• Tidak ada hasil yang ditemukan

Cultural Politics and Deconstruction of Literary in Lao Literatures

N/A
N/A
Nguyễn Gia Hào

Academic year: 2023

Membagikan "Cultural Politics and Deconstruction of Literary in Lao Literatures"

Copied!
621
0
0

Teks penuh

(1)

การเมืองวัฒนธรรมกับการรื้อสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว

วิทยานิพนธ์

ของ รังสรรค์ นัยพรม

เสนอต่อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย

กันยายน 2562

สงวนลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

(2)

การเมืองวัฒนธรรมกับการรื้อสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว

วิทยานิพนธ์

ของ รังสรรค์ นัยพรม

เสนอต่อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย

กันยายน 2562

สงวนลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

(3)

Cultural Politics and Deconstruction of Literary in Lao Literatures

Rangsan Naiprom

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of Requirements for Doctor of Philosophy (Thai)

September 2019

Copyright of Mahasarakham University

(4)

คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ได้พิจารณาวิทยานิพนธ์ของนายรังสรรค์ นัยพรม แล้ว เห็นสมควรรับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์

(รศ. ดร. จารุวรรณ ธรรมวัตร )

ประธานกรรมการ

(รศ. ดร. ปฐม หงษ์สุวรรณ )

อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก

(ผศ. ดร. ราชันย์ นิลวรรณาภา )

กรรมการ

(ผศ. ดร. พยุงพร ศรีจันทวงษ์ )

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก

มหาวิทยาลัยอนุมัติให้รับวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

(ผศ. ดร. กนกพร รัตนสุธีระกุล )

คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

(ผศ. ดร. กริสน์ ชัยมูล ) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย

(5)

บทคัดย่อ ภาษาไทย

ชื่อเรื่อง การเมืองวัฒนธรรมกับการรื้อสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว ผู้วิจัย รังสรรค์ นัยพรม

อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร. ปฐม หงษ์สุวรรณ

ปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาไทย มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2562

บทคัดย่อ

วรรณคดีลาวถือเป็นตัวบททางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ลาว ทั้งในส่วนของการให้ความบันเทิง เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงระบบสังคมและความเป็นชาติ รวมไปถึง แสดงนัยความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันของผู้คนในรูปแบบการเมืองวัฒนธรรม นอกจากนี้

วรรณศิลป์ในวรรณคดีลาวยังได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่กลุ่มผู้มีอำนาจนำมารื้อสร้างความหมาย เพื่อการครอบงำและสร้างความชอบธรรมในการจัดระเบียบสังคม ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือของ ผู้ไร้อำนาจเพื่อสร้างอำนาจต่อรองด้วย วิทยานิพนธ์นี้มีความมุ่งหมายของการวิจัย 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาการนำเสนอประเด็นการเมืองวัฒนธรรมในวรรณคดีลาว และ 2) เพื่อศึกษาลักษณะการรื้อ สร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ วรรณคดีประเภทลาย ลักษณ์สมัยอาณาจักรล้านช้างและข้อมูลทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีลาวในสังคมลาว ปัจจุบัน การวิจัยเรื่องนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางวรรณกรรมศึกษา คติชนวิทยา และสังคมวิทยา โดยใช้

แน วคิ ด ห ลั กคื อ แ น วคิ ด การเมื องวัฒ น ธรรม (Cultural Politic) แ น วคิ ด การรื้อส ร้าง (Deconstruction) แนวคิดการเมืองของภาษา (Politic of Language) และแนวคิดการสร้างสรรค์

วรรณศิลป์ (Literary Technique)

ผลการวิจัยพบว่า ด้านวรรณคดีลาวกับการนำเสนอประเด็นการเมืองวัฒนธรรม พบว่า ได้ปรากฏ 5 ลักษณะคือ 1) การเมืองเรื่องชนชั้น พบการครอบงำทางชนชั้น ได้แก่ การสถาปนา อำนาจทางชนชั้นผู้ปกครองผ่านการกำเนิดและการตาย วาทกรรมความรู้ ประเพณีพิธีกรรม กิจกรรม ในชีวิตประจำวัน อนุภาคการทดสอบ และการสำรวจและการสร้างเครือข่ายทางการเมือง ส่วนการ ต่อรองอำนาจทางชนชั้น ได้แก่ การใช้อาหาร ปัญญา และการปลอมตัวเพื่อต่อรองทาง ชนชั้น 2) การเมืองเรื่องชาติพันธุ์ พบการธำรงชาติพันธุ์ ได้แก่ การพิสูจน์ตัวตนกับการธำรงอัตลักษณ์ทางชาติ

พันธุ์ การผสมผสานทางชาติพันธุ์และอคติกับการกลืนทางชาติพันธุ์ ส่วนการต่อรองอำนาจทางชาติ

พันธุ์ ได้แก่ การต่อรองผ่านความหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำลายพุทธศาสนา และการต่อรองผ่าน ความหมายว่าด้วยความเป็นเครือญาติทางชาติพันธุ์ 3) การเมืองเรื่องศาสนา พบว่าศาสนาได้มี

(6)

จ บทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจของผู้ปกครอง ทั้งผู้นำแบบผู้มีบุญ ผู้นำทางวัฒนธรรม และผู้นำ แบบจักรพรรดิราช ด้านการต่อรองอำนาจทางศาสนา ได้แก่ การยอมรับและการประนีประนอมผ่าน การเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนา การแปลงกายของตัวละคร การประกอบพิธีกรรม การพยากรณ์ การอ้าง เรื่องเล่า และการใช้สัญลักษณ์ ส่วนความขัดแย้งทางศาสนา ได้แก่ ความขัดแย้งของพฤติกรรมการสู้

รบและการสร้างความเป็นอื่นในประชุมชาดก 4) การเมืองเรื่องเพศสถานะ พบการครอบงำทางเพศ สถานะ ได้แก่ การประกอบสร้างร่างกายผู้หญิงในฐานะวัตถุทางเพศ ผู้หญิงกำเนิดมาจากผู้ชาย และ ผู้หญิงเป็นสัตว์ป่า ส่วนการต่อรองอำนาจทางเพศสถานะ ได้แก่ ผู้หญิงกับการสถาปนาอำนาจทาง การเมือง การครอบครองวาทกรรมความรู้ การใช้ร่างกายเพื่อช่วงชิงความหมาย และการช่วงชิงพื้นที่

ทางศาสนา และ 5) การเมืองเรื่องพื้นที่ พบการเมืองเรื่องพื้นที่ทางกายภาพ ได้แก่ พื้นที่เมืองและ พื้นที่ธรรมชาติกับการช่วงชิงความหมายทางชนชั้น และพื้นที่ทางธรรมชาติกับการช่วงชิงความหมาย ทางเพศสถานะ ด้านการเมืองเรื่องพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ได้แก่ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับการช่วงชิง ความหมายทางชาติพันธุ์และศาสนา ส่วนการเมืองเรื่องพื้นที่ทางสังคม ได้แก่ พื้นที่ทางสังคมกับการ ช่วงชิงความหมายทางเพศสถานะ และชาติพันธุ์

ด้านการรื้อสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว พบว่าได้ปรากฏ 5 ลักษณะ ได้แก่ การรื้อ สร้างวรรณศิลป์ผ่านรูปแบบการนำเสนอ พบการรื้อสร้างวรรณคดีร้อยกรองให้เป็นวรรณคดีร้อยแก้ว กับมิติชาตินิยม การรื้อสร้างกลอนบทละครให้เป็นโคลงสารกับมิติชาติพันธุ์ และการรื้อสร้างประเภท ของวรรณคดีกับมิติชาตินิยม 2) การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านการใช้คำ พบการลดทอนและ เปลี่ยนแปลงคำภาษาต่างประเทศ คำราชาศัพท์กับมิติชาตินิยม การใช้คำขึ้นต้นกับการช่วงชิง ความหมายทางชาติพันธุ์ และการใช้คำสรรพนามและคำนามเพื่อแบ่งแยกอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ 3) การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านการใช้ภาพพจน์ พบการใช้สัญลักษณ์ อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อติ

พจน์ สัทพจน์ และการอ้างถึงที่ถูกทำให้สัมพันธ์กับการเมืองเรื่องอำนาจ 4) การรื้อสร้างวรรณศิลป์

ผ่านองค์ประกอบทางวรรณคดี พบการรื้อสร้างโครงเรื่องกับมิติชาตินิยม ด้านการรื้อสร้างวรรณศิลป์

ผ่านตัวละคร พบการรื้อสร้าง ตัวละครกับมิติชาตินิยม ชาติพันธุ์ และเพศสถานะ ส่วนการรื้อสร้าง วรรณศิลป์ผ่านฉาก พบการ รื้อสร้างฉากกับมิติชาตินิยมและชาติพันธุ์ และ 5) การรื้อสร้างวรรณศิลป์

ผ่านการปรับเปลี่ยนในสังคมลาวปัจจุบัน พบการรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านศิลปะการแสดง เวทีพุทธ ศาสนาและแบบเรียน

โดยสรุป วรรณคดีลาวในฐานะตัวบททางวัฒนธรรมได้แฝงนัยการเมืองวัฒนธรรมในมิติที่

หลากหลาย รวมไปถึงมีความหมายที่เป็นพลวัตที่สามารถรื้อสร้างใหม่ได้อยู่ตลอดเวลาตามบริบททาง สังคมและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ อันแสดงให้เห็นว่าวรรณคดีลาวได้กลายเป็นวาทกรรมชุดหนึ่งที่

(7)

ฉ ผู้คนต่างกลุ่มต่างวัฒนธรรมนำมาปรับใช้เพื่อช่วงชิงความหมายให้กลุ่มตนได้มีพื้นที่ในทางสังคม

คำสำคัญ : การเมืองวัฒนธรรม, การรื้อสร้างวรรณศิลป์, วรรณคดีลาว

(8)

บทคัดย่อ ภาษาอังกฤษ

TITLE Cultural Politics and Deconstruction of Literary in Lao Literatures

AUTHOR Rangsan Naiprom

ADVISORS Associate Professor Pathom Hongsuwan , Ph.D.

DEGREE Doctor of Philosophy MAJOR Thai

UNIVERSITY Mahasarakham University

YEAR 2019

ABSTRACT

Lao literature is a cultural context that is crucial to the way of life in Lao society. It plays a key role in terms of entertainment, an expression of social system and patriotism as well as an implication of unequal power relations in the patterns of politics and cultures. In addition, literary arts in Lao literatures have become the important apparatus that the elite in power used to deconstruct the established meanings in order to dominate and legitimate a social order. Literary works are also used by the powerless to build a bargaining power. The present work aimed 1) to study political and cultural issues in Loa literature and 2) to explore the characteristics of deconstruction in Lao literatures. Data used in the research were classified into two types: written data during the Lanxang Kingdom, and cultural data pertaining to Lao literatures in the present-day Lao society. The present research was modeled on the methodology used in literary studies, ethnology, and sociology. The work employed the concepts derived from cultural politics, deconstruction, politics of language and literary techniques.

The research findings were as follows. Loa literatures and cultural politics showed five aspects. 1) Class politics: to this category belonged the power establishment by the ruling class, a hereditary ruler, a discourse on knowledge, traditions and rituals, daily activities, exploration and creation of a political network;

to the class power bargaining belonged foods, wisdom and disguise by the characters for bargaining. 2) Ethnic politics: to this category belonged self-justification, maintenance of an ethnic identity, an ethnic blending, ethnic prejudice and

(9)

ซ assimilation. The ethnic power bargaining was conveyed through the ethnic groups that destroyed Buddhism and through the meanings on the ethnic kinships. 3) Religious politics: it was found that a religion played a vital role in establishing the power. They might be the rulers who were charismatic leaders, cultural leaders and imperial kings. Religious power bargaining included recognition and reconciliation through religious patronage, impersonating by literary characters, ritual performance, prediction, narratives and use of symbols. Religious conflicts meant the ones in fighting a war and creating otherness in the Jataka tales. 4) Politics on gender: it was found that the gender domination was eminently characterized: sexually objectifying a woman’s body, a woman born from a man, and a woman as a wild creature. A power bargaining concerning a gender included a woman and a political establishment, domination over the knowledge discourse, using a physical body to obtain more meanings, and competition for religious space. 5) Politics on space referred to urban space and natural space and struggle for the class significance, natural space and gender significance. Spiritual space included a sacred space and competition for ethnic and religious meanings. Social politics were social space and competition for gender and ethnic signification.

Considering a deconstruction of literacy arts in Lao literatures, five characteristics were found. 1) There was a deconstruction of literary works through representation. Poetic works were turned into prose ones; dramatic works were changed into the ethnic messages. 2) Literary arts were deconstructed by using words. In the process, foreign words were reduced and changed; royal words were normally employed along with nationalistic dimensions; pronouns and nouns were used to distinguish ethnic identities. 3) Literary works were deconstructed by using images. It was found that symbols, similes, metaphors, personification, hyperbole, and allusions were used to associate politics with power. 4) Literary works were deconstructed through the literary components: nationalism, ethnicity, and gender.

Deconstruction of literary works through characters was conducted through nationalism, ethnicity and gender. Deconstruction through scenes was done by deconstructing scenes and nationalistic dimensions and ethnics. 5) Deconstruction

(10)

ฌ through changes in the present-day Lao society showed the deconstruction through performance art, Buddhist forum and lessons.

In conclusion, Lao literatures as the cultural text had shown the implication of the cultural politics in a wide variety of dimensions. They included dynamic signification that can all the times deconstruct things according to social contexts and historical periods. It was apparent that Lao literatures have become a set of discourses employed by culturally different groups to compete for meaning and space for their respective groups.

Keyword : Cultural Politics, Deconstruction of Literary, Lao Literature

(11)

กิตติกรรมประกาศ

กิตติกรรมประกาศ

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยความกรุณาอันสูงยิ่งจาก รองศาสตราจารย์ ดร. ปฐม หงษ์

สุวรรณ ประธานกรรมการควบคุมที่ได้คอยเอาใจใส่ ดูแลถามไถ่ ให้ความหวังและกำลังใจในทางวิชาการ รวมทั้งให้แนวคิดในการปรับปรุง แก้ไข ผลักดันให้เอาชนะด่านแห่งความท้อแท้ไปได้ ขอกราบ ขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.จารุวรรณ ธรรมวัตร ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการและคอยหล่อ หลอมให้ศิษย์เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองในทางวิชาการ ทั้งยังเป็นแรงสำคัญให้ศิษย์ก้าวข้าม กำแพงแห่งอุปสรรคในครั้งนี้

ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ราชันย์ นิลวรรณภา ที่ให้ข้อเสนอแนะในการ ปรับปรุงวิทยานิพนธ์นี้ให้ทรงคุณค่าในทางวิชาการยิ่งขึ้น ทั้งยังให้ความกรุณาหยิบยืมตัวบทเรื่องสำคัญ อันทำให้งานวิจัยเรื่องนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พยุงพร ศรีจันทวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ

ภายนอก ที่ได้เสียสละเวลาให้ข้อชี้แนะ เพื่อให้งานวิจัยมีความถูกต้องสมบูรณ์

ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา วรรณกิตร์ และอาจารย์ ดร. โสภี อุ่นทะยา ครูผู้คอยให้คำแนะนำ และคอยขัดเกลาศิษย์จนนำไปสู่ความสำเร็จทางวิชาการในครั้งนี้ ขอขอบคุณ กัลยาณมิตร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มานิตย์ โศกค้อ ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ศิริวรรณ ประสพสุข ผู้ช่วย ศาสตราจารย์สาคร ฉลวยศรี และผู้ช่วยศาสตราจารย์ กอบชัย รัฐอุบล ที่คอยให้กำลังใจ ให้ความ ช่วยเหลือในทุกๆด้าน และที่ลืมมิได้ ขอขอบคุณอาจารย์รมย์ธีรา ศิริพงศ์วรกุล ที่คอยให้กำลังใจ ปลอบโยนในวันที่ผู้วิจัยท้อแท้ ขอขอบคุณผู้กรุณาให้ความช่วยเหลือในการสืบค้นข้อมูลตัวบทวรรณคดี

ลาว ทั้งในส่วนของ ดร.พิดสะพง วงพะจัน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมัย วรรณอุดร ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้ง และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ คุณแม่รัชนี นัยพรม แม่ผู้คอยดูแล ปลอบโยน เอาใจใส่ ถามไถ่ ให้

กำลังใจ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กับลูกคนนี้ ตลอดจนพ่อ คุณพ่อบัวกัน นัยพรม ที่ได้คอยให้กำลังใจและชื่น ชมกับความสำเร็จของลูกคนนี้ แม้ว่าพ่อจะไม่ได้อยู่ในภพนี้แล้วก็ตาม คุณค่าและประโยชน์ของ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบบูชาพระคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ตลอดจนกวีผู้รังสรรค์วรรณคดี

ลาวทุกท่าน

อนึ่ง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ใน โครงการสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์สำหรับอาจารย์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ผู้วิจัยจึงใคร่

ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

(12)

ฎ รังสรรค์ นัยพรม

(13)

สารบัญ

หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ... ง บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ... ช กิตติกรรมประกาศ... ญ สารบัญ ... ฏ สารบัญตาราง ... ถ สารบัญรูปภาพ ... ท

บทที่ 1 บทนำ ... 1

1.1 ภูมิหลัง... 1

1.2 ความมุ่งหมายของการวิจัย ... 10

1.3 คำถามหลักในการวิจัย ... 10

1.4 ความสำคัญของการวิจัย ... 10

1.5 ขอบเขตของการวิจัย ... 10

1.6 วิธีดำเนินการวิจัย ... 12

1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ ... 13

1.8 ข้อตกลงเบื้องต้น ... 14

1.9 กรอบแนวคิดในการวิจัย ... 14

1.10 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง... 16

1.10.1 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองวัฒนธรรม ... 16

1.10.2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของภาษา ... 30

1.10.3 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการรื้อสร้าง ... 39

1.10.4 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์วรรณศิลป์ ... 43

(14)

1.10.5 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีลาว ... 50

บทที่ 2 ทบทวนแนวคิดและทฤษฎีหลักในการวิจัย ... 60

2.1 แนวคิดการเมืองวัฒนธรรม ... 60

2.2 แนวคิดการเมืองของภาษา ... 66

2.3 แนวคิดการรื้อสร้าง ... 72

2.4 แนวคิดการสร้างสรรค์วรรณศิลป์ ... 79

บทที่ 3 ลักษณะเด่นของวรรณคดีลาวสมัยอาณาจักรล้านช้าง ... 88

3.1 ความหมายของวรรณคดีลาว ... 88

3.2 ประเภทของวรรณคดีลาว ... 90

3.3 ฉันทลักษณ์ของวรรณคดีลาว... 100

3.4 บทบาทและความสำคัญของวรรณคดีในสังคมลาว ... 120

3.5 ประวัติวรรณคดีลาวกับบริบททางการเมืองสมัยอาณาจักรล้านช้าง ... 122

บทที่ 4 วรรณคดีลาวกับการนำเสนอประเด็นการเมืองวัฒนธรรม ... 138

4.1 การเมืองเรื่องชนชั้น ... 138

4.1.1 การเมืองเรื่องการสถาปนาอำนาจชนชั้นผู้ปกครอง ... 140

4.1.1.1 การสถาปนาอำนาจชนชั้นผู้ปกครองผ่านการกำเนิดและการตาย ... 141

4.1.1.2 การสถาปนาอำนาจชนชั้นผู้ปกครองผ่านวาทกรรมความรู้ ... 148

4.1.1.3 การสถาปนาอำนาจชนชั้นผู้ปกครองผ่านประเพณีพิธีกรรม ... 156

4.1.1.4 การสถาปนาอำนาจชนชั้นผู้ปกครองผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ... 163

4.1.1.5 การสถาปนาอำนาจชนชั้นผู้ปกครองผ่านอนุภาคการทดสอบ ... 167

4.1.1.6 การสถาปนาอำนาจชนชั้นผู้ปกครองผ่านการสำรวจและสร้างเครือข่ายทาง การเมือง ... 170

4.1.2. การเมืองเรื่องการต่อรองอำนาจทางชนชั้น ... 172

4.1.2.1 การเมืองเรื่องอาหารกับการต่อรองเชิงอำนาจทางชนชั้น ... 173

(15)

4.1.2.2 การเมืองเรื่องปัญญากับการต่อรองอำนาจทางชนชั้น ... 176

4.1.2.3 การเมืองเรื่องการปลอมตัวกับการต่อรองอำนาจทางชนชั้น ... 180

4.2 การเมืองเรื่องชาติพันธุ์ ... 181

4.2.1 การเมืองเรื่องการธำรงชาติพันธุ์ ... 182

4.2.1.1 การเมืองเรื่องการพิสูจน์ตัวตนกับการธำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ... 183

4.2.1.2 การเมืองเรื่องการผสมผสานทางชาติพันธุ์ ... 184

4.2.1.3 การเมืองเรื่องอคติและการกลืนทางชาติพันธุ์ ... 186

4.2.2. การเมืองเรื่องการต่อรองอำนาจทางชาติพันธุ์ ... 192

4.2.2.1 การต่อรองผ่านความหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำลายพุทธศาสนา ... 192

4.2.2.2 การต่อรองผ่านความหมายว่าด้วยการเป็นเครือญาติทางชาติพันธุ์ ... 196

4.3 การเมืองเรื่องศาสนา ... 200

4.3.1 การเมืองเรื่องศาสนากับการสถาปนาอำนาจของผู้นำ ... 202

4.3.1.1 ศาสนากับการประกอบสร้างผู้นำแบบผู้มีบุญ ... 202

4.3.1.2 ศาสนากับการประกอบสร้างผู้นำทางวัฒนธรรม ... 205

4.3.1.3 ศาสนากับการประกอบสร้างผู้นำแบบจักรพรรดิราช ... 207

4.3.2 การเมืองเรื่องการต่อรองอำนาจทางศาสนา ... 210

4.3.2.1 การเมืองเรื่องการยอมรับและการประนีประนอมทางศาสนา ... 211

4.3.2.1.1 การเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนา ... 211

4.3.2.1.2 การแปลงกายของตัวละคร ... 217

4.3.2.1.3 การประกอบพิธีกรรม ... 218

4.3.2.1.4 การพยากรณ์ ... 220

4.3.2.1.5 การอ้างเรื่องเล่า ... 222

4.3.2.1.6 การใช้สัญลักษณ์ ... 223

4.3.3 การเมืองเรื่องความขัดแย้งทางศาสนา ... 226

(16)

4.3.3.1 ความขัดแย้งของพฤติกรรมการสู้รบ ... 226

4.3.3.2 ความขัดแย้งของการสร้างความเป็นอื่นในประชุมชาดก ... 234

4.4 การเมืองเรื่องเพศสถานะ ... 236

4.4.1 การเมืองเรื่องการประกอบสร้างความเป็นเพศสถานะ ... 236

4.4.1.1 การเมืองเรื่องการประกอบสร้างความเป็นชาย ... 236

4.4.1.2 การเมืองเรื่องการประกอบสร้างความเป็นหญิง ... 241

4.4.2 การเมืองเรื่องการครอบงำทางเพศสถานะ ... 248

4.4.2.1 การประกอบสร้างร่างกายของผู้หญิงในฐานะที่เป็นวัตถุทางเพศ ... 248

4.4.2.2 การประกอบสร้างความหมายให้ผู้หญิงกำเนิดมาจากผู้ชาย ... 254

4.4.2.3 การประกอบสร้างความหมายให้ผู้หญิงเป็นสัตว์ป่า ... 255

4.4.3 การเมืองเรื่องการต่อรองอำนาจความเป็นเพศสถานะ ... 257

4.4.3.1 ผู้หญิงกับการสถาปนาอำนาจทางการเมือง ... 257

4.4.3.2 ผู้หญิงกับการครอบครองวาทกรรมความรู้ ... 264

4.4.3.3 ผู้หญิงกับการใช้ร่างกายเพื่อช่วงชิงความหมายทางเพศสถานะ ... 269

4.4.3.4 ผู้หญิงกับการช่วงชิงพื้นที่ทางศาสนา ... 273

4.5 การเมืองเรื่องพื้นที่ ... 279

4.5.1 การเมืองเรื่องพื้นที่ทางกายภาพ ... 280

4.5.1.1 พื้นที่เมืองกับการช่วงชิงความหมายทางชนชั้น... 280

4.5.1.2 พื้นที่ธรรมชาติกับการช่วงชิงความหมายทางชนชั้น ... 286

4.5.1.3 พื้นที่ธรรมชาติกับการช่วงชิงความหมายทางเพศสถานะ ... 292

4.5.2 การเมืองเรื่องพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ... 296

4.5.2.1 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับการช่วงชิงความหมายทางชาติพันธุ์ ... 297

4.5.2.2 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับการช่วงชิงความหมายทางศาสนา ... 300

4.5.3 การเมืองเรื่องพื้นที่ทางสังคม ... 303

(17)

4.5.3.1 พื้นที่ทางสังคมกับการช่วงชิงความหมายทางเพศสถานะ ... 303

4.5.3.2 พื้นที่ทางสังคมกับการช่วงชิงความหมายทางชาติพันธุ์ ... 305

บทที่ 5 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีลาว ... 312

5.1 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านรูปแบบการนำเสนอ ... 313

5.1.1 การรื้อสร้างวรรณคดีร้อยกรองให้เป็นวรรณคดีร้อยแก้วกับมิติชาตินิยม ... 314

5.1.2 การรื้อสร้างกลอนบทละครให้เป็นโคลงสารกับมิติชาติพันธุ์ ... 317

5.1.3 การรื้อสร้างประเภทของวรรณคดีกับมิติชาตินิยม ... 320

5.2 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านการใช้คำ ... 325

5.2.1 การเมืองของภาษากับการลดทอนและการเปลี่ยนแปลงคำภาษาต่างประเทศ ... 326

5.2.2 การเมืองของคำราชาศัพท์กับมิติชาตินิยม ... 330

5.2.3 การใช้คำขึ้นต้นกับการช่วงชิงความหมายทางชาติพันธุ์ ... 335

5.2.4 การใช้สรรพนามและคำนามเพื่อแบ่งแยกอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ... 338

5.3. การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านการใช้ภาพพจน์ ... 342

5.3.1 การใช้สัญลักษณ์ ... 342

5.3.1.1 สัญลักษณ์กับความหมายทางชาติพันธุ์ ... 343

5.3.1.1.1 สัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นชาติพันธุ์ไทย ... 343

5.3.1.1.2 สัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นชาติพันธุ์ลาว ... 347

5.3.1.2 สัญลักษณ์กับความหมายทางเพศสถานะ ... 353

5.3.1.3 สัญลักษณ์กับความหมายทางศาสนา ... 357

5.3.2 การใช้อุปมา ... 363

5.3.2.1 อุปมากับความหมายทางชนชั้น ... 364

5.3.2.2.1 อุปมาที่สื่อถึงอำนาจบารมีของกษัตริย์ ... 364

5.3.2.2 อุปมากับความหมายทางชาติพันธุ์ ... 373

5.3.2.3 อุปมากับความหมายเรื่องเพศสถานะ ... 377

(18)

5.3.2.4 อุปมากับความหมายทางศาสนา ... 386

5.3.2.4.1 อุปมาเพื่อเน้นย้ำอำนาจบารมีของพระโพธิสัตว์ ... 386

5.3.2.4.2 อุปมากับการช่วงชิงความหมายทางศาสนา ... 389

5.3.2.4.2 อุปมาเพื่อลดทอนอำนาจของตัวละคร ... 391

5.3.2.4.3 อุปมากับการนำเสนอภาพของลาวในฐานะดินแดนแห่งพุทธศาสนา อันอุดมสมบูรณ์ ... 394

5.3.3 การใช้อุปลักษณ์ ... 395

5.3.3.1 อุปลักษณ์กับความหมายทางชนชั้น ... 396

5.3.3.2 อุปลักษณ์กับความหมายทางชาติพันธุ์ ... 402

5.3.3.3 อุปลักษณ์กับความหมายทางเพศสถานะ ... 404

5.3.3.4 อุปลักษณ์กับความหมายทางศาสนา ... 409

5.3.4 การใช้บุคลาธิษฐาน ... 412

5.3.4.1 บุคลาธิษฐานกับความหมายทางศาสนา ... 412

5.3.4.2 บุคลาธิษฐานกับความหมายเรื่องเพศสถานะ ... 414

5.3.5 การใช้อติพจน์ ... 421

5.3.5.1 อติพจน์กับการนำเสนอภาพเหตุการณ์บ้านเมือง ... 421

5.3.5.2 อติพจน์กับการสร้างอำนาจบารมีของตัวละคร ... 424

5.3.5.2.1 อติพจน์กับการสร้างความชอบธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ... 424

5.3.5.2.2 อติพจน์กับการนำเสนออำนาจของกองทัพ... 428

5.3.5.3 อติพจน์กับความหมายทางศาสนา ... 432

5.3.6 การใช้สัทพจน์ ... 435

5.3.6.1 สัทพจน์กับการเน้นย้ำอำนาจบารมีของผู้ปกครอง ... 435

5.3.6.2 สัทพจน์เพื่อเน้นย้ำความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร ... 439

5.3.6.3 สัทพจน์กับการเน้นย้ำอำนาจทางการทหารของผู้ปกครอง ... 442

(19)

5.3.7 การอ้างถึง ... 444

5.3.7.1 การอ้างถึงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการสงคราม... 444

5.3.7.2 การอ้างถึงกับการนำเสนออุดมการณ์ทางศาสนา ... 447

5.4. การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านองค์ประกอบทางวรรณคดี ... 451

5.4.1 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านโครงเรื่อง ... 452

5.4.1.1 การรื้อสร้างโครงเรื่องกับมิติชาตินิยม ... 453

5.4.2 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านตัวละคร ... 462

5.4.2.1 การรื้อสร้างตัวละครกับมิติชาตินิยม ... 462

5.4.2.2 การรื้อสร้างตัวละครกับมิติชาติพันธุ์ ... 473

5.4.2.3 การรื้อสร้างตัวละครกับมิติเพศสถานะ... 488

5.4.3 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านฉาก... 499

5.4.3.1 การรื้อสร้างฉากกับมิติชาตินิยม ... 500

5.4.3.2 การรื้อสร้างฉากกับมิติชาติพันธุ์ ... 507

5.5 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านการปรับเปลี่ยนในสังคมลาวปัจจุบัน ... 514

5.5.1 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านศิลปะการแสดง ... 514

5.5.2 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านเวทีพุทธศาสนา ... 524

5.5.2 การรื้อสร้างวรรณศิลป์ผ่านแบบเรียน ... 531

บทที่ 6 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ... 545

6.1 สรุปผล ... 545

6.2 อภิปรายผล ... 555

6.3 ข้อเสนอแนะ ... 571

บรรณานุกรม ... 572

ประวัติผู้เขียน ... 600

(20)

สารบัญตาราง

หน้า ตาราง 1 ข้อมูลตัวบทประเภทลายลักษณ์ ... 10 ตาราง 2 องค์ประกอบโครงเรื่องของวรรณคดีเรื่องพื้นเวียง ... 457 ตาราง 3 องค์ประกอบโครงเรื่องของวรรณคดีเรื่องท้าวเหลาคำ (เจ้าราชวง) ... 459

(21)

สารบัญรูปภาพ

หน้า

ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ... 16

ภาพประกอบ 2 การใช้ตัวละครสินไซในพิธีเปิดมหกรรมกีฬาเวียงจันทน์เกมส์ 2009... 519

ภาพประกอบ 3 แผ่นใบปลิวละครพระลักพระรามเพื่อแจกแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (ซ้าย) ... 522

ภาพประกอบ 4 การแสดงพระลักพระรามตอนถวายแหวนพระรามให้แก่นางสีดา (ขวา) ... 522

ภาพประกอบ 5 ฮูบแต้มเรื่องพระลักพระราม วัดอูบมุง เมืองเวียงจันทน์ ตอนพระรามได้นางแพงสี เป็นภรรยา และได้ลูกเป็นหุลละมาน ... 530

ภาพประกอบ 6 วรรณคดีเรื่องเซียงเมี่ยง ในแบบเรียนวรรณคดี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ... 539

(22)

บทที่ 1

บทนำ

1.1 ภูมิหลัง

วรรณคดีถือเป็นชุดความคิดและพฤติกรรมที่แสดงออกผ่านภาษาที่ดำรงอยู่ในแต่ละพื้นที่ใน ฐานะข้อมูลทางวัฒนธรรมอันแสดงถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชนทั้งในส่วนของวรรณคดีมุขปาฐะและ วรรณคดีลายลักษณ์ แสดงให้เห็นถึงจินตนาการตลอดจนภูมิปัญญาของผู้ประพันธ์ในการผลิตสร้างตัว

บทเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้คนในสังคม ทั้งยังแสดงบทบาทในมิติที่หลากหลายด้วย ในบริบทของสังคมลาว วรรณคดีคืองานเขียนที่ทำให้เกิดความรู้และอารมณ์สะเทือนใจ และมีความ

งดงามทั้งทางด้านรูปแบบ เนื้อหาและสาระ (มหาสิลา วีระวงส์, 1996: 1 - 2) วรรณคดีจึงเป็นสิ่งที่

แสดงออกถึงระบบสังคมและความเป็นชาติอย่างเด่นชัด รวมไปถึงการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้

และต่อรองเพื่อช่วงชิงความหมายทางวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ

วรรณคดีลาวหรือวรรณคดีล้านช้างถือเป็นตัวบทประเภทหนึ่งที่มีบทบาทความสำคัญต่อวิถี

ชีวิตของผู้คนในสังคมลาว โดยวรรณคดีถือเป็นชุดข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการศึกษา ทางภาษาศาสตร์ วรรณคดี ภูมิศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่น่าสนใจ (คณะค้นคว้าภาควิชาภาษาลาว- วรรณคดี, 2004: 2) วรรณคดีจึงมีประโยชน์ทั้งแก่ชีวิตในฐานะที่ให้ความบันเทิงและเป็นเครื่องมือใน การขัดเกลาด้านจิตใจและมีประโยชน์แก่ชาติ คือเป็นเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์ผู้คนในสังคมให้เกิด การรับรู้และสามัคคีในฐานะที่เป็นชนชาติเดียวกัน (มหาสิลา วีระวงส์, 1996: 25 - 30) ซึ่งลาวสมัย ราชอาณาจักรล้านช้างถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย วัฒนธรรมอันเก่าแก่ โดยเฉพาะวรรณคดีที่ปรากฏอย่างแพร่หลายและสะท้อนลักษณะท้องถิ่นความ เป็นชาติอย่างโดดเด่น และวรรณคดีเหล่านี้ยังคงได้รับการสืบทอดและสร้างสรรค์จนถึงปัจจุบัน โดยมี

ความผูกพันกับประวัติศาสตร์การเมืองอย่างเด่นชัด

ในส่วนของการจัดประเภทวรรณคดีลาวนั้น บ่อแสงคำ วงดาลาและคณะ (1987: 6 - 8) ได้จัดแบ่งวรรณคดีออกเป็นสามภาคใหญ่ คือ วรรณคดีพื้นเมือง วรรณคดีเขียนสมัยอาณาจักรล้านช้าง

และวรรณกรรมร่วมสมัย โดยวรรณคดีเขียนสมัยอาณาจักรล้านช้างถือเป็นตัวบทที่มีความสำคัญใน การนำเสนอมิติทางการเมือง ตลอดจนสังคมวัฒนธรรมในยุคที่ตัวบทถูกประกอบสร้างขึ้น ซึ่งมี

ลักษณะพิเศษของตนทั้งในด้านเนื้อหาและรูปแบบทางฉันทลักษณ์ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท

หลัก คือ วรรณคดีประวัติศาสตร์ วรรณคดีทางพุทธศาสนา วรรณคดีคำสอนและกวีนิยาย บทประพันธ์วรรณคดีเกือบทั้งหมดใช้ฉันทลักษณ์ร้อยกรองประเภทกลอนลำ ซึ่ง ผิวลาวัน ธิดาจัน

(23)

2 (2537: 49) มองว่า วรรณคดีประเภทคำกลอนสมัยล้านช้างนับว่าเป็นรูปการณ์วรรณคดีที่มีผลสำเร็จ สูงทางด้านศิลปะจนกลายเป็นแบบอย่างให้แก่การประดิษฐ์กาพย์กลอนจนถึงสมัยปัจจุบันและนักกวี

สมัยปัจจุบันของลาวยังคงยกย่องและถือความสามารถของกวีสมัยล้านช้างไว้ที่สูงกว่าตนอยู่ วรรณคดี

ล้านช้างจึงถือเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจศึกษาในบริบททางวิชาการเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ใหม่และนำไปสู่การสร้างสรรค์และสืบทอดต่อไป

คำถามที่สำคัญเกี่ยวกับตัวบทวรรณคดี คือ นอกจากวรรณคดีจะให้ความบันเทิงในเชิง สุนทรียะ ผ่านกลวิธีทางวรรณศิลป์แล้ว ตัวบทได้แสดงความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างไร มีความเป็น กลางหรือไร้อคติในเชิงอำนาจหรือไม่หรือวรรณคดีดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้าง ความชอบธรรมให้กับผู้มีอำนาจที่ผลิตสร้างชุดวาทกรรมบางประการในการครอบงำอุดมการณ์ทาง สังคม จากวิธีคิดดังกล่าววรรณคดีจึงมีลักษณะของความเป็นการเมืองแอบแฝงอยู่ซึ่งคำว่า การเมือง (Politics) มีความหมายที่หลากหลายผ่านมุมมองในแต่ละศาสตร์สาขาวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาในเชิงรัฐศาสตร์ที่มองการเมืองว่าคือเรื่องของรัฐ เป็นอำนาจนำในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

ระหว่างผู้คนจำนวนมากในสังคมโดยแผ่กระจายเป็นอำนาจย่อย ๆ ในปริมณฑลต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นวาทกรรม เป็นแบบแผน เป็นมาตรฐานที่ผู้คนสามารถยอมรับทำตามไม่ว่าด้วย

ความหลงผิดหรือเห็นคุณประโยชน์ จนผู้คนไม่ปฏิบัติตามถูกลงโทษในระดับและรูปแบบต่าง ๆ กัน ไม่

ว่าจะเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ถูกทำให้เป็นตัวประหลาด ไปจนถึงถูกลงโทษด้วยอาญาของรัฐ (ธงชัย วินิจจะกูล, 2551: 47 - 61) การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรอำนาจและการใช้อำนาจเพื่อการ จัดแบ่งผลประโยชน์ ทรัพยากรและสิ่งมีค่าต่าง ๆ ในสังคม (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2556: 27-28) การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องของนักการเมือง ผู้นำรัฐ ผู้นำกองทัพ ผู้คนที่มีอำนาจในมือหรือสถาบันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการมองความสัมพันธ์ทางสังคมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้อำนาจอันส่งผล ต่อการดำรงอยู่ของสมาชิกในสังคมทั้งในทางวัตถุและทางความคิด นอกจากนี้นักคิดแนวหลัง โครงสร้างนิยม เช่น ฌาคส์ ร็องซีแยร์ (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2553: 81 - 82; อ้างอิงมาจาก Ranciere. 1999) ได้กล่าวถึงการเมืองของวรรณกรรม (The politic of literature) ว่า เป็นวิธีการ จัดระเบียบการรับรู้ การกระทำ และการพูดของคนในสังคมว่าอะไรควรปรากฏและได้รับการพูดถึง ผ่านระบบการแบ่งแยกการรับรู้ของผู้คนในสังคม ขณะที่ มิแช็ล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มองว่า การเมืองเป็นอำนาจแบบใหม่ในรูปของการจัดระเบียบวินัยโดยเน้นการศึกษาความรู้ที่ถูกปิดกั้น (Subjugated knowledge) และการช่วงชิงการนำในการนิยามความหมาย

มิติการเมืองที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเมืองวัฒนธรรม (Cultural Politics) คือ การต่อสู้ทางการเมืองในปริมณฑลทางวัฒนธรรมโดยปัจเจกบุคคลและกลุ่มสังคมเพื่อนำเสนอ สื่อสาร

ประชันขันแข่งและช่วงชิงยึดครองพื้นที่และคุณค่าแห่งการนิยามความหมายต่าง ๆ (เกษียร เตชะพีระ.

, 2548: 17) การเมืองวัฒนธรรมจึงเป็นการเมืองเรื่องความแตกต่างเพื่อสร้างเส้นแบ่งมนุษย์ออกเป็น

(24)

3 คนกลุ่มต่าง ๆ ผ่านชุดความรู้และความจริงที่ถูกสถาปนาขึ้นภายใต้โครงสร้างทางอำนาจของผู้

ครอบงำ การเมืองวัฒนธรรมจึงปรับเปลี่ยนความหมายจากการศึกษาการเมืองในการรับรู้ตามขนบ ไปสู่การเมืองเรื่องศิลปะวรรณกรรม การเมืองเรื่อง เพศสถานะและชาติพันธุ์ ตลอดจนการเมืองเรื่อง ชีวิตประจำวันที่มีกระบวนการต่อสู้ช่วงชิง (Contestation) ตลอดเวลาเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะที่เหนือกว่า โดยสรุป ความหมายของการเมืองโดยส่วนใหญ่จึงแสดงออกในลักษณะของการต่อสู้ขัดแย้ง เพื่อแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ในรูปแบบของสถาบันการเมืองและรัฐ รวมไปถึงการขยาย ขอบเขตการศึกษาไปสู่ปริมณฑลทางการเมืองวัฒนธรรม การศึกษาการเมืองวัฒนธรรมในวรรณคดี

ลาวจึงแสดงออกในลักษณะของชุดความคิดที่ตั้งคำถาม โต้แย้ง สงสัยและท้าทายระเบียบที่ดำรงอยู่ที่

ทำหน้าที่แบ่งแยกการรับรู้ของคนในสังคม เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจของความเป็นเจ้า (Hegemony) เกี่ยวกับการจัดระเบียบเพื่อให้เกิดการยอมรับและไม่ตั้งคำถาม รวมไปถึงการเปิดเผย ให้เห็นถึงอำนาจในมิติต่าง ๆ ที่ถูกปกปิดไว้ในรูปแบบสุนทรียศาสตร์ของวรรณคดีอันเป็นกลวิธีหนึ่งใน การสร้างความงามทางภาษาให้เกิดขึ้นในงานวรรณคดี เพื่อสร้างจินตภาพและสร้างพลังทางภาษาอัน นำมาซึ่งอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน

การเมืองวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องของการประกอบสร้างความหมายแก่สรรพสิ่งต่าง ๆ ผ่าน ภาษาในลักษณะของคู่ตรงกันข้ามเพื่อแสดงนัยของความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการแบ่งชนชั้นทาง สังคม (Barker, Chris, 2002: 223) ในวรรณคดีจึงเต็มไปด้วยนัยทางการเมืองชุดต่าง ๆ ตลอดจนการ ช่วงชิงความหมายทางวัฒนธรรมของตัวละครที่หลากหลายทั้งในส่วนของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์

พระภิกษุ ในฐานะภาพแทนของชุดความเชื่อทางพุทธศาสนาแถน ยักษ์ ในฐานะภาพแทนของระบบ ความเชื่อดั้งเดิม กษัตริย์ อำมาตย์ ชนชั้นปกครองในฐานะภาพแทนของผู้ปกครองรัฐ ผู้ชายในฐานะ ภาพแทนระบอบปิตาธิปไตยหรือผู้หญิง คนจน คนกำพร้า คนชรา ในฐานะภาพแทนของคนชายขอบ ซึ่งคนเหล่านี้ถูกความเป็นการเมืองในวรรณคดีประกอบสร้างความหมายทางวัฒนธรรม ตลอดจน อุดมการณ์ทางสังคมการเมือง ทั้งในตัวบทยังได้เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีสิทธิ์มีเสียงและเป็นพื้นที่ใน สนามทางวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่นความเป็นการเมืองเรื่องเพศสถานะที่วรรณคดีโดยภาพรวม ต้องการสร้างผู้หญิงในเชิงอุดมคติ รวมทั้งแสดงนัยของการกักขังผู้หญิงไว้ในพื้นที่ภายในหรือพื้นที่

ส่วนตัว (Private Sphere) ในทางตรงกันข้ามผู้หญิงในวรรณคดีบางเรื่อง เช่น ลำพระเวสสันตะระ ชาดก คือ นางอมิตดากลับเป็นภาพแทนของผู้หญิงแบบพหุลักษณ์ (Plurality) คือ มีการต่อสู้เพื่อช่วง ชิงความหมายกับเพศชายโดยใช้การเมืองเรื่องเรือนร่างเป็นเครื่องมือ ดังตัวอย่าง

Referensi

Dokumen terkait

They felt (1) confused (“I felt so confused…this change of learning mode is alien to me. I used to meet my friends [in-person] at school but then we met online only”. -Student AH),