• Tidak ada hasil yang ditemukan

รายงานวิจัยฉบับสมบุรณ์ โครงการวิจัยการศึกษาความสำคัญของ WHO FCTC มาตรา 5.3 ต่อการควบคุมยาสูบของประเทศไทย

N/A
N/A
Nguyễn Gia Hào

Academic year: 2023

Membagikan "รายงานวิจัยฉบับสมบุรณ์ โครงการวิจัยการศึกษาความสำคัญของ WHO FCTC มาตรา 5.3 ต่อการควบคุมยาสูบของประเทศไทย"

Copied!
292
0
0

Teks penuh

(1)

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์

โครงการวิจัย

การศึกษาความสําคัญของ WHO FCTC มาตรา 5.3 ต่อการควบคุมยาสูบของประเทศไทย

โดย ไพศาล ลิ้มสถิตย์

ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนับสนุนทุนโดย

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ธันวาคม 2556

(2)

กิตติกรรมประกาศ

รายงานวิจัยโครงการ “การศึกษาความสําคัญของ WHO FCTC มาตรา 5.3 ต่อการควบคุมยาสูบ ของประเทศไทย” ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) และ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้วิจัยใคร่ขอขอบพระคุณ ดร.ทพญ.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฎ์ ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) และเจ้าหน้าที่ ศจย.

ทุกท่านที่ช่วยประสานงานเป็นอย่างดี

ผู้วิจัยใคร่ขอขอบพระคุณ นายแพทย์ หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และอดีตประธานรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก (2550 - 2551) นักวิชาการชั้นนําด้านการควบคุมยาสูบ ซึ่งได้กรุณาให้ข้อมูลและถ่ายทอดประสบการณ์

การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทยและต่างประเทศแก่ผู้วิจัย รวมถึงชี้แนะแนวทางการ จัดทํารายงานนี้ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ผู้วิจัยขอขอบพระคุณตัวแทนส่วนราชการทุกท่านดังรายนามที่ปรากฏในบรรณานุกรมรายงานนี้

ซึ่งกรุณาสละเวลาอันมีค่าให้สัมภาษณ์และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้วิจัย ในฐานะที่ท่าน

เหล่านั้นเป็นตัวแทนหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 เรื่อง

“มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ.2553 มติ 6 มาตรการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านยาสูบ”

ท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ สุดา วิศรุตพิชญ์ ผู้อํานวยการศูนย์กฎหมาย สุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปรึกษาโครงการ ที่กรุณาให้

คําชี้แนะและข้อสังเกตในการปรับปรุงรายงานฉบับนี้

ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายและมาตรการ ป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบของประเทศไทยในอนาคต เพื่อแก้ไขปรับปรุงการควบคุม ยาสูบของประเทศที่ยังมีจุดอ่อนหลายประการ ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีตามกรอบอนุสัญญาของ องค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (WHO FCTC) มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 5.3 ให้ครบถ้วนโดยไม่ชักช้า เนื่องจากเป็นเรื่องที่องค์การอนามัยโลกและนานาประเทศให้ความสําคัญเป็น อย่างมาก

ไพศาล ลิ้มสถิตย์

หัวหน้าโครงการ

(3)

บทคัดย่อ

องค์การอนามัยโลกได้ให้ความสําคัญกับประเด็นการเฝ้าระวังและต่อสู้กับอุตสาหกรรมยาสูบเป็น อย่างมาก เนื่องจากปัจจัยสําคัญในการบรรลุผลสําเร็จของนโยบายควบคุมยาสูบคือ การทําความเข้าใจแนว ปฏิบัติหรือกิจกรรมของอุตสาหกรรมยาสูบ และการป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ “กรอบ อนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ” (WHO Framework Convention on Tobacco Control) หรือ WHO FCTC ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 5 วรรค 3 (มาตรา 5.3) ปัจจุบันมีประเทศที่รัฐภาคี

ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ของ FCTC จํานวน 177 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย

การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบที่มีต่อการควบคุมยาสูบในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า มีข้อมูลในเรื่องนี้เป็นจํานวนมาก ผู้วิจัยจึงขอหยิบยกเฉพาะกรณีศึกษาสําคัญที่บางเรื่องโดยนําเสนอเป็น 2 ช่วงเวลา รวม 9 กรณีศึกษา ปัจจัยที่เอื้ออํานวยให้อุตสาหกรรมยาสูบหรือบรรษัทบุหรี่ข้ามชาติ สามารถ แทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบในไทย เกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1) ในอดีตก่อนปี พ.ศ.2535 รัฐบาลยังไม่เคยมีการจัดทํายุทธศาสตร์หรือนโยบายควบคุมยาสูบ แห่งชาติมาก่อน ทําให้การดําเนินงานควบคุมยาสูบของรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ไร้ทิศทาง อีกทั้งฝ่าย บริหารที่มีอํานาจตัดสินใจทางนโยบายมักจะไม่ค่อยให้ความสําคัญในเรื่องนี้ ดังจะเห็นได้จากในช่วง 10 ปีที่

ผ่านมา ผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะมีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้งมาก ทําให้การ จัดทํานโยบายด้านสุขภาพขาดความต่อเนื่อง ไม่แน่นอน

2) หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านควบคุมยาสูบคือ กระทรวงสาธารณสุข ยังขาดแคลนบุคลากรที่มี

ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบด้านต่าง ๆ ทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย วิทยาศาสตร์เคมี

สาธารณสุขหรือระบบสุขภาพในภาพรวม และในบางกรณีอาจจะยังไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมหรือกลอุบายของ อุตสาหกรรมยาสูบ หรือถูกข่มขู่ว่าจะถูกฟ้องร้องตามกฎหมายหากไม่ดําเนินการตามคําแนะนําของบริษัท บุหรี่ ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วยงานที่มีอํานาจรับผิดชอบตามกฎหมาย

3) บริษัทบุหรี่ต่างชาติมักจะสร้างความสัมพันธ์หรือล็อบบี้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่

เกี่ยวข้องกับการนโยบายหรือกฎหมายควบคุมยาสูบ โดยเฉพาะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ผู้บริหารหรือ ข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ดังปรากฏในเอกสารภายในของบริษัทบุหรี่ที่ถูกคําสั่งศาลสหรัฐสั่งให้เปิดเผยข้อมูล ต่อสาธารณชน ในบางกรณีมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นหรือเปิดโอกาสให้มีการเสนอผลประโยชน์อันมิชอบแก่

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

4) การดําเนินงานบางกรณีของหน่วยงาน ยังขาดการวางแผนที่เป็นระบบ ขาดการจัดเตรียมข้อมูล ทางวิชาการที่สนับสนุนอย่างเพียงพอ

(4)

สรุปผลความคืบหน้าในการปฏิบัติตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 ของไทย

ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ขององค์การอนามัยโลก (FCTC) ซึ่งมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 5.3 ของ FCTC และแนวทางปฏิบัติของมาตรา 5.3 จาก การศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง ในการปฏิบัติตามพันธกรณีตาม FCTC มาตรา 5.3 เพียงบางเรื่อง โดยมีเหตุผลสนับสนุนคือ

1) อุตสาหกรรมยาสูบยังสามารถเข้าแทรกแซงการควบคุมยาสูบของภาครัฐได้ โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ นานา แต่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐยังไม่มีมาตรการที่เหมาะสมในการดําเนินการป้องกันการแทรกแซง ดังกล่าว

2) หน่วยงานของรัฐบางองค์กรยังให้การยอมรับตัวแทนของอุตสาหกรรมยาสูบว่า เป็นผู้มีส่วนได้

เสีย (stakeholder) สําคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความเห็นในการจัดทํานโยบายควบคุมยาสูบ โดยเฉพาะ มาตรการทางภาษียาสูบ

3) ปัญหาความล่าช้าในการดําเนินการตาม “แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. 2555 - 2557” อีกทั้งยังพบปัญหาความล่าช้าในการดําเนินการตาม “แผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ที่ 8 การเฝ้าระวัง และควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบ”

4) ปัญหาวัฒนธรรมการทํางานในระบบราชการ มักเป็นการทํางานเชิงรับ (passive) มากกว่าเชิงรุก ซึ่งแตกต่างจากจากการทํางานของภาคธุรกิจหรือบริษัทบุหรี่ต่างชาติ ที่มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน เน้น การทํางานเชิงรุก ริเริ่มงานใหม่ ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งระบบราชการไม่เอื้ออํานวยต่อการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้าน ควบคุมยาสูบที่ทํางานอย่างต่อเนื่อง

5) ปัญหาการจัดสรรงบประมาณด้านควบคุมยาสูบของรัฐบาลที่ไม่เพียงพอ กล่าวคือสํานักควบคุม การบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรคได้รับจัดสรรงบประมาณประจําปีไม่เพียงพอ

การศึกษาวิเคราะห์กรณีศึกษาต่างประเทศ 4 ประเทศคือ ประเทศแคนาดา ฟิลิปปินส์ คอสตาริกา และปากีสถาน ทําให้ทราบบทเรียน ประสบการณ์ และความก้าวหน้าหน้าในการปฏิบัติตามมาตรา 5.3 ของ FCTC และแนวปฏิบัติในเรื่องนี้ได้ออกเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มที่ 1 ประเทศที่มีความก้าวหน้าค่อนข้างน้อยในการปฏิบัติตามมาตรา 5.3 คือ ประเทศ คอสตาริกา และประเทศปากีสถาน

กรณีศึกษาคอสตาริกาและปากีสถานเป็นประเทศที่มีอัตราการบริโภคยาสูบในระดับสูง จนอาจกล่าว ได้ว่าประสบความล้มเหลวในการควบคุมยาสูบ เพราะประสบปัญหาถูกบริษัทบุหรี่ข้ามชาติแทรกแซง นโยบาย กฎหมายควบคุมยาสูบเป็นเวลานานหลายสิบปีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กลไกการทํางานของ รัฐบาลและภาครัฐอ่อนแอ แม้ว่าทั้งสองประเทศนี้จะเป็นรัฐภาคีตาม FCTC แล้วก็ตาม

(5)

กลุ่มที่ 2 ประเทศที่มีความก้าวหน้ามากในการปฏิบัติตามมาตรา 5.3 คือ ประเทศแคนาดา และ ประเทศฟิลิปปินส์

กรณีศึกษาแคนาดาและฟิลิปปินส์เป็นแบบอย่างที่ควรนํามาปรับใช้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงของ อุตสาหกรรมยาสูบในไทย ปัจจัยสําเร็จเกิดจากรัฐบาลและหน่วยงานแคนาดาและฟิลิปปินส์คือ ภาครัฐได้

ออกมาตรการทางบริหารคือ มีนโยบายที่จะไม่ร่วมดําเนินกิจกรรมในลักษณะเป็นหุ้นส่วนกับอุตสาหกรรม ยาสูบ การติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับอุตสาหกรรมยาสูบนั้นต้องทําอย่างจํากัดเฉพาะในบางเรื่อง เท่านั้น กรณีแคนาดานั้นมีกฎหมายควบคุมยาสูบที่มีเนื้อหาเข้มงวดเป็นอย่างมาก ภาครัฐทํางานร่วมกับ องค์กรภาคประชาสังคมอย่างใกล้ชิด

ความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมที่ทํางานด้านสุขภาพ เป็นปัจจัยสําคัญที่ช่วยผลักดันเชิงนโยบาย ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและกฎหมายควบคุมยาสูบหลายเรื่อง มีจุดแข็งในด้านข้อมูลวิชาการใน เชิงลึกในประเด็นสําคัญต่าง ๆ มีกลุ่มนักวิชาการด้านสุขภาพและผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เผยแพร่

ผลงานวิจัยที่ทํางานแบบเกาะติดและต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะในการป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ มีดังนี้

ข้อเสนอแนะระยะสั้นและระยะกลาง

1) เร่งรัดจัดทําระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 5.3 FCTC

กระทรวงสาธารณสุขควรเสนอรัฐบาลให้มีการปฏิบัติตามมติที่ประชุม“คณะกรรมการควบคุมการ บริโภคยาสูบแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ที่เห็นชอบให้จัดทํา “ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยการป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบต่อนโยบายของรัฐในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ....” และพิจารณาข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่เคยเสนอในเรื่องนี้ไว้แล้ว

2) เผยแพร่การประเมินผลการดําเนินงานตามแผนปฏิบัติการ และพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการทํางาน กระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบตามแผนปฏิบัติการ 3 ปี (พ.ศ. 2555 - 2557) ตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีการทํางานในด้านการเฝ้า ระวังอุตสาหกรรมยาสูบในเชิงรุก มีการจัดทําตัวชี้วัดที่ชัดเจนในยุทธศาสตร์ที่ 8 และศึกษาประสบการณ์จาก ประเทศแคนาดาและประเทศที่มีพัฒนาการก้าวหน้าในเรื่องนี้ และเผยแพร่ผลการประเมินการดําเนินงานตาม แผนปฏิบัติการแก่สาธารณชน

3) พัฒนาศักยภาพของบุคลากรในหน่วยงานและองค์กรภาคประชาสังคม

กระทรวงสาธารณสุขควรให้ความสําคัญกับการพัฒนาความรู้ ความสามารถของบุคลากรใน หน่วยงานด้านควบคุมยาสูบ โดยเฉพาะสํานักควบคุมการบริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค สําหรับองค์กรภาค

(6)

ประสังคม เครือข่ายวิชาชีพด้านสุขภาพควรเร่งสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบ ในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสลับซับซ้อน

4) อบรม เผยแพร่ความรู้ด้านควบคุมยาสูบในกลุ่มเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่าง ๆ และหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรม

เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมยาสูบ รวมถึงหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรม (ศาล อัยการ ตํารวจ) ควรได้รับการอบรมหรือเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นใน งานควบคุมยาสูบ รูปแบบการแทรกแซงของธุรกิจยาสูบ บริษัทบุหรี่ ไม่สนับสนุนกิจกรรม CSR ของธุรกิจ ยาสูบ

5) จัดสรรงบประมาณด้านควบคุมยาสูบที่เหมาะสม

รัฐบาลและหน่วยงานด้านงบประมาทตระหนักถึงความสําคัญในเรื่องนี้ ก็ควรพิจารณาจัดสรร งบประมาณตามปกติอย่างเหมาะสมกับภาระงานที่รับผิดชอบตามกฎหมาย เพราะปัจจุบันสํานักควบคุมการ บริโภคยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ

ข้อเสนอแนะระยะยาว

1) แก้ไขปรับปรุงกฎหมายควบคุมยาสูบ

รัฐบาลควรเสนอแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาบางประการ เพื่อรองรับการปฏิบัติตาม FCTC มาตรา 5.3 อาจ จัดทําเป็นกฎหมายควบคุมยาสูบฉบับใหม่คือ ร่างพระราชบัญญัติควบคุมยาสูบ พ.ศ. .... ซึ่งมีขอบเขตผนวก รวมเอาเนื้อหาของ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่

พ.ศ. 2535 และต้องแก้ไขปรับปรุงหรือเสนอบทบัญญัติใหม่เพื่อป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรม ยาสูบรูปแบบใหม่ ๆ

2) ทบทวนโครงสร้างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการควบคุมยาสูบ

รัฐบาลควรพิจารณาศึกษาทบทวนโครงสร้างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการควบคุมยาสูบของ ประเทศ โดยจัดตั้งมอบหมายให้มีหน่วยงานที่ดูแลนโยบายหรือยุทธศาสตร์ควบคุมยาสูบแห่งชาติใน ภาพรวมที่มีกฎหมายจัดตั้งอย่างชัดเจน เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ

(คบยช.) หรือองค์กรระดับชาติที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายควบคุมยาสูบ

3) สนับสนุนภาคประชาสังคมในการต่อสู้กับการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ และการผลักดัน WHO FCTC มาตรา 5.3

รัฐบาลจึงควรให้การสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมในด้านงบประมาณ รวมทั้งเปิดโอกาสให้

ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย มาตรการต่าง ๆ ในฐานะภาคีเครือข่ายสําคัญ

(7)

สารบัญ

บทคัดย่อ

บทนํา 1

บทที่

1. การแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบ 15 1.1 รูปแบบ วิธีการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบในต่างประเทศ 15

1.2 การแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย 27

1.2.1 การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบช่วงก่อนปี พ.ศ. 2535 27 กรณีศึกษาที่ 1 การเปิดตลาดบุหรี่เสรีในปี พ.ศ.2532 (ค.ศ. 1989) และ

ข้อพิพาทของประเทศไทยตามข้อตกลงแกตต์

กรณีศึกษาที่ 2 การแทรกแซงกระบวนการเสนอร่างกฎหมายควบคุม ผลิตภัณฑ์ยาสูบ

1.2.2 การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบช่วงปี พ.ศ.2535 ถึง พ.ศ.2556 39 กรณีศึกษาที่ 3 นายราลฟ์ บอยส์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

ประจําประเทศไทย ไม่ปฏิบัติตามนโยบายด้านกิจการยาสูบในต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กรณีศึกษาที่ 4 การเข้ามามีอิทธิพลในสภาธุรกิจอาเซียน-สหรัฐอเมริกา (US-ASEAN Business Council)

กรณีศึกษาที่ 5 ปัญหาผลประโยชน์ขัดกันในการกําหนดนโยบายและ มาตรการภาษียาสูบ และกฎหมายศุลกากร

ก) ผู้บริหารบริษัทบุหรี่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษากฎหมายว่าด้วยสรรพสามิต วุฒิสภา

ข) การแต่งตั้งผู้แทนบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เป็นประธาน คณะอนุกรรมการภาษีสรรพสามิต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ค) การแต่งตั้งผู้แทนบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เป็นคณะทํางาน แก้ไขปรับปรุงกฎหมายศุลกากรคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

กรณีศึกษาที่ 6 คดีพิพาทในองค์การการค้าโลกระหว่างฟิลิปปินส์กับไทย กรณีมาตรการทางภาษีและศุลกากรสําหรับบุหรี่นําเข้าจากฟิลิปปินส์ (ค.ศ.2008-2011)

(8)

กรณีศึกษาที่ 7 การจัดงาน TABINFO ASIA 2009

กรณีศึกษาที่ 8 การคัดค้านร่างพระราชบัญญัติควบคุมการบริโภคยาสูบ พ.ศ. ....

ของอุตสาหกรรมยาสูบ

กรณีศึกษาที่ 9 การฟ้องร้องของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติต่อศาลปกครองกลาง กรณีประกาศกระทรวงสาธารณสุขขยายพื้นที่ข้อความ ภาพคําเตือนในฉลากบุหรี่ซิกาแรตเป็นร้อยละ 85

กรณีศึกษาที่ 10 การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กับ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง

2. พัฒนาการสําคัญในการปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วย 91

การควบคุมยาสูบ มาตรา 5.3 ของประเทศไทย 2.1 สาระสําคัญของกรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ 91

(WHO FCTC) มาตรา 5.3 2.2 คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติเห็นชอบ 96

แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ.2553 – 2557 2.3 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เรื่อง มาตรการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ 101

ด้านยาสูบ 2.4 มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 103

2.5 มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ “แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ.2555-2557” 105 2.6 ระเบียบกรมควบคุมโรค ว่าด้วยการติดต่อกับผู้ประกอบการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 113

เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2555 3. การวิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 ของประเทศไทย 115

3.1 โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง 120

3.2 กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง 124

3.3 สํานักงานตํารวจแห่งชาติ 125

3.4 สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 127

3.5 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 128

(9)

3.6 สํานักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 132

3.7 สํานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 134

4. กรณีศึกษาประเทศคอสตาริกา 136

4.1 ข้อมูลทั่วไป 136

4.2 ข้อมูลการบริโภคยาสูบและผลกระทบทางสุขภาพ 138

4.3 อุตสาหกรรมยาสูบในคอสตาริกา 139

4.4 นโยบายและกฎหมายควบคุมยาสูบ 141

4.5 รูปแบบการแทรกแซงการควบคุมยาสูบในคอสตาริกา 150

4.6 บทบาทของภาคประชาสังคม 159

5. กรณีศึกษาประเทศปากีสถาน 163

5.1 ข้อมูลทั่วไป 163

5.2 ข้อมูลการบริโภคยาสูบและผลกระทบทางสุขภาพ 165

5.3 อุตสาหกรรมยาสูบในปากีสถาน 171

5.4 นโยบายและกฎหมายควบคุมยาสูบ 175

5.5 รูปแบบการแทรกแซงการควบคุมยาสูบในปากีสถาน 181

5.6 บทบาทของภาคประชาสังคม 187

6. กรณีศึกษาประเทศแคนาดา 190

6.1 ข้อมูลทั่วไป 190

6.2 ข้อมูลการบริโภคยาสูบและผลกระทบทางสุขภาพ 193

6.3 อุตสาหกรรมยาสูบในแคนาดา 197

6.4 นโยบายและกฎหมายควบคุมยาสูบ 200

6.5 รูปแบบการแทรกแซงการควบคุมยาสูบในแคนาดา 214

6.6 บทบาทของภาคประชาสังคม 221

(10)

7. กรณีศึกษาประเทศฟิลิปปินส์ 227

7.1 ข้อมูลทั่วไป 227

7.2 ข้อมูลการบริโภคยาสูบและผลกระทบทางสุขภาพ 228

7.3 อุตสาหกรรมยาสูบในฟิลิปปินส์ 230

7.4 นโยบายและกฎหมายควบคุมยาสูบ 232

7.5 รูปแบบการแทรกแซงการควบคุมยาสูบในฟิลิปปินส์ 245

7.6 บทบาทของภาคประชาสังคม

249

8. บทสรุปและข้อเสนอแนะ 253

บรรณานุกรม 269

ภาคผนวก 283

ก) Guidelines for implementation of Article 5.3 of the WHO Framework Convention on Tobacco Control on the protection of public health policies with respect to tobacco control from commercial and other vested interests of the tobacco industry

ข) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 มติ 6 มาตรการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านยาสูบ (วันที่ 17 ธันวาคม 2553)

ค) มติคณะรัฐมนตรีเรื่อง “มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ.2553 มติ 6 มาตรการควบคุม ปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านยาสูบ” (วันที่ 17 เมษายน 2555)

ง) มติคณะรัฐมนตรีเรื่อง “ขออนุมัติแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ. 2553 – 2557”

(วันที่ 12 มิถุนายน 2555)

จ) “ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการป้องกันการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบต่อ นโยบายของรัฐในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ....” (เสนอโดย กลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม โดย นพ.หทัย ชิตานนท์ และคณะ)

ฉ) ประเด็นสัมภาษณ์ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 เมษายน 2555

(11)

1

บทนํา

การศึกษาความสําคัญของ WHO FCTC มาตรา 5.3 ต่อการควบคุมยาสูบของประเทศไทย

1. หลักการและเหตุผล

อุตสาหกรรมยาสูบหรือบริษัทบุหรี่ข้ามชาติได้เข้ามาแทรกแซงการควบคุมยาสูบของประเทศต่าง ๆ เป็น เวลานานแล้ว หากนับย้อนกลับไปถึงยุคการค้าเสรีคือ การทําข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือ แกตต์ (General Agreement on Tariffs and Trade: GATT) ก่อนที่จะมีจัดตั้งองค์การการค้าโลก (World Trade Organization - WTO) โดยบริษัทบุหรี่ต่างชาติมักจะใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือในการเปิดตลาดบุหรี่ใน ประเทศต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลในประเทศนั้น ๆ อนุญาตให้นําเข้าบุหรี่เพื่อไปจําหน่ายได้ ในกรณีประเทศไทยนั้นก็มี

ประสบการณ์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ รวมถึงข้อเท็จจริงที่มีการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของประเทศไทยโดย อาศัยกลไกองค์กรการค้าระหว่างประเทศขององค์การการค้าโลก นอกจากนี้ ยังพบข้อเท็จจริงที่มีการแทรกแซง นโยบาย กฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมยาสูบผ่านรัฐมนตรีหรือนักการเมืองระดับชาติที่มีอํานาจในการตัดสินใจ เช่น ในชั้นการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบคือ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.

25351

ในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) ที่ประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก ครั้งที่ 49 เห็นชอบให้มีการยกร่างกรอบ อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบเป็นครั้งแรก ต่อมาที่ประชุมสมัชชา ฯ สมัยที่ 52 ได้มีมติเห็นชอบให้เริ่มการ ดําเนินงานจัดทํา FCTC เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 ซึ่งถือเป็นกลไกทางกฎหมายระดับนานาชาติฉบับแรก ขององค์การอนามัยโลก สอดคล้องกับธรรมนูญก่อตั้งองค์การอนามัยโลก (CONSTITUTION OF THE WORLD HEALTH ORGANIZATION) ข้อ 19 เพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ที่กําลังระบาดไปทั่ว โลกในขณะนั้น

1 หทัย ชิตานนท์. มรรคาสู่การตรากฎหมายควบคุมยาสูบ นักสู้ไทยพิฆาตยักษ์พิทักษ์ยาสูบข้ามชาติ (กรุงเทพ ฯ:

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ, 2551).

(12)

2

“กรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ2” (WHO Framework Convention on Tobacco Control หรือ WHO FCTC) ถือเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของ อนุสัญญา FCTC เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 5.3 และแนวปฏิบัติในเรื่องนี้3 ซึ่งในรายงานขององค์การอนามัยโลก เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการปฏิบัติตาม พันธกรณี เมื่อปี ค.ศ. 2010 ของภาคีอนุสัญญา FCTC ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 11 ประเทศที่มีความก้าวหน้า ในการออกมาตรการป้องกันการแทรกแซงการกําหนดนโยบายควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบตามมาตรา 5.3

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาการอนุวัติการตามมาตรา 5.3 ของประเทศไทยพบว่า ประเทศไทยยังมิได้ปฏิบัติ

ตามแนวทางปฏิบัติตามมาตรา 5.3 ของ WHO FCTC ในอีกหลายเรื่อง แม้ว่าจะมีพัฒนาการสําคัญบางประการ อาทิ

เช่น

- การนําเอาข้อเสนอแนะตามแนวทางปฏิบัติ มาตรา 5.3 มาบรรจุไว้ใน “แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบ แห่งชาติ พ.ศ. 2553 – 2557” ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ (คบยช.) เมื่อ วันที่ 22 เมษายน 2553 และได้รับมติเห็นชอบจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 และ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2555

- การจัดทํา “ระเบียบกรมควบคุมโรค ว่าด้วยการติดต่อกับผู้ประกอบการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2555” (ยกเลิกระเบียบกรมควบคุมโรค ฯ พ.ศ. 2553) แต่ระเบียบกรมควบคุมโรคฉบับนี้ก็ไม่

สามารถใช้บังคับกับ “คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ” (คบยช.) ผู้บริหารของกระทรวง สาธารณสุข รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับในหน่วยงานต่าง ๆ เหมือนดังเช่นในกรณีศึกษาของต่างประเทศ อีก ทั้งระเบียบกรมควบคุมโรคข้างต้นยังมีเนื้อหาไม่ครอบคลุมเนื้อหาของมาตรา 5.3 ทั้งหมดอีกด้วย

เพื่อรับมือกับการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย จึงจําเป็นต้อง ศึกษา รูปแบบการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบ มาตรการในการป้องกันการแทรกแซงในรูปแบบ ต่างๆ เหล่านั้น บทบาทของภาคประชาสังคม เครือข่ายนักวิชาการในประเทศไทย รวมถึงศึกษากรณีศึกษาของ

2 การเรียกชื่อภาษาไทยของ “กรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ” ผู้วิจัยใช้แนวทางของ กระทรวงการต่างประเทศที่จะเรียกชื่อองค์การระหว่างประเทศก่อน แล้วตามด้วยชื่อของอนุสัญญาหรือสนธิสัญญานั้น ๆ

3 แนวทางปฏิบัติตาม มาตรา 5.3 แห่งกรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ว่าด้วยการปกป้อง นโยบายสาธารณสุขเกี่ยวกับการควบคุมยาสูบจากการแทรกแซงของธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียของอุตสาหกรรมยาสูบ (Guidelines for implementation of Article 5.3 of the WHO Framework Convention on Tobacco Control on the protection of public health policies with respect to tobacco control from commercial and other vested interests of the tobacco industry)

(13)

3

ต่างประเทศที่มีประสบการณ์และบทเรียนในเรื่องนี้ เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้เหมาะสมกับ ประเทศไทย

2.วัตถุประสงค์

1. เพื่อทราบข้อมูลรูปแบบ วิธีการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย ตั้งแต่

อดีตจนถึงปัจจุบัน

2. เพื่อติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานราชการ ตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 ในการป้องกัน การแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบ และแนวทางปฏิบัติ ฯ มาตรา 5.34

3. เพื่อทราบปัญหาอุปสรรคของหน่วยงานราชการในการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ ฯ มาตรา 5.3 ของ กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก มาตรา 5.3

4. เพื่อทราบบทเรียนเกี่ยวกับการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบ ในกรณีศึกษา ต่างประเทศ

5. เพื่อเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 ที่เหมาะสมกับประเทศไทย

3.วิธีดําเนินการ

โครงการนี้เป็นการศึกษาวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก และ/หรือการทําแบบสอบถามข้อมูล ความเห็นของผู้แทนหน่วยงานของรัฐและภาค ประชาสังคมที่ดําเนินงานด้านการควบคุมยาสูบ รวมทั้งกลุ่มนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ในประเด็นการป้องกันการ แทรกแซงการควบคุมยาสูบของรัฐ ตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 โดยอุตสาหกรรมยาสูบ

4 เนื่องจากหน่วยราชการยังไม่มีกฎระเบียบในเรื่องมาตรา 5.3 ยกเว้นกรณีระเบียบของกรมควบคุมโรค กระทรวง สาธารณสุข

(14)

4

4. ขอบเขตการศึกษา

1. ศึกษารวบรวมรูปแบบ วิธีการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย ตั้งแต่

อดีตจนถึงปัจจุบัน (ตั้งแต่ช่วงก่อนมีพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติคุ้มครอง สุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 จนถึงปี พ.ศ.2555)

2. ศึกษาบทบาทของรัฐบาล หน่วยงานราชการในการป้องกันการแทรกแซงการควบคุมยาสูบของ อุตสาหกรรมยาสูบที่อดีตจนถึงปัจจุบัน

3. ศึกษารวบรวมการดําเนินงานของภาคประชาสังคม (civil society) เพื่อป้องกันการแทรกแซงการควบคุม ยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2555)

4. ประเมินผลการปฏิบัติตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 ภายหลังจากที่ไทยเข้าเป็นรัฐภาคี และแนวทาง ปฏิบัติ ฯ ของ WHO FCTC มาตรา 5.3 ที่ได้จัดทําขึ้นแล้วในปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551) โดยเฉพาะพัฒนาการที่สําคัญ ได้แก่

4.1 การปฏิบัติตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 (วันที่ 17 ธันวาคม 2553) เรื่อง “มาตรการ ควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านยาสูบ” โดยเน้นเฉพาะประเด็น WHO FCTC มาตรา 5.3 ของหน่วยงานราชการที่

เกี่ยวข้อง โดยกําหนดช่วงเวลาประเมินผลตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีการจัดทําแนวทางปฏิบัติฯ ของ WHO FCTC มาตรา 5.3 คือปลายปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา โดยเน้นช่วงเวลาตั้งแต่วันที่มีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2553 จนถึง กลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 ซึ่งจะครบกําหนด 1 ปี ในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.

2555 รวมทั้งชี้ให้เห็นปัญหาอุปสรรคของหน่วยงานราชการในการปฏิบัติตามมติสมัชชา ฯ หน่วยราชการที่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2555 มีดังนี้

 กระทรวงสาธารณสุข

 คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ (คบยช.)

 กระทรวงการคลัง (กรมสรรพสามิต, โรงงานยาสูบ)

 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

 กระทรวงมหาดไทย (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

 กระทรวงแรงงาน

 กระทรวงวัฒนธรรม

 กระทรวงศึกษาธิการ

(15)

5

 สํานักนายกรัฐมนตรี (กรมประชาสัมพันธ์)

 สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

 สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 สํานักงานประกันสังคม

นอกจากนั้น ยังจะพิจารณาหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับการ ควบคุมการบริโภคยาสูบ อาทิเช่น สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (สํานักงาน กสทช.) เพิ่มเติมด้วย

4.2 การจัดทํา “ระเบียบกรมควบคุมโรค ว่าด้วยการติดต่อกับผู้ประกอบการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2553” (ถูกยกเลิกไป) และ “ระเบียบกรมควบคุมโรค ว่าด้วยการติดต่อกับ ผู้ประกอบการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2555”

4.3 การดําเนินการของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาการควบคุม ยาสูบข้อ 5.3 FCTC อาทิเช่น คําสั่งกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดําเนินการยุทธศาสตร์ที่ 8 การ เฝ้าระวังและควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบและที่เกี่ยวข้อง

5. ศึกษาวิเคราะห์ประสบการณ์การแทรกแซงการควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบในกรณีศึกษา ต่างประเทศ และแนวทางป้องกันและแก้ไขตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 และแนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้ ที่ควรนํามา ปรับใช้กับประเทศไทย

6. เสนอแนะแนวทางการปฏิบัติตาม WHO FCTC มาตรา 5.3 ที่เหมาะสมกับประเทศไทย กรอบการศึกษา WHO FCTC มาตรา 5.3 ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย

พัฒนาการสําคัญของ FCTC มาตรา 5.3

ก่อน WHO FCTC มีผล

พ.ศ.2551- 2552

พ.ศ.2553 พ.ศ.2554 พ.ศ.2555- เม.ษ.2556 รูปแบบการแทรกแซงนโยบายการ

ควบคุมยาสูบโดยอุตสาหกรรมยาสูบใน ประเทศไทยในช่วงก่อนมี WHO FCTC และก่อนปี พ.ศ. 2535

(16)

6

พัฒนาการสําคัญของ FCTC มาตรา 5.3

ก่อน WHO FCTC มีผล

พ.ศ.2551- 2552

พ.ศ.2553 พ.ศ.2554 พ.ศ.2555- เม.ษ.2556 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา ฯ ครั้งที่ 3

(COP3) ณ กรุงเดอร์บัน ประเทศ แอฟริกาใต้ (22 พฤศจิกายน 2551) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เรื่อง มาตรการในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ต่อสุขภาพด้านยาสูบ (17 ธันวาคม 2553)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมติสมัชชา สุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 (17 เมษายน พ.ศ.2555)

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ “แผน ยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ

พ.ศ. 2555 – 2557” (12 มิถุนายน 2555)

5. การทบทวนวรรณกรรม (Literature review) ที่เกี่ยวข้อง

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ตระหนักถึงความสําคัญของการแทรกแซงการ ควบคุมยาสูบของอุตสาหกรรมยาสูบเป็นอย่างมาก โดยในวันงดสูบบุหรี่โลก ปี พ.ศ.2555 (ค.ศ.2012) ได้กําหนดให้

เรื่อง “การแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ” (tobacco industry interference5) เป็นหัวข้อหลักในการรณรงค์เนื่อง ในวันงดสูบบุหรี่โลก (World No Tobacco Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2555 ขององค์การอนามัยโลก ด้วยเหตุที่การควบคุมยาสูบของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ มักจะถูกต่อต้านอย่างหนักจากอุตสาหกรรมยาสูบด้วยวิธีการ ต่าง ๆ เพื่อที่จะทําให้นโยบายการควบคุมยาสูบอ่อนแอลง หรือไม่สามารถนํามาดําเนินการในทางปฏิบัติได้

5 http://www.who.int/tobacco/wntd/2012/industry_interference/en/index.htmlas of September 30, 2012.

Referensi

Dokumen terkait