผ่านมาพบว่าเกิดปัญหาใน การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศหลายด้าน เช่น ปริมาณ ฮาร์ดแวร์ไม่เพียงพอ ซอฟต์แวร์ทีพัฒนาขึนไม่ตอบสนอง ต่อการใช้งานตามภารกิจอย่างครบวงจรบุคลากรส่วน ใหญ่ไม่กระตือรือร้นทีจะพัฒนาตนเองให้มีทักษะในการ ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของ สถานศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ (สํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขันพืนฐาน. 2557:16)
ปัญหาเกียวกับความไม่มีประสิทธิผลในการใช้
ระบบสารสนเทศของสถานศึกษา ดังกล่าว มีงานวิจัยของ วิทเทเกอร์ (Whittaker. 1999: 23) ทีพบว่า ปัจจัยของความ ล้มเหลวหรือความผิดพลาดทีเกิดจากการนําเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ในองค์การ มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนทีดีพอ 2. การนําเทคโนโลยีทีไม่
เหมาะสมมาใช้งาน และ 3. ขาดการจัดการหรือสนับสนุน
จากผู้บริหารระดับสูงการทีจะนําเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาใช้งานในองค์กร หากขาดซึงความสนับสนุนจาก ผู้บริหารระดับสูงแล้วก็ถือว่าล้มเหลวตังแต่ยังไม่ได้เริมต้น การได้รับความมันใจจากผู้บริหารระดับสูงเป็นก้าวย่างที
สําคัญและจําเป็นทีจะทําให้การนําเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในองค์การประสบความสําเร็จ นอกจากนีสาเหตุ
ของความล้มเหลวอืนๆ ทีพบจากการนําเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้เวลาในการดําเนินการมากเกินไป (Schedule overruns) นําเทคโนโลยีทีลําสมัยหรือยังไม่
ผ่านการพิสูจน์มาใช้งาน (New or unproven technology) ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่
ถูกต้องผู้จัดจําหน่าย (Vendor) เทคโนโลยีสารสนเทศที
องค์การซือมาใช้งานไม่มีประสิทธิภาพและขาดความ รับผิดชอบ และระยะเวลาของการพัฒนาหรือนําเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาน้อยกว่าหนึงปี
และยังมีปัจจัยอืนๆ ทีทําให้การนําเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ไม่ประสบความสําเร็จในด้านผู้ใช้งานนัน อาจสรุปได้
ดังนี คือ 1. ความกลัวการเปลียนแปลง 2. การไม่ติดตาม ข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสมําเสมอ และ 3. โครงสร้างพืนฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของ ประเทศกระจายไม่ทัวถึง
ผู้วิจัย จึงเห็นความสําคัญในการแก้ปัญหาโดย การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 เพือให้มีรูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีเหมาะสม เป็นไปได้ทีจะนําไปใช้ในสถานศึกษาเพือ พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องตามระบบ ประกันคุณภาพการศึกษาทีกระทรวงศึกษาธิการกําหนด
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ
ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพือศึกษาสภาพและปัญหาการบริหาร จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัด สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6
2. เพือสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหาร จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัด สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6
3. เพือประเมินความเหมาะสมและความเป็นไป ได้ของการนํารูปแบบไปใช้ในการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 วิธีดําเนินการวิจัย
การวิจัยครังนีแบ่งออกเป็น 3 ขันตอน ดังนี
ขันตอนที 1 การศึกษาสภาพการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศของครูในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ดําเนินการโดย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรทีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 จํานวน 54 โรงเรียน
กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6 จํานวน 30 โรงเรียน โรงเรียนละ 10 คน แต่ละโรงเรียนประกอบด้วย ผู้บริหาร 1 คน และหัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้และกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนรวม 9 คน
องค์ประกอบของการบริหาร จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศใน
สถานศึกษา
รูปแบบการบริหารจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ
ในสถานศึกษา
สังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6
การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 1.ความเหมาะสม
2.ความเป็นไปได้
ปัจจัยของความล้มเหลวหรือความ ผิดพลาด ทีเกิดจากการนําเทคโนโลยี
สารสนเทศมาใช้ในองค์การ (Whittaker. 1999: 23) องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
(ไพบูลย์ เกียรติโกมล และณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์. 2551: 13)
ปัจจัยทีส่งผลต่อการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียน (ศิรินทิพย์ แต้มทอง. 2554: 25-37)
องค์ประกอบเกียวกับ การพัฒนารูปแบบ (Keeves 1988: 561-565)
2. ตัวแปรทีศึกษา
ตัวแปรทีศึกษา ได้แก่ สภาพการบริหารจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา และองค์ประกอบ ของรูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศใน สถานศึกษา
3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้เนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบสอบถามกับผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 จํานวน 30 โรงเรียน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและ ผู้เชียวชาญ ทีมีความรู้ความสามารถ และหรือมีประสบการณ์
ทีเกียวข้องกับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ จํานวน 9 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 4. เครืองมือทีใช้ในการวิจัย
1. สร้างและหาคุณภาพของเครืองมือเพือสอบถาม ความคิดเห็นของบุคลากรเกียวกับสภาพการบริหารจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 เครืองมือเป็นแบบสอบถามมี
ลักษณะเป็นแบบมาตรา 5 ระดับ ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอน ที 1 เป็นปัจจัยส่วนบุคคล ตอนที 2 เป็นคําถามแบบมาตร ประมาณค่า 5 ระดับ เพือรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ที
เกียวข้องกับการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ และความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูผู้สอน
2. แบบสัมภาษณ์กึงโครงสร้างในประเด็นที
เกียวกับองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อมูลทีได้จากการเก็บรวบรวมในการวิจัยครังนี
มีทังข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยนํา ข้อมูลทีรวบรวมได้มาตรวจสอบความสมบูรณ์ และทํา การวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี
1. ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์โดยคํานวณค่า ร้อยละ ค่าเฉลีย (Mean) และส่วนเบียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากแบบสอบถามปลายเปิด และจากการสัมภาษณ์วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนือหา (Content Analysis)
ขันตอนที 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบการบริหาร จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงาน เขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ดําเนินการโดย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1. ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษา จํานวน 3 คน เป็นผู้ทีสําเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา และมีประสบการณ์
ทางการบริหารการศึกษา โดยต้องดํารงตําแหน่งผู้บริหาร ทางการศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี
2. ผู้เชียวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จํานวน 2 คน เป็นผู้ทีสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขา เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือมีประสบการณ์หรือผลงานทาง ด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศใน สถานศึกษา 2. ตัวแปรทีศึกษา
ตัวแปรทีศึกษา ได้แก่ ความเหมาะสมและความ ถูกต้องของรูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6
3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้เนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความถูกต้องโดย ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชียวชาญทีมีความรู้ความสามารถ และ/หรือ มีประสบการณ์ทีเกียวข้องกับการบริหารจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ จํานวน 5 คน โดยใช้การเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling)
4. เครืองมือทีใช้ในการวิจัย
แบบประเมินความเหมาะสมและความถูกต้อง ของรูปแบบสําหรับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชียวชาญ ทีมีความรู้
ความ สามารถ และ/หรือ มีประสบการณ์ทีเกียวข้องกับ
การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ จํานวน 5 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
การตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงตามเนือหา (Content Validity) โดยผู้เชียวชาญ 5 คนพิจารณาความ สอดคล้อง ความครอบคลุมของข้อคาถามกับความมุ่ง หมายของการวิจัย นิยามศัพท์ ความเหมาะสมทางด้าน ภาษา และทดลองใช้เพือหาค่าความเชือมัน (Reliability) ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ แอลฟา (Alpha-Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach. 1970:161)
ขันตอนที 3 การประเมินความเหมาะสมและความเป็นไป ได้ของการนํารูปแบบไปใช้ในการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรทีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 จํานวน 54 โรงเรียน
กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6 จํานวน 30 โรงเรียน โรงเรียนละ10 คน แต่ละโรงเรียนประกอบด้วย ผู้บริหาร 1 คน และหัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้และกลุ่มกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวม 9 คน
2. ตัวแปรทีศึกษา
ตัวแปรทีศึกษา ได้แก่ ความเหมาะสมและความ เป็นไปได้ในการใช้รูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6
3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้เนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ใน การนํารูปแบบไปใช้ในการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 กับผู้บริหารสถานศึกษา และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้และกลุ่มกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน
4. เครืองมือทีใช้ในการวิจัย
แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไป ได้ในการนํารูปแบบไปใช้ในการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 5. การวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อมูลทีได้จากการเก็บรวบรวมในการวิจัยครังนี
มีทังข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยนําข้อมูล ทีรวบรวมได้มาตรวจสอบความสมบูรณ์ และทําการวิเคราะห์
ข้อมูล ดังนี
1. ข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์โดยคํานวณค่า ร้อยละ ค่าเฉลีย (Mean) และส่วนเบียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2. ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากแบบสอบถามปลายเปิด และจากการสัมภาษณ์วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนือหา (Content Analysis)
สรุปผลการวิจัย
1. ผลการศึกษาสภาพและปัญหาการบริหาร จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา พบว่า โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (
X
= 4.04, S.D. = 0.72) ปัญหาการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X
= 3.24, S.D. = 0.67)2. ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบการ บริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถาน
ศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที
1 ขอบข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย 4 กลุ่ม งานการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยี และการจัดระบบสารสนเทศ องค์ประกอบที 2 กระบวนการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศ ได้แก่ 1) การวางแผน 2) การนําแผนไปปฏิบัติ
3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน องค์ประกอบที 3 ปัจจัย ทีส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ 1) การอบรม ให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) การสร้างแรงจูงใจ ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3) การส่งเสริมการใช้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ 4) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ ในสถานศึกษาโดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ รูปแบบมีความเห็นว่ารูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา มีความเหมาะสมสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของรูปแบบ
3. ผลการประเมินความเหมาะสมและความ เป็นไปได้ในการนํารูปแบบไปใช้ พบว่าผู้บริหารและครูมีความ เห็นว่า รูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (
X
= 4.12, S.D. = 0.75) และเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก (X
= 3.41, S.D.= 0.71) อภิปรายผล
1. จากผลการวิจัย ทีพบว่า สภาพและปัญหา การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ทังนีอาจเป็นเพราะ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครืองมือสําคัญในการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิงในการบริหารงานซึงต้องการข้อมูลทีมี
คุณภาพเพือนําไปสู่การตัดสินใจทีถูกต้องทันเหตุการณ์
และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง และช่วยเพิม ประสิทธิภาพในการทํางานของสถานศึกษา สอดคล้อง กับงานวิจัยของ ชาญ ยอดประทุม (2551 : 115 - 117) ได้ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา ทีเปิดสอน ช่วงชันที 1-3 สังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษา กาฬสินธุ์ เขต 2 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที
รับผิดชอบงานสารสนเทศในโรงเรียนทีเปิดสอน ช่วงชันที
1-3 สังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 มีค่าเฉลียโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ค่าเฉลียมากทีสุด คือ ด้านการบริหารงานทัวไป รองลงมา ได้แก่ ด้านงบประมาณ ด้านวิชาการ และด้าน บริหารงานบุคคล ตามลําดับ สอดคล้องกับ ชินกรณ์ แก้วรักษา (2554 : 77 - 81) ได้ศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพือการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พืนทีการศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 พบว่า สภาพการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศเพือการบริหารโรงเรียนมัธยม สังกัดสํานักงาน เขตพืนทีการศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พืนทีการศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 มีความพร้อมในการบริหาร งานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทังด้านการบริหารงาน วิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงาน งบประมาณ และด้านการบริหารทัวไป สอดคล้องกับ งานวิจัยของ สุทธา ชาติประสพ (2557: 94-96) ได้ศึกษา สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือการบริหารงานทัวไป ในโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษาประถมศึกษา เขต 1 พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ใน ระดับมากเพราะผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติงานธุรการให้ความ สําคัญและมีแนวคิดทีจะนํามาพัฒนาระบบงาน ในโรงเรียน ให้มีประสิทธิภาพโดยอาศัยเทคโนโลยีทีเหมาะสมกับ สภาพบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่งโดยเฉพาะเกียวกับ สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือการบริหารงาน ทัวไปในโรงเรียน และยังสอดคล้องกับ ถวัลย์ พอกประโคน (2557 : 90 - 93) ได้ศึกษาสภาพการบริหารงานโดยใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต พืนทีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 พบว่า ความ คิดเห็นของผู้บริหารและครูเกียวกับสภาพการบริหารงาน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสานักงาน เขตพืนทีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้าน การบริหารจัดการและด้านนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านอืน ๆ อยู่ในระดับมาก
2. ผลการสร้างและตรวจสอบรูปแบบการ บริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา พบว่า รูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศใน
สถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที 1
ขอบข่ายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ องค์ประกอบที 2 กระบวนการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ และ
องค์ประกอบที 3 คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่
1) การอบรมให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) การสร้าง แรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3) การส่งเสริมการใช้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ 4) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา โดยผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ รูปแบบ มีความเห็นว่ารูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา มีความเหมาะสมสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของรูปแบบมีประเด็นในการอภิปราย ดังนี
ในประเด็นรูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษา ทีมี 3 องค์ประกอบโดยองค์
ประกอบที 3 เกียวข้องกับการอบรมให้ความรู้ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ การสร้างแรงจูงใจในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ การส่งเสริมการใช้คอมพิวเตอร์
ช่วยสอน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในสถานศึกษา นัน อาจเนืองมาจากปัจจุบันเป็นทียอมรับ
ว่าสถานศึกษาควรจะต้องมีการบริหารจัดการเรียนการ สอน โดยส่งเสริมให้ครูใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน รวมทัง การนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ สถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพ ซึงสอดคล้องกับงานวิจัย ของเบเยอร์ (Beyer. 1985: 3245–A) ได้ทําการวิจัย เกียวกับการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานของ สถานศึกษาทีไม่ใช่ของรัฐ ผลการวิจัยพบว่า สถานศึกษา ระดับมัธยมศึกษาใช้เครืองคอมพิวเตอร์ในการบริหารงาน ของสถานศึกษามากกว่าสถานศึกษาระดับประถมศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ใช้เครืองคอมพิวเตอร์ในการ บริหารสถานศึกษา เกิดจากสาเหตุปัญหาค่าใช้จ่าย ขาด บุคลากรทีมีความชํานาญในด้านเทคโนโลยีผู้ตอบ แบบสอบถาม ร้อยละ 73 มีความคิดเห็นว่า เทคโนโลยี
และการสือสารเพือการศึกษามีความสําคัญต่อผู้บริหาร สถานศึกษาช่วยให้การบริหารและการจัดการในสถาน ศึกษารวดเร็วขึนและสอดคล้องกับคาพุตา (Kaputa. 1994:
1436–A) ได้ทําการศึกษาการนําไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้
เพือการบริหารงานในสถาบันการศึกษาชันสูง พบว่า วิทยาการคอมพิวเตอร์ช่วยต่อการบริหารงานทีเคยถูกปิด กันในความคล่องตัวของการบริหารงานทังในสถาบันที
เป็นเครือข่าย สาขาต่างๆ ได้ เป็นอย่างดี ทําให้ช่วยทราบ ข้อมูลทางด้านตัวเลข การเงิน การงบประมาณ ได้อย่าง รวดเร็ว นอกจากนันคอมพิวเตอร์ยังช่วยบันทึกและแสดง ข้อมูลรายชือประวัติของนักศึกษา สามารถช่วยในการ ควบคุมความประพฤติของนักศึกษาให้อยู่ในระเบียบวินัย ของสถาบันได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี รูปแบบ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ามีความเหมาะสม อาจเนืองจากองค์
ประกอบที 3 เป็นปัจจัยทีส่งผลต่อความสําเร็จในการนํา ไปใช้เพือพัฒนาสถานศึกษา ครู ผู้บริหาร และผู้เรียน ได้แก่
1) การอบรมให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 2) การ สร้างแรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึงสอดคล้อง กับ ชาเซีย (Shazia. 2000: 319) ได้ศึกษาปัจจัยทีมีอิทธิพล ต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครู พบว่า ปัจจัยทีมี
อิทธิพลต่อการตัดสินใจของครูในการใช้ ICT ในห้องเรียน คือ การเข้าถึงทรัพยากรทีมีคุณภาพของซอฟต์แวร์และ ฮาร์ดแวร์ ความสะดวกในการใช้งานเป็นสิงจูงใจในการ เปลียนแปลงและความร่วมมือภายในโรงเรียน นอกจากนี
โรงเรียนและหน่วยงานทีเกียวข้องได้กําหนดพันธกิจร่วมกัน มีความมุ่งมันต่อการเรียนรู้อย่างมืออาชีพและมีการฝึก
อบรมคอมพิวเตอร์อย่างเป็นทางการและต้องชีให้ครู
เห็นว่าการเรียนการสอนกับการเรียนรู้ ICT เป็นศูนย์กลาง ในการบูรณาการ ซึงเป็นการดําเนินงานทีประสบความ สําเร็จด้าน ICT และจําเป็นต้องอาศัยการเชือมโยงการ เปลียนแปลงของครูโรงเรียนและผู้กําหนดนโยบายหรือ ฝ่ายบริหาร และสอดคล้องกับศิรินทิพย์ แต้มทอง (2554:
101-102) ได้ทําการวิจัยเรือง ปัจจัยทีส่งผลต่อการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศของครู สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษาศรีสะเกษ ทีพบว่า ปัจจัยทีส่งผลต่อการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศของครู สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษาศรีสะเกษ ได้แก่ การยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศ แรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ผลการประเมินความเหมาะสมและความ เป็นไปได้ในการนํารูปแบบไปใช้ พบว่า ผู้บริหารและครู มี
ความเห็นว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและเป็นไปได้อยู่ใน ระดับมาก อาจเนืองมาจากครูและผู้บริหารเป็นผู้ใช้
รูปแบบโดยตรง ย่อมเห็นความสําคัญ ความเหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและนโยบายการ พัฒนาคุณภาพภายในสถานศึกษา เพือส่งผลให้การจัด การเรียนการสอนและ การบริหารจัดการระบบสารสนเทศใน โรงเรียนมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ เสกสิฐ เล้ากิจเจริญ (2550: 12-14) ทีทําการวิจัย พบว่า รูปแบบการบริหาร จัดการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพือการเรียนการสอนใน โรงเรียนคาทอลิก สังกัดสังฆมณฑลราชบุรี เขตเหนือที
พัฒนาขึนมีความเหมาะสมทีจะนําไปใช้เป็นรูปแบบการ บริหารจัดการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพือการเรียนการ สอนในโรงเรียน และสอดคล้องกับ ชิดชนก ศุภวโรดม (2550:312-318) ทีผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหาร การเปลียนแปลงทีมุ่งสู่โรงเรียน ICT สําหรับสถานศึกษา ขันพืนฐาน มีการดําเนินการเปลียนแปลงโดยใช้ ICT เป็น เครืองมือในการจัดการเรียนรู้ ทําให้โรงเรียนมีการจัดการ เรียนการสอนตามทฤษฎี การสร้างความรู้ทีมีการเรียนรู้
ร่วมกันและมีความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ข้อเสนอแนะ
1. หน่วยงานในระดับนโยบายหรือผู้มีส่วนเกียวข้อง ควรส่งเสริมสนับสนุนให้กําลังใจสถานศึกษาในการกํากับ ดูแลให้ครูและผู้อํานวยการโรงเรียนได้ใช้ความรู้ความสามารถ มีขวัญและกําลังใจ และมีความมันใจในการพัฒนาผู้เรียน
2. ควรมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนือง เพือการจูงใจในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
3. ควรมีการติดตามประเมินผลการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศในสถานศึกษาอย่างจริงจัง เพือให้เกิดการกระตุ้น และพัฒนาระบบงานอยู่เสมอ
4. ควรมีการศึกษาปัจจัยทีส่งผลต่อความสําเร็จ ในการใช้ระบบสารสนเทศเพือการบริหารจัดการ ซึงอาจทํา ให้ได้ตัวแปรหลักๆ และตัวแปรทีสําคัญจําเป็นในการ นําไปสู่การแก้ปัญหาการใช้ระบบสารสนเทศต่อไป
บรรณานุกรม
ชาญ ยอดประทุม. (2551). สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษาทีเปิดสอนช่วงชันที 1-3 สังกัด สํานักงานเขตพืนทีการศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
ชิดชนก ศุภวโรดม. (2550). รูปแบบการบริหารการเปลียนแปลงทีมุ่งสู่โรงเรียน ICT สําหรับสถานศึกษาขันพืนฐาน.
วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ชินกรณ์ แก้วรักษา. (2555). การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสํานักงานเขต พืนทีการศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา.กาฬสินธุ์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์.
ถวัลย์ พอกประโคน. (2557). สภาพการบริหารงานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต พืนทีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา.
บุรีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์.
บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบืองต้น.กรุงเทพมหานคร : สุริยสานส์.
ไพบูลย์ เกียรติโกมล และณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์. (2551). ระบบสารสนเทศเพือการจัดการ. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชัน.
ศิรินทิพย์ แต้มทอง. (2554). ปัจจัยทีส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของครู สังกัดสํานักงานเขตพืนที
การศึกษาศรีสะเกษ. การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สานิตย์ กายาผาด. (2542). เทคโนโลยีสารสนเทศเพือชีวิต. กรุงเทพฯ: บริษัท เธิร์ดเวฟ เอ็ดดูเคชัน จํากัด.
สุทธา ชาติประสพ. (2557). สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพือการบริหารงานทัวไปในโรงเรียน สังกัด สํานักงานเขตพืนทีการศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ บริหารการศึกษา. บุรีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์.
เสกสิฐ เล้ากิจเจริญ. (2550). การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพือการเรียนการสอนใน โรงเรียนคาทอลิก สังกัดสังฆมณฑลราชบุรี เขตเหนือ. ปริญญานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต.
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน. (2547). ปฏิรูป ICT โรงเรียนหนึงอําเภอหนึงโรงเรียนในฝัน. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
_______. (2553). การจัดระบบบริหารและสารสนเทศภายในสถานศึกษาตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์
และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
_______. (2557). การจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก. สืบค้นเมือวันที 15 มีนาคม 2557, จาก www.obec.go.th.
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที 11. (2554). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที 11 พ.ศ.2555-2559. กรุงเทพมหานคร.
Beyer, S. F. (1985). “Use of computers in the administration of none public school.” Dissertation Abstracts International. 11: 3245-A; May.
Cronbach, L. J. (1970). Essentials of psychological testing. 3 rd.ed. New York: Harper and Row.