• Tidak ada hasil yang ditemukan

This study used two group pre-test and post-test design to examine the effect of Thai Qigong meditation exercise on blood pressure of the elderly with hypertension

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2025

Membagikan "This study used two group pre-test and post-test design to examine the effect of Thai Qigong meditation exercise on blood pressure of the elderly with hypertension"

Copied!
12
0
0

Teks penuh

(1)

ธิติสุดา สมเวที พย.ม.* Thitisuda Somwatee M.N.S.*

ลินจง โปธิบาล พย.ด.** Linchong Pothiban D.S.N.**

ภารดี นานาศิลป ส.ด.** Paradee Nanasilp Ph.D.**

* พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลสารภี, จังหวัดเชียงใหม

* Professional Nurse, Saraphi Hospital, Chiang Mai Province

** รองศาสตราจารย คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม

** Associate Professor, Faculty of Nursing, Chiang Mai University

โรคความดันโลหิตสูงเปนโรคเรื้อรังที่พบมากในผูสูงอายุ การควบคุมความดันโลหิตใหเหมาะสม เปนสิ่งที่มีความจำเปนเพื่อปองกันภาวะแทรกซอนตาง ๆ การวิจัยครั้งนี้ใชแบบการวิจัยเชิงทดลองสองกลุม วัดกอนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลของการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ตอความดันโลหิตในผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงชนิดไมทราบสาเหตุ กลุมตัวอยางเปนผูสูงอายุโรคความดัน โลหิตสูงชนิดไมทราบสาเหตุจำนวน 68 รายที่มารับบริการที่คลินิกโรคความดันโลหิตสูง แผนกผูปวยนอก โรงพยาบาลเวียงปาเปา อำเภอเวียงปาเปา จังหวัดเชียงราย ระหวางเดือน มิถุนายนถึงสิงหาคม พ.ศ.2553 คัดเลือกกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง ตามคุณสมบัติที่กำหนดและจับคูใหมีความคลายคลึงกันในดานเพศ อายุ

การศึกษา ระดับความดันโลหิตและกลุมยาควบคุมความดันโลหิต สุมกลุมตัวอยางในแตละคูเขากลุม ทดลองและกลุมควบคุม กลุมทดลองปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง เปนระยะเวลา 8 สัปดาห สวนกลุม ควบคุมไมไดปฏิบัติสมาธิโดยวิธีใดๆ เครื่องมือที่ใชในการวัดความดันโลหิตกอนและหลังการทดลองเปน เครื่องวัดความดันโลหิตชนิดปรอท วิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอางอิงนอนพาราเมตริก ผลการวิจัยพบวา

หลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีความดันโลหิตซิสโตลิคและ ความดันโลหิตไดแอสโตลิคต่ำกวากอนการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ความดันโลหิตซิสโตลิคและความดันโลหิตไดแอสโตลิคของผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงกลุมที่ปฏิบัติ

สมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงต่ำกวากลุมที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ

(p < 0.001)

บทคัดยอ

(2)

ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงใหเห็นวาพยาบาลสามารถใชการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทย ชี่กงเปน วิธีการเสริมในการควบคุมความดันโลหิตในผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงได

คำสำคัญ:การปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง

Abstract

ความเปนมาและความสำคัญของปญหา

โรคความดันโลหิตสูงเปนโรคเรื้อรังที่พบไดมาก และมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นอยางตอเนื่อง วงการแพทย

ทั่วโลกจัดโรคความดันโลหิตสูง เปนปญหาสาธารณสุข ที่สำคัญ ซึ่งโรคจะกอตัวทีละนอยโดยไมรูตัว ผูที่มีภาวะ ความดันโลหิตสูงสวนใหญมักไมมีสัญญาณเตือน หรืออาการนำมากอน และเมื่อไดรับการวินิจฉัยจากแพทย

Hypertension is a chronic disease commonly found among the elderly. Adequate control of blood pressure is essential for preventing complications. This study used two group pre-test and post-test design to examine the effect of Thai Qigong meditation exercise on blood pressure of the elderly with hypertension. Subjects were 68 older people with essential hypertension attending the outpatient hypertension clinic at Wiangpapao hospital, Chiang Rai province during June to August 2010. Subjects were purposively selected based on the inclusion criteria and were paired in terms of sex, age, education, blood pressure level and medication used. Subjects in each pair were randomly assigned into experimental and control groups. The experimental group participated in 8 weeks long Thai Qigong meditation exercise, while the control group did not engage in any meditation program. Blood pressure before and after the treatment was measured using mercury sphygmomanometer. Data were analyzed using descriptive statistics and nonparametric inferential statistics.

The results of study

Systolic and diastolic blood pressures of the elderly in the experimental group significantly decreased after performing Thai Qigong meditation exercise (p < 0.001). Systolic and diastolic blood pressures of the elderly in the experimental group were significantly lower than those of the control group (p < 0.001).

The results of this study indicate that nurses can use the Thai Qigong meditation exercise as a valuable complementary approach for controlling blood pressure of the elderly with hypertension.

Key words: Elderly, Hypertension, Blood Pressure, Thai Qigong

(3)

วาเปนโรคความดันโลหิตสูง ภาวะนี้ก็จะอยูกับบุคคลนั้น ไปตลอดชีวิต ไมสามารถรักษาใหหายขาดได และหาก ไมสามารถควบคุมความดันโลหิตใหอยูในภาวะปกติได

จะเกิดภาวะแทรกซอนที่สำคัญ ไดแก โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง ตามมาได โรค ความดันโลหิตสูงจึงเปนสาเหตุการตายที่สำคัญ เชน ประเทศสหรัฐอเมริกาพบวามีประชากรเปนโรคความดัน โลหิตสูง 72 ลานคน สำหรับประเทศไทยพบแนวโนม ในการเพิ่มอุบัติการณของโรคความดันโลหิตสูงอยาง ตอเนื่อง จาก 544.1 ตอประชากรแสนคน ในปพศ. 2548 เปน 659.6 และ 782.4 ตอประชากรแสนคนในปพศ. 2549 และพ.ศ. 2550 ตามลำดับ ในกลุมผูปวยทั้งหมดพบผูที่อยู

ในวัยสูงอายุถึงรอยละ 20 ในป พ.ศ. 2545 และเพิ่มขึ้นเปน รอยละ 31.7 ในป พ.ศ. 2550 ในสวนของอัตราการตายจาก โรคความดันโลหิตสูงของผูสูงอายุ พบวาสูงกวาประชากร วัยอื่น โดยพบรอยละ 34.5 ตอประชากรแสนคน ในขณะที่

ประชากรวัยอื่นพบ รอยละ 24.7 ตอประชากรแสนคน จากสถิติผูสูงอายุที่มารับบริการผูปวยนอกทั้งรายเกา และรายใหม ณ โรงพยาบาลเวียงปาเปาในปพ.ศ. 2547- 2551 มีผูสูงอายุโรคความดันโลหิตคิดเปนรอยละ 52.98 - 58.49 ของผูปวยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด ในจำนวนนี้

รอยละ 50 ของผูที่ไมสามารถควบคุมความดันโลหิตได

(ฝายแผนงานและ ขอมูลขาวสารสนเทศ, 2552) จาก ปญหาดังกลาวทำใหผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงเปน ประชากรกลุมใหญที่บุคคลากรทางสุขภาพตองให

ความสนใจ

ความดันโลหิตสูงเปนภาวะที่ระดับความดัน โลหิตสูงจากภาวะปกติ โดยที่ระดับความดันโลหิตซีสโตลิก (systolic blood pressure) มากกวาหรือเทากับ 140 มิลลิเมตรปรอทและ/หรือความดันโลหิตไดแอสโตลิค (diastolic blood pressure) มากกวาหรือเทากับ 90 มิลลิเมตรปรอท (American Heart Association [AHA], 2009; Joint National Committee [JNC], 2003) ความดันโลหิตสูงแบงออกเปน 2 ชนิดคือ ชนิดที่ไมทราบ สาเหตุ (primary or essential hypertension) ซึ่งพบ มากกวารอยละ 95 และชนิดที่ทราบสาเหตุ (secondary

hypertension) พบรอยละ 5 ชนิดที่พบในผูสูงอายุ

สวนใหญเปนชนิดที่ไมทราบสาเหตุ

ภาวะความดันโลหิตสูง หากเกิดเปนระยะเวลา นานๆ จะทำใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ไดทั่วรางกาย เกิดหลอดเลือดตีบแข็ง หัวใจหองลางซายโต และเกิดภาวะหัวใจวายตามมา (Kaplan, 2006; Kearney, Whelton, Reynolds, Muntner, Whelton, & He, 2005) ทำใหเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งอาจเปนการตีบ หรือการแตกของหลอด สงผลใหเกิด อัมพาต ทุพพลภาพ และอาจมีความรุนแรงถึงแกชีวิตได (Maxwell-Thompson

& Reid, 2003) สำหรับผลของความดันโลหิตสูงตอไตนั้น สงผลใหหนวยไตถูกทำลายประสิทธิภาพการกรอง ของเสียที่ไตลดลง และเกิดภาวะไตวายตามมา (Kaplan, 2006) นอกจากนี้ความดันโลหิตสูงทำใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดแดงภายในลูกตา เปนผลให

ประสาทตาเสื่อมและอาจตาบอดได (Black, Bakris,

& Elliot, 2001)

ในปจจุบันไดมีการกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับ การดูแลผูปวยโรคความดันโลหิตสูงเพื่อควบคุมความดัน โลหิตใหเปนไปตามเปาหมาย โดยการควบคุมความดัน โลหิตจะใชวิธีการรักษาดวยการใชยาและวิธีไมใช โดยจะ พิจารณารักษาดวยวิธีการใชยา เมื่อพบวาระดับความ รุนแรงของโรคความดันโลหิตสูงอยูในระยะที่ 1 ขึ้นไป (JNC VII, 2003) อยางไรก็ตามแมในปจจุบันการใชยาจะ ใหผลดีในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง แตการใชยา ในผูสูงอายุนั้นมักกอใหเกิดผลขางเคียงและพิษจากยาได

เกิดการคั่งคางของยาในรางกายจนเกิดอันตรายตามมา โดยเฉพาะหากผูสูงอายุไดรับยาในปริมาณมากและติดตอ กันยาวนาน (สุทธิชัย จิตะพันธุกุล, 2545)

การปฏิบัติสมาธิเปนการปฏิบัติที่มุงใหเกิดความ สงบโดยมีกลไกที่เปนกระบวนการทางจิตที่เกี่ยวของกับ การเรียนรู การรับรู ประสาทสัมผัส อารมณ ฮอรโมน การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ และการทำงาน ของสมอง การปฏิบัติสมาธิมีผลตอความดันโลหิตโดยการ กระตุนสมองสวนหนา ใหหลั่งสารกลูตาเมต เพื่อไป กระตุนการทำงานของสมองสวนของไฮโปธาลามัส

(4)

(hypothalamus) บริเวณ ventromedial (Cornwall &

Phillipson, 1988) ทำใหมีการผลิตสารสื่อประสาท กรดแกมมาอมิโนบิวเธอิก (Y-aminobutyric acid ; GABA) สงผลใหการสงสัญญาณไปที่ ศูนยกลางของการมองเห็น ลดลง สิ่งเราทางสายตาลดลง เกิดการกระตุนการทำงาน ของระบบประสาทอัตโนมัติใหเกิดความสมดุล สงผลให

การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเธติกลดลง และทำใหระบบประสาทพาราซิมพาเธติกทำงานเพิ่มขึ้น ทำใหบาโรรีเซฟเตอรของหลอดเลือดมีความไวตอการ กระตุนลดลง สงผลใหหลอดเลือดทั่วรางกายขยายตัว แรงตานทานสวนปลายของหลอดเลือดลดลง การบีบตัว ของหัวใจลดลง อัตราการเตนของหัวใจลดลง ปริมาณเลือด ออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีลดลง และระดับความดันโลหิต ลดลงในที่สุด (Liu, Cui, & Huang, 1990) พบวาการทำ สมาธิรูปแบบตางๆ สามารถลดความดัน

จากการทบทวนวรรณกรรมการศึกษาเกี่ยวกับ การวิธีการปฏิบัติสมาธิทั้งในประเทศไทยและตางประเทศ พบวาการประยุกตหลักของชี่กงเปนวิธีหนึ่งที่ใหผลดี

จากการศึกษาเกี่ยวกับชี่กงพบวามีการใชหลักของชี่กงใน รูปแบบของการออกกำลังกายแบบไท จี๋ชี่กง ซึ่งจัดอยูใน กลุมของการออกกำลังกายแบบแอโรบิค เนนการบริหาร กายและรูปแบบของการปฏิบัติสมาธิเพื่อสุขภาพ ไดแก

การปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวชี่กง 4 ทา (เทอดศักดิ์ เดชคง, 2543; นวลทิพย ทุวิรัตน, 2544) การปฏิบัติสมาธิออกกำลัง ประสาทสัมผัส (sensory meditation exercise) ที่พัฒนาโดยสมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี (2552) เทคนิค SKT 1- 6 และการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ไทยชี่กง (Thai Qigong Meditation Exercise, TQME) หรือ เทคนิค SKT 7 วิธีการปฏิบัติดังกลาวใชหลักการของ ชี่กง ซึ่งเปนการรวมการหายใจ จิต และการเคลื่อนไหว ทาทาง ทำใหรางกายอยูในทาที่สบาย การเคลื่อนไหวของ รางกาย ตองผสมผสานไปกับความรูสึกตัว และตอง สัมพันธกับการหายใจที่เปนธรรมชาติ สวนการปฏิบัติ

สมาธิออกกำลัง ประสาทสัมผัสทุกเทคนิคใชหลักการ เดียวกัน การหายใจใชเทคนิคในแบบเดียวกันคือ หายใจเขา กลั้นหายใจ และหายใจออก โดยทุกเทคนิค

ใชเวลาในการปฏิบัติ ครั้งละ 30 นาที วันละ 2 ครั้ง แตมีความแตกตางในทาทาง การเคลื่อนไหว เทคนิค SKT 1 เปนการนั่งปฏิบัติสมาธิโดยกำหนดการหายใจเพียง อยางเดียว เทคนิค SKT 2 เปนการยืนปฏิบัติสมาธิ

โดยการกำหนดการหายใจเพียงอยางเดียว เทคนิค SKT 3 เปนการนั่งเหยียดขาปฏิบัติสมาธิ และมีการยืดเหยียด กลามเนื้อรวมดวยเทคนิค SKT 4 เปนการปฏิบัติสมาธิใน ทาเดิน เทคนิค SKT 5 เปนการปฏิบัติสมาธิในทายืนและ มีการยืดเหยียดกลามเนื้อ SKT 6 เปนการปฏิบัติสมาธิใน ทานอนและมีการจินตภาพ เพื่อใหเกิดการผอนคลาย และเทคนิค SKT 7 เปนการปฏิบัติสมาธิโดยการ เคลื่อนไหวแขน

จากการทบทวนวิธีปฏิบัติของ SKT แตละเทคนิค ผูวิจัยพบวาถึงแมวาบางเทคนิคจะงายแตสำหรับผูที่ไมมี

ประสบการณในการปฏิบัติสมาธิมากอนนั้นการไมมีสิ่ง ชวยเหนี่ยวนำใหจดจออยูในสมาธิ อาจมีความคิดหรือ ความรูสึกใดๆ เกิดขึ้นมาระหวางการปฏิบัติบอยครั้งซึ่ง อาจทำใหการปฏิบัติไมเกิดผล บางเทคนิคอาจยาก ทั้งยังเสี่ยงตอการไดรับบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว เพื่อยืดเหยียดกลามเนื้อ และการเกิดอุบัติเหตุตอผูสูงอายุ

ที่ปฏิบัติสมาธิ ผูวิจัยพบวาเทคนิค SKT 7 ซึ่งเปนการ ปฏิบัติสมาธิในทานั่งและมีการเคลื่อนไหวเฉพาะแขนอยาง ชาๆ จะชวยเหนี่ยวนำผูปฏิบัติใหเขาสูสมาธิและอยูใน สมาธิไดอยางตอเนื่อง ทั้งยังลดความเสี่ยงตอการ ไดรับบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวและการเกิดอุบัติเหตุ

แกผูสูงอายุที่ปฏิบัติสมาธิ ดังนั้นเทคนิค SKT 7 จึงเปน วิธีที่นาจะเหมาะสมและงายที่สุดสำหรับผูสูงอายุ

เทคนิค SKT 7 ไดถูกนำไปใชในกลุมผูปวยโรคเรื้อรัง ไดแก

โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ผูติดเชื้อ เอชไอวี ผูที่มีกลุมอาการตางๆ เชนปวด นอนไมหลับ รวมทั้งผูที่สุขภาพดีทุกเพศ ทุกกลุมอายุ ซึ่งพบวามีแนวโนม ที่จะใหผลดีตอผูปฏิบัติทุกกลุม (สมพร กันทรดุษฎี

เตรียมชัยศรี, 2552) อยางไรก็ตามยังไมพบการวิจัย เพื่อยืนันผลของเทคนิค SKT 7 แตอยางใด ในการศึกษา นี้ผูวิจัยจึงมีความประสงคที่จะทดสอบประสิทธิผล ของสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง (เทคนิค SKT 7) ในการ

(5)

ลดความดันโลหิตในกลุมโรคความดันโลหิตสูง ผลการ วิจัยจะเปนขอมูลพื้นฐานที่ชวยใหพยาบาลสามารถ ตัดสินใจเลือกใชวิธีการควบคุมความดันโลหิต ที่มี

ประสิทธิภาพสำหรับผูสูงอายุตอไป วัตถุประสงคการวิจัย

1. เพื่อเปรียบเทียบความดันโลหิตในผูสูงอายุ

โรคความดันโลหิตสูงระหวางกลุมที่ปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กง และกลุมที่ไมปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ไทยชี่กง

2. เพื่อเปรียบเทียบความดันโลหิตในผูสูงอายุ

โรคความดันโลหิตสูงระหวางกอนและหลังที่ปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กง สมมุติฐานการวิจัย

1. ความดันโลหิตซิสโตลิคในผูสูงอายุโรค ความดันโลหิตสูงภายหลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ไทยชี่กง ต่ำกวากอนการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง 2. ความดันโลหิตไดแอสโตลิคในผูสูงอายุโรค ความดันโลหิตสูงภายหลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ไทยชี่กง ต่ำกวากอนการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง 3. ความดันโลหิตซิสโตลิคในผูสูงอายุโรค ความดันโลหิตสูงกลุมที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ต่ำกวากลุมที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง

4. ความดันโลหิตไดแอสโตลิคในผูสูงอายุโรค ความดันโลหิตสูงกลุมที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ต่ำกวากลุมที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง กรอบแนวคิดที่ใชในการวิจัย

การปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงเปนวิธีการ ทำใหบุคคลเขาสูภาวะสมาธิ โดยใชการเคลื่อนไหวมือ ในทานั่งในการเหนี่ยวนำใหเกิดสมาธิ ซึ่งจะมีผลตอความ ดันโลหิตโดยการกระตุนสมองสวนหนา ใหหลั่งสาร

กลูตาเมต เพื่อไปกระตุนการทำงานของสมองสวนของ ไฮโปธาลามัส (hypothalamus) บริเวณ ventromedial (Cornwall & Phillipson, 1988) ทำใหมีการผลิตสาร สื่อประสาท กรดแกมมาอมิโนบิวเธอิก (Y-aminobutyric acid ; GABA) สงผลใหการสงสัญญาณ ไปที่ศูนยกลาง ของการมองเห็นลดลง สิ่งเราทางสายตาลดลง เกิดการ กระตุนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติใหเกิด ความสมดุล สงผลใหการทำงานของระบบประสาท อัตโนมัติซิมพาเธติกลดลง และทำใหระบบประสาท พาราซิมพาเธติกทำงานเพิ่มขึ้น เปนผลใหเกิดการ กระตุน baroreflex ใหมีความไวตอการกระตุน ทำให

หลอดเลือดทั่วรางกายขยายตัวและแรงตานทาน สวนปลายของหลอดเลือดลดลงนอกจากนั้นยังทำให

การบีบตัวของหัวใจลดลงและ อัตราการเตนของหัวใจ ลดลง เปนผลใหปริมาณเลือดออกจากหัวใจในหนึ่ง นาทีลดลง ซึ่งทำใหความดันโลหิตลดลง วิธีการปฏิบัติ

ใชหลักการของชี่กง ซึ่งเปนการรวมการหายใจ จิต และการเคลื่อนไหวทาทาง ทำใหรางกายอยูในทาที่สบาย การเคลื่อนไหวของรางกายตองผสมผสานไปกับ ความรูสึกตัว และตองสัมพันธกับการหายใจที่เปน ธรรมชาติ สวนการปฏิบัติสมาธิออกกำลังประสาทสัมผัส ทุกเทคนิคใชหลักการเดียวกัน การหายใจใชเทคนิค ในแบบเดียวกันคือ หายใจเขา กลั้นหายใจ และหายใจออก โดยทุกเทคนิคใชเวลาในการปฏิบัติครั้งละ 30 นาที

วันละ 2 ครั้งจะชวยเหนี่ยวนำผูปฏิบัติใหเขาสูสมาธิ

และอยูในสมาธิไดอยางตอเนื่อง ทั้งยังลดความเสี่ยงตอ การไดรับบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวและการเกิด อุบัติเหตุแกผูสูงอายุที่ปฏิบัติสมาธิ ดังนั้นเทคนิค SKT 7 จึงเปนวิธีที่นาจะเหมาะสมและงายที่สุดสำหรับ ผูสูงอายุ เทคนิค SKT 7 ไดถูกนำไปใชในกลุมผูปวยโรค เรื้อรัง ไดแก โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง ผูติดเชื้อเอชไอวี ผูที่มีกลุมอาการตางๆ เชนปวด นอนไมหลับ รวมทั้งผูที่สุขภาพดีทุกเพศ ทุกกลุมอายุ

ซึ่งพบวามีแนวโนมที่จะใหผลดีตอผูปฏิบัติทุกกลุม (สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี, 2552)

(6)

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) ชนิดสองกลุม วัดกอนและ หลังการทดลอง (two group pre-test and post-test design) เพื่อศึกษาผลของการฝกปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ไทยชี่กง ตอความดันโลหิตในผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ที่มารับบริการที่คลินิกโรคความดันโลหิตสูง แผนก ผูปวยนอก โรงพยาบาลเวียงปาเปา อำเภอเวียงปาเปา จังหวัดเชียงราย ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ เปนผูที่มี

อายุ 60 ปขึ้นไป จำนวน 68 ราย คัดเลือกกลุมตัวอยาง แบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ตาม คุณสมบัติของกลุมตัวอยางดังนี้ เปนเพศชายและ เพศหญิงมีอายุ 60 ปขึ้นไป ไดรับการวินิจฉัยจาก แพทยวาเปนโรคความดันโลหิตสูงชนิดไมทราบ สาเหตุมาแลวไมต่ำกวา 1 ป มีความดันโลหิตซิสโตลิค (systolic blood pressure) สูงกวาหรือเทากับ 140 มิลลิเมตรปรอทแตไมเกิน 180 มิลลิเมตรปรอท และ มีความดันโลหิตไดแอสโตลิค (diastolic blood pressure) สูงกวาหรือเทากับ 90 มิลลิเมตรปรอท แตไมเกิน 110 มิลลิเมตรปรอท ไมมีภาวะแทรกซอน ทางระบบหัวใจ โรคไต จากการตรวจรางกายอยาง ละเอียดโดยแพทย มีสติสัมปชัญญะ สามารถติดตอ สื่อสารและอานหนังสือภาษาไทยได ยินยอมและ เต็มใจเขารวมกิจกรรมตามเวลาที่กำหนดอยางตอเนื่อง พื้นที่ของกลุมควบคุม และกลุมทดลองตองมีรัศมี

หางกันอยางนอย 5 กิโลเมตร พื้นที่ของกลุมควบคุม ตองไมมีการศึกษาวิจัยโครงการปฏิบัติสมาธิเคลื่อน ไหวไทยชี่กงและไมเปนสมาชิกกลุมการออกกำลังกาย สม่ำเสมอเกณฑในการคัดกลุมตัวอยางออกจากการวิจัย ครั้งนี้คือ ไมสามารถปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงได

ไมสมัครใจเขารวมการวิจัยตอเขารับการรักษาในโรงพยาบาล ผูสูงอายุที่ไมสามารถปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ตอเนื่องกันอยางนอย 5 วัน และผูสูงอายุที่ไดรับการ ปรับแผนการรักษา เครื่องมือที่ใชในการวิจัยมี 2 ประเภทคือ 1) เครื่องมือที่ใชในการดำเนินการวิจัย คือคูมือการปฏิบัติ

สมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง (SKT 7) ที่สรางขึ้นโดย สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี (2552) ภาควิชาการพยาบาล สาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งประยุกตจากทาไทจี๋ ชี่กงตนแบบทั้งหมด 18 ทา ใหเหลือ 2 ทา ประกอบดวยการนั่งปฏิบัติสมาธิ หลับตา หายใจเขาชาๆ แบบลึกทางจมูก มีการหยุดหายใจ ชั่วขณะโดยนับหนึ่ง สอง สาม หายใจออกยาวๆ ชาๆ ทางปาก รวมกับการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวโดย การขยับฝามือทั้งสองขางเขาหากัน ขยับฝามือเขาชาๆ นับหนึ่ง สอง สาม ขยับฝามือออกชาๆ นับหนึ่ง สอง สาม ขยับมือเขาออกเชนนี้ นับเปนหนึ่งรอบ ทำ 40 รอบ นั่งอยู

ในทาเดิมหายใจเขาปอดลึก ๆ นับ 1-5 พรอมกับคอยๆ ยกมือทั้งสองขางขึ้นเหนือศีรษะคลายๆ กับการประคอง หรืออุมแจกันใบใหญ ขอศอกงอเล็กนอยเวลายกแขนขึ้น คอยๆ ประคองแจกัน ยกมือขึ้นลงเชนนี้ นับเปนหนึ่งรอบ ทำ 40 รอบ ปลอยแขนมือกลับมาอยูในทาวางขางลำตัว คอยๆ ลืมตาขึ้นชาๆ ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง กอนรับประทานอาหาร 30 นาที วันละ 2 ครั้งๆ ละ 30 นาที 2) เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล ประกอบดวยแบบบันทึกขอมูลสวนบุคคลและชุดเครื่อง วัดความดันโลหิตมาตรฐานชนิดปรอท

ผูวิจัยไดทำการตรวจสอบมาตรฐานของเครื่อง ใหอยูในสภาพที่ใชงานไดจริงอยางเที่ยงตรง โดย เปรียบเทียบคามาตรฐานของเครื่องวัดความดันโลหิต กับเครื่องมาสเตอรโดยชางอิเล็กทรอนิกสของโรงพยาบาล เวียงปาเปา กอนการใชงานทุกเดือน กอนเก็บรวบรวม ขอมูลผูวิจัยไดรับความเห็นชอบจากการรับรองเชิง จริยธรรมของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย คณะพยาบาลศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหมและผาน ความเห็นชอบในการเก็บขอมูลจากผูอำนวยการ โรงพยาบาลเวียงปาเปา จังหวัดเชียงราย รวมทั้ง ความยินยอมจากกลุมตัวอยางในการเขารวมการวิจัย เก็บขอมูลที่โรงพยาบาลเวียงปาเปา จังหวัดเชียงราย โดยผูวิจัยเก็บรวบรวมขอมูลโดยสำรวจรายชื่อกลุม ตัวอยางผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง จากแฟมประวัติ

ของผูสูงอายุที่มารับบริการคลินิกความดันโลหิตสูง

(7)

โรงพยาบาลเวียงปาเปา อำเภอเวียงปาเปา จังหวัดเชียงราย โดยคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนดไว จับคูกลุม ตัวอยางใหมีลักษณะที่เหมือนกัน หรือใกลเคียงกัน กลุม ควบคุมไดรับการพยาบาลตามปกติ กลุมทดลองปฏิบัติ

สมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ภายใตการควบคุมของ ผูวิจัยในวันจันทร วันพุธ และวันศุกร ในวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันเสารและวันอาทิตย กลุมตัวอยางจะทำ การปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ดวยตนเองที่บาน ทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง กอนรับประทานอาหารเชา 30 นาที

และกอนรับประทานอาหารเย็น 30 นาที ครั้งละ 30 นาที

ตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห รวบรวมขอมูลระหวางเดือน มิถุนายนถึง สิงหาคม พ.ศ. 2553 และไดทำการ พิทักษสิทธิ์ใหแกกลุมตัวอยาง ผูวิจัยวิเคราะหขอมูล ทั่วไปโดยใชสถิติพรรณนา และการเปรียบเทียบ ความดันโลหิตของผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงกอนและ หลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงดวยสถิติ

Wilcoxon Match-Pair Sign-Rank test และเปรียบเทียบ ความดันโลหิตหลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทย ชี่กงระหวางผูสูงอายุที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง และผูสูงอายุที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ดวยสถิติ Mann-Whitney U test

สรุปผลการวิจัย

ขอมูลสวนบุคคลของกลุมตัวอยาง

กลุมตัวอยางเปนผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไมทราบสาเหต จำนวน 68 ราย เปนกลุมทดลอง 34 ราย และกลุมควบคุม 34 ราย เมื่อเปรียบเทียบลักษณะ

ตางๆ ของกลุมตัวอยางระหวางผูสูงอายุที่ปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กงและผูสูงอายุที่ไมไดปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กงพบวาทั้งสองกลุมไมมีความแตกตางกัน ในขอมูลเกี่ยวกับเพศ อายุ สถานภาพสมรส และระดับ การศึกษา โดยรอยละ 73.5 ของผูสูงอายุที่ปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กง และรอยละ 70.6 ของผูสูงอายุที่ไมได

ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง เปนเพศหญิง ในกลุม ทดลองรอยละ 70.6 อยูในชวงอายุ 60-74 ป โดยมีอายุเฉลี่ย 70.24 ป (S.D. = 6.09, range = 60 - 79) สวนกลุม ควบคุมรอยละ73.5 อยูในชวงอายุ 60-74 ป อายุเฉลี่ย 71.03 ป (S.D. = 5.05, range = 60 – 80) รอยละ 55.9 ของกลุมทดลองและรอยละ 41.2 ของกลุมควบคุม มีสถานภาพสมรสคู รอยละ 70.6 ของกลุมทดลอง และ รอยละ 61.8 ของกลุมควบคุม สำเร็จการศึกษาระดับ ประถมศึกษา

ผลการวิจัย

1. ความดันโลหิตซิสโตลิคและความดันโลหิต ไดแอสโตลิคในผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงภายหลังการ ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ต่ำกวากอนการปฏิบัติ

สมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ

(p < 0.001)

2. ความดันโลหิตซิสโตลิคและความดันโลหิต ไดแอสโตลิคในผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงกลุม ที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ต่ำกวากลุมที่ไมได

ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ

(p < 0.00)

(8)

ตารางที่ 1

ผลการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยความดันโลหิตระหวางกอนและหลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ของผูสูงอายุที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงและผูสูงอายุที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง

กลุมตัวอยาง ความดันโลหิต กอนทดลอง หลังทดลอง

z p-value

X (S.D.) X (S.D.)

กลุมทดลอง ความดันโลหิตซิสโตลิค 163.24 (9.45) 127.94 (7.70) -5.16 0.000 ความดันโลหิตไดแอสโตลิค 92.06 (5.92) 76.18 (5.51) -5.12 0.000 กลุมควบคุม ความดันโลหิตซิสโตลิค 162.06 (5.92) 159.41 (8.51) -2.46 0.104 ความดันโลหิตไดแอสโตลิค 90.88 (3.79) 89.71 (1.72) -1.63 0.102

กลุมทดลอง

ความดันโลหิตซิสโตลิค 163.24 (9.45) 162.06 (5.92) -0.88 0.379

ความดันโลหิตไดแอสโตลิค 92.06 (5.92) 90.88 (3.79) -1.63 0.103

กลุมควบคุม

ความดันโลหิตซิสโตลิค 127.94 (7.70) 159.41 (8.51) -7.09 0.000

ความดันโลหิตไดแอสโตลิค 76.18 (5.51) 89.71 (1.72) -7.37 0.000

ตารางที่ 2

ผลการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยความดันโลหิตกอนและหลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ระหวาง ผูสูงอายุที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงและผูสูงอายุที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง

ความดันโลหิต (มิลลิเมตรปรอท)

กอนทดลอง หลังทดลอง

z p-value

X (S.D.) X (S.D.)

การอภิปรายผล

การวิจัยครั้งนี้ศึกษาผลของการปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กงตอความดันโลหิตในผูสูงอายุโรค ความดันโลหิตสูงชนิดไมทราบสาเหตุจำนวน 68 ราย

เปนกลุมทดลอง 34 ราย กลุมควบคุม 34 ราย โดย กลุมทดลองเปนกลุมที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง สวนกลุมควบคุมเปนกลุมที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ไทยชี่กง จากขอมูลสวนบุคคลของกลุมตัวอยางซึ่ง ประกอบดวย เพศ อายุ การศึกษา ระดับความดันโลหิต

(9)

และกลุมยาควบคุมความดันโลหิตพบวาไมมีความ แตกตางกันอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งแสดงถึงลักษณะ ที่คลายคลึงกันของกลุมทดลองและกลุมควบคุม

ในการศึกษาครั้งนี้ผลการศึกษาพบวากลุม ตัวอยางที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงมีการลดลงของ ความดันโลหิตซิสโตลิคและความดันโลหิตไดแอสโตลิค ของผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง พบวาภายหลังการ ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง ความดันโลหิต ซิสโตลิคและความดันโลหิตไดแอสโตลิคลดลงอยางมีนัย สำคัญทางสถิติ ในขณะที่กลุมที่ไมไดปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กง ความดันโลหิตซิสโตลิคและ ความดันโลหิตไดแอสโตลิคลดลงเล็กนอยอยางไมมีนัย สำคัญทางสถิติ แสดงวาการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหว ไทยชี่กงชวยลดความดันโลหิตในผูสูงอายุโรคความดัน โลหิตสูงได ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานที่กำหนดไวและ เปนไปตามกรอบแนวคิดของการศึกษาครั้งนี้ที่เสนอวา การปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงวันละ 2 ครั้ง นานครั้งละ 30 นาที ทุกวัน ติดตอกัน 8 สัปดาหสามารถ ทำใหบุคคลเกิดสมาธิ และทำใหเกิดผลตอสมองและ การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ มีผลตอหัวใจ และหลอดเลือดทำใหปริมาณเลือดออกจากหัวใจใน หนึ่งนาทีลดลง การบีบตัวของหัวใจลดลง อัตราการเตน ของหัวใจลดลง ทำใหความดันโลหิตลดลงได เนื่องจาก การลดลงของความดันโลหิตจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อกลุม ตัวอยางเกิดสมาธิขึ้น ทั้งนี้ผูวิจัยไดตรวจสอบการเขา สูสมาธิจากการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงของกลุม ตัวอยางโดยใชวิธีการสังเกตพฤติกรรมขณะกำลัง ปฏิบัติสมาธิพบวากลุมตัวอยางนั่งลำตัวตรง ไมขยับ ลำตัว ไมเปลี่ยนทานั่ง หลับตา หายใจสอดคลองกับการ ขยับของฝามือจนครบกำหนดการฝกทุกครั้งแมวาใน บางครั้งมีเสียงรบกวนขณะกำลังปฏิบัติสมาธิ ในการ ศึกษาสภาวธรรม ของผูเขาปฏิบัติวิปสสนากรรมฐาน ตามหลักสติปฏฐาน 4 ณ สำนักวิปสสนาวัดพระธาตุ

ศรีจอมทองวรวิหาร และจากการสอบถามปฏิกิริยา ภายหลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง พบวา กลุมตัวอยางรูสึกวาปลายนิ้วอุนขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากขณะ

เกิดสมาธิจะเกิดการกระตุนระบบประสาทอัตโนมัติ

พาราซิมพาเธติคใหมีการหลั่งสารอารจินิน วาโสเพรสซิน (arginine vasopressin, AVP) เพิ่มขึ้น สงผลใหหลอดเลือดสวนปลายขยายตัว และทำใหเกิด การไหลเวียนเลือดสูอวัยวะสวนปลายเพิ่มขึ้น สงผลตอ อัตราการเตนของหัวใจ แรงบีบตัวของหัวใจลดลง และมีอุณหภูมิปลายนิ้วสูงขึ้น (เทอดศักดิ์ เดชคง, 2547;

สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี, 2551) ที่วัดอุณหภูมิ

ปลายนิ้วขณะปฏิบัติสมาธิพบวาอุณหภูมิปลายนิ้วของ กลุมตัวอยางสูงขึ้น 2-4 องศาฟาเรนไฮต และจากการ ตรวจวัดชีพจร และความดันโลหิตหลังการฝกสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กง พบวาความดันโลหิตลดลง มากกวาการศึกษาอื่น โดยพบวาความดันโลหิต ซิสโตลิคลดลงเฉลี่ย 35.30 มิลลิเมตรปรอท ความดัน ไดแอสโตลิคลดลงเฉลี่ย 15.88 มิลลิเมตรปรอท ซึ่ง เมื่อพิจารณาวิธีการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง พบวาการศึกษาครั้งนี้ใชเวลาในการปฏิบัติสมาธิที่ถี่กวา และการปฏิบัติสมาธิแตละครั้งใชเวลานานกวาการศึกษา เกี่ยวกับผลของการทำสมาธิวิธีอื่น ๆ เชน อานาปานสติ

ที่ทำทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 10 นาที นาน 8 สัปดาห

ทำใหความดันโลหิตซิสโตลิคลดลงเฉลี่ย 20.2 มิลลิเมตรปรอท ความดันไดแอสโตลิคลดลงเฉลี่ย 8.3 มิลลิเมตรปรอท (สุนันทา กระจางแดน, 2540) หรือ วิปสสนาสมาธิ ที่ทำทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที

นาน 6 สัปดาห พบวาความดันโลหิตซิสโตลิคลดลง เฉลี่ย 11.41 มิลลิเมตรปรอท ความดันไดแอสโตลิค ลดลงเฉลี่ย 7.55 มิลลิเมตรปรอท (อัจฉรา สุคนธสรรพ, สุภาพ ใบแกว, และ มยุลี สำราญญาติ, 2542) หรือผล ของการฝกผอนคลายกลามเนื้อกับการฝกสมาธิ

เคลื่อนไหวแนวชี่กงที่ใชเวลาฝกวันละ 1 ครั้ง นาน ครั้งละ 40 นาที ความถี่ 3 ครั้งตอสัปดาห ติดตอกัน 12 สัปดาห ทำใหความดันโลหิตซิสโตลิคลดลงเฉลี่ย 31.47 มิลลิเมตรปรอท ความดันไดแอสโตลิคลดลง เฉลี่ย 22.53 มิลลิเมตรปรอท (เทอดศักด เดชคง, 2541;

นวลทิพย ทุวิรัตน, 2544) รวมถึงผลการออกกำลังกาย แบบไทจี๋ ชี่กง ที่ทำสัปดาหละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที

(10)

เปนเวลา 8 สัปดาห ทำใหความดันโลหิตซิสโตลิค ลดลงเฉลี่ย 28 มิลลิเมตรปรอท ความดันไดแอสโตลิค ลดลงเฉลี่ย 12 มิลลิเมตรปรอท (กิ่งดาว ขุยอาภัย, 2548) นอกจากนี้ผลการศึกษาของตางประเทศเชน ลี (Lee, 1998) ที่พบวาการทำสัปดาห ๆ ละ 1 ครั้งๆ ละ 30 นาที นาน 12 สัปดาห ทำใหความดันโลหิตซิสโตลิค ลดลงเฉลี่ย 7 มิลลิเมตรปรอท หรือซาย, หวาง, ชาน, ลิน, หวาง และคณะ (Tsai, Wang, Chan, Lin, Wang, Tomlinson et al., 2003) ที่ทำครั้งละ 50 นาที 3 ครั้งตอสัปดาห เปนระยะเวลา 12 สัปดาห ทำใหคาเฉลี่ย ความดันซิสโตลิคลดลง 15.6 มิลลิเมตรปรอท และคาเฉลี่ย ความดันไดแอสโตลิคลดลง 8.8 มิลลิเมตรปรอท ที่ทำนาน 12 สัปดาห ทำใหความดันโลหิตซิสโตลิคลดลง เฉลี่ย 7.0-8.4 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิต ไดแอสโตลิคลดลงเฉลี่ย 2.4-3.2 มิลลิเมตรปรอท หรือ ยัง แอฟพีล จี และมิลเลอร (Young, Appel, Jee & Miller, 1999) ที่ทำสัปดาหละ 4 วัน ๆ ละ 30 นาที โดยใชเวลาศึกษา 12 สัปดาห ทำใหความดันโลหิตซิสโตลิคลดลงเฉลี่ย 8.4 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตไดแอสโตลิคลดลง เฉลี่ย 7.0 มิลลิเมตรปรอท หลักฐานงานวิจัยที่นำมาศึกษา มี 92 เรื่อง พบวาความดันโลหิตซิสโตลิคลดลง เฉลี่ย 17.03 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิต ไดแอสโตลิคลดลง เฉลี่ย 9.98 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งการศึกษาทั้งหมดลวนแต

สนับสนุนผลดีของสมาธิตอความดันโลหิต โดยพบวา ทุกการศึกษาของการปฏิบัติสมาธิ ทั้งในประเทศไทย และตางประเทศ ลวนทำใหทั้งความดันโลหิตซิสโตลิค และความดันโลหิตไดแอสโตลิคลดลง

ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ใหผลที่ดีกวา แสดงถึงผล ของสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงดีกวาการออกกำลังกาย ในแงของการลดความดันโลหิต จากขอมูลที่ผูวิจัยได

วัดความดันโลหิตหลังการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง พบวาความดันโลหิตลดลงตั้งแตสัปดาหที่ 4 และลดลง อยางตอเนื่องจนถึงระยะเวลา 9 สัปดาห แสดงถึงผลที่

เกิดขึ้นคอนขางเร็ว ซึ่งเมื่อพิจารณาปจจัยที่มีผล ตอความดันโลหิต เชน การรับประทานอาหาร การ ออกกำลังกาย พบวากลุมตัวอยางทั้งสองกลุม ไมมีการ

เปลี่ยนแปลงปจจัยดังกลาวในระยะเวลาของการทดลอง ดังนั้นจะเห็นไดชัดเจนวาความดันโลหิตที่ลดลงเปนผล มาจากการปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงอยาง สม่ำเสมอและตอเนื่อง

ประเด็นที่นาสนใจที่พบในการศึกษาครั้งนี้คือ กลุมตัวอยางที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงไดดี

และตอเนื่องจะเปนกลุมตัวอยางที่เปนเพศหญิงมากกวา เพศชาย ซึ่งจากการสอบถามกับกลุมตัวอยางเพศชาย พบวาวิธีการปฏิบัติไมนาสนใจเพราะเปนเพียงการ นั่งสมาธิและขยับแขนเทานั้น อยางไรก็ตามกลุม ตัวอยางเพศชายที่ปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงได

พบวาไดผลดีเชนเดียวกับเพศหญิง และจากการ พูดคุยกับกลุมตัวอยางทั้งหมดพบวาหลังจากปฏิบัติ

สมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงรูสึกวาปลายนิ้วมืออุนและ มีเหงื่อออกตามรางกาย และนอนหลับไดสนิท

จากเหตุผลดังกลาวขางตนแสดงใหเห็นวา การปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงอยางสม่ำเสมอและ ตอเนื่อง จะทำใหผูสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงสามารถ ควบคุมความดันโลหิต ทั้งความดันซิสโตลิคและ ความดันไดแอสโตลิคไดดีกวาผูสูงอายุโรคความดันโลหิต สูงที่ไมไดปฏิบัติสมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กงซึ่งเปนไปตาม สมมติฐานและกรอบแนวคิดที่ตั้งไว ดังนั้นการปฏิบัติ

สมาธิเคลื่อนไหวไทยชี่กง จึงเปนทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ในการควบคุมความดันโลหิตในผูสูงอายุโรคความดัน โลหิตสูง เพื่อประโยชนในการปองกันและลดการเกิด ภาวะแทรกซอนที่อันตรายตอผูสูงอายุโรคความดัน โลหิตสูง

ขอเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช

1. นำเสนอผลการวิจัยใหกับบุคลากรดาน สุขภาพและมีการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการใหกับบุคลากร ดานสุขภาพ เพื่อใหเกิดทักษะในการปฏิบัติสมาธิ

เคลื่อนไหวไทยชี่กงแกพยาบาล รวมทั้งฝกทักษะใน การสอนและดำเนินการตามขั้นตอนและใหการ สนับสนุนดานสถานที่และบุคลากรในการสอนการ

Referensi

Dokumen terkait