• Tidak ada hasil yang ditemukan

View of FACTORS HAVING INFLUENCE ON CONDUCTING RESEARCH AMONG PRIVATE SCHOOL TEACHERS, BANGKOK AND VICINITY

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2024

Membagikan "View of FACTORS HAVING INFLUENCE ON CONDUCTING RESEARCH AMONG PRIVATE SCHOOL TEACHERS, BANGKOK AND VICINITY"

Copied!
15
0
0

Teks penuh

(1)

ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

FACTORS HAVING INFLUENCE ON CONDUCTING RESEARCH AMONG PRIVATE SCHOOL TEACHERS, BANGKOK AND VICINITY

วิโรชน หมื่นเทพ Wirote Muenthep

สาขาวิชาประกาศนียบัตรวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยนอรทกรุงเทพ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย Graduate Diploma Program in Teaching Profession, Faculty of Education, North Bangkok University,

Bangkok, Thailand [email protected]

Received: 2019-08-27 Revised: 2019-11-12 Accepted: 2019-12-04

บทคัดยอ

การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเพื่อศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครูและ ศึกษาสภาพการผลิตงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล กลุมตัวอยางที่ใช

ในการวิจัยเชิงปริมาณ ไดแก ครูโรงเรียนเอกชนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทสามัญในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล จํานวน 400 คน สุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน ใชแบบสอบถามในการ เก็บขอมูล สถิติที่ใชวิเคราะหขอมูล คือ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะหถดถอย พหุคูณ กลุมตัวอยางเชิงคุณภาพ ไดแก กลุมที่ 1 ครูโรงเรียนเอกชน กลุมที่ 2 ผูบริหารโรงเรียนหรือครู

ผูดูแลและตรวจสอบการวิจัยของครูในโรงเรียนเอกชน รวมจํานวน 12 คน สุมแบบเจาะจง เก็บรวบรวม ขอมูลโดยการสัมภาษณเชิงลึก ใชการวิเคราะหขอมูลเชิงเนื้อหา

ผลการวิจัย พบวา ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล ไดแก สมรรถนะการวิจัยของครู บริบทของครูและสภาพแวดลอมในโรงเรียน โดยมี

คาสัมประสิทธิ์การพยากรณเทากับ .781 สําหรับสภาพการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชน ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยภาพรวมอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณารายดาน พบวา ดานสมรรถนะ

(2)

การวิจัยของครูมีคาเฉลี่ยมากที่สุดซึ่งอยูในระดับมาก รองลงมาไดแก ดานบริบทของครูอยูในระดับมาก ดานที่มีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ไดแก ดานสภาพแวดลอมในโรงเรียนซึ่งอยูในระดับปานกลาง ตามลําดับ คําสําคัญ: ปจจัยที่มีอิทธิพล การผลิตผลงานวิจัย ครูโรงเรียนเอกชน

ABSTRACT

This research was to ascertain the factors having influence on conducting research and investigating research conditions among private school teachers, Bangkok and vicinity.

This was quantitative research whereas target group was 400 private school teachers, basic education level, Bangkok and vicinity with multi-stage sampling. In this study, questionnaire was employed as tool for data collection while statistics for data analysis included means, standard deviation and multiple regression analysis. Two groups of participants selected in qualitative research were as follows: the first group – private school teachers and the second group – school directors or supervisors for teacher-researchers, totaling 12 participants with purposive sampling. This step involved data collection through in-depth interview and content analysis.

The research findings suggested that the factors having influence on conducting research among private school teachers, Bangkok and vicinity were research competency of the teachers, roles of teachers, and school environment with the forecast accuracy coefficient of .781. The overall result regarding research conditions among private school teachers, Bangkok and vicinity was at the high level. However, when each section was analyzed, the result revealed that research competency of teachers was at the highest level, roles of teachers was at high level, and school environment was moderate level respectively.

Keywords: factors having influence, conducting research, private school teachers บทนํา

การวิจัยนับเปนเครื่องมือที่มีความสําคัญ กับการพัฒนาประเทศ เนื่องจากการวิจัยเปนการ วิเคราะหปญหาอยางละเอียดรอบคอบโดยใช

วิธีการทางวิทยาศาสตร (Reddy,2019) เปนวิธี

การในการคนหาหรือคนพบองคความรูใหม ๆ ที่ใชในการพัฒนาศาสตรตาง ๆ หรือองคความรู

ที่เกี่ยวของ ซึ่งในประเทศไทยไดใหความสําคัญ กับการวิจัยของประเทศโดยมีการจัดตั้งสํานักงาน

(3)

คณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (วช.) เพื่อกําหนด ประเด็นยุทธศาสตรในหลายมิติ (National Research Council of Thailand, 2019) นอกจากนั้น ในเชิงของบริบททางสังคม การวิจัยทําใหคนพบ พฤติกรรมของมนุษยและปรากฏการณตาง ๆ เพื่อนํามาแกไขปรับปรุงและพัฒนาระบบและ กลไกของสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะ ระบบการศึกษาที่เปนหัวใจของการพัฒนาประเทศ สําหรับกลไกในการพัฒนาระบบการ ศึกษาของประเทศไทย การวิจัยนับเปนองค

ประกอบที่มีความสําคัญเปนอยางมากตอการ พัฒนาระบบการศึกษา เนื่องจากการวิจัยเปน สวนหนึ่งในการคิดคนนวัตกรรมในการเรียนรู

ใหกับผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ (Zarah, 2019 & Reddy, 2019) โดยนําการวิจัยเขามาใช

ในระบบการศึกษานับเปนการคนหาและพัฒนา การศึกษาที่สําคัญการวิจัยทางการศึกษาจะสงผล ใหบุคลากรทางการศึกษาเกิดการพัฒนาศักยภาพ และเกิดการเรียนรูเทคนิควิธีการจัดการศึกษา ใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สําหรับการนําการ วิจัยมาใชในระบบการศึกษา มีองคประกอบที่

หลากหลายโดยองคประกอบที่มีความสําคัญ มากที่สุดในการนําวิจัยมาใชก็คือ ครู หรือผูจัด ประสบการณการเรียนรูใหกับผูเรียน สําหรับ การวิจัยที่ครูนํามาใชในการพัฒนาการเรียนรู

ของผูเรียนจะเปนงานวิจัยที่มีความสําคัญมาก ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของครูหรือในหองเรียน ของครู เนื่องจากในชั้นเรียนนับเปนกลไกหรือ ฟนเฟองแรกในการพัฒนาระบบการศึกษา โดยครู

ใชกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนหรือวิจัยเพื่อการ พัฒนาการเรียนรูเปนสวนหนึ่งในการทําวิจัยแลว

สงผลใหหองเรียนเกิดประสิทธิภาพ ผูเรียนเกิดการ เรียนรูเต็มศักยภาพ นําไปสูการพัฒนาระบบการ ศึกษาในภาพรวมไดอยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู (classroom action research) เพื่อพัฒนาการเรียนรูของ ผูเรียนจึงนับเปนการวิจัยที่มีความสําคัญตอการ พัฒนาคุณภาพผูเรียนเปนอยางมาก ในระหวาง ที่ครูจัดประสบการณการเรียนรูใหกับผูเรียน ครูตองมีการวัดและประเมินผลการเรียนรูของ ผูเรียนอยางสมํ่าเสมอทั้งระหวางเรียน (formative evaluation) และหลังเรียน (summative evaluation) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและ ประสบการณการจัดการเรียนรูใหกับผูเรียน (Polphasert, 2009) ดังนั้นหากครูผูสอนนําการ วิจัยมาเปนสวนหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรียนรู

ใหกับผูเรียนจะทําใหการเรียนรูในชั้นเรียนนั้น เกิดประสิทธิภาพไดเปนอยางดีและเกิดความ ยั่งยืนในตัวผูเรียนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู

ระหวางเพื่อนครูจนเกิดเปนสังคมแหงการ เรียนรูขึ้นในโรงเรียน หากครูทุกคนในโรงเรียน ใชการวิจัยเปนสวนหนึ่งในการพัฒนาการเรียนรู

หรือแกปญหาใหกับผูเรียนจนทําใหผูเรียนเกิด การพัฒนาไดอยางมีประสิทธิภาพและสามารถ ขับเคลื่อนนวัตกรรมในการเรียนรูอยางมากมาย (Cormack & Nichols, 2019) เพราะการวิจัย ในชั้นเรียนของครูเปนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ที่ครูทํางานรวมกันในการประเมินการปฏิบัติ

ในระหวางการจัดประสบการณการเรียนรูใหกับ ผูเรียนอยางชัดเจนโดยใชการวิจัยการปฏิบัติ

แบบมีสวนรวมระหวางครูผูสอนและตัวผูเรียน (Elliott, 2019)

(4)

แตในสถานการณปจจุบัน พบวา การทํา วิจัยของครูเกิดปญหาขึ้นอยางมาก เชน ครู

มักจะแยกงานวิจัยออกจากงานประจําของตัวเอง ทําใหครูมองการวิจัยวาเปนภาระที่นอกเหนือ จากการสอน ปจจุบันมีความพยายามผลักดัน องคความรูหรือวิธีการทําวิจัยในชั้นเรียนใหกับครู

แตยังพบวา การนําวิจัยเขาไปใชในการพัฒนา การเรียนรูใหกับผูเรียนยังอยูในลักษณะที่จํากัด ในบางครั้งยังเกิดความคลาดเคลื่อนในเรื่องของ หลักการทําวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู

ของผูเรียนเนื่องมาจากหลาย ๆ สาเหตุ เชน ครู

บางทานมองวาการวิจัยเปนภาระที่นอกเหนือ แคในเรื่องของการสอนก็หมดเวลาไปกับการ จัดกิจกรรมใหกับผูเรียน หรือครูบางทานยังมอง วาการวิจัยเปนเรื่องที่ยุงยากและลําบาก เนื่องจากมีระเบียบวิธีวิจัยเขามาเกี่ยวของ มากมาย ทําใหครูสวนใหญไมทําการวิจัยหรือ ทําเฉพาะเวลาที่จําเปนเทานั้น เชน ทําเพื่อ นําไปเปนสวนหนึ่งในการขอผลงานหรือใช

ในการปรับเงินเดือนเทานั้น (Phusee-orn, 2015; Sopakayong, 2013; Wongwanich, 2010 & Muenthep, 2017) นอกจากนั้น ปญหาที่สงผลตอการผลิตงานวิจัยของครู คือ ครูมีงานพิเศษนอกเหนือจากภาระของการ จัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะครูในโรงเรียน เอกชนจะเนนจัดกิจกรรมการเรียนรูใหกับผูเรียน และการบริการผูปกครองเปนหลัก ประกอบกับ ปญหาของโรงเรียนเอกชนที่สําคัญ ประการหนึ่ง คือครูมีอัตราการคงอยูที่ไมแนนอนในบางที่มีการ เขาออกของครูอยูบอยครั้งทําใหกระบวนการวิจัย ในการพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนไมตอเนื่อง

และขาดการแลกเปลี่ยนการเรียนรูดังกลาว จนไมสามารถทําใหโรงเรียนกลายเปนสังคม แหงการเรียนรูโดยใชกระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนา การเรียนรูของผูเรียนมาเปนฐานในการพัฒนา โรงเรียนได และจากการศึกษาเพิ่มเติม พบวา การทําวิจัยของครูยังทําเพื่อใหมีสงเพียงเทานั้น เนื่องจากในระบบของโรงเรียนเอกชนบางแหง ไมไดนําการวิจัยเปนสวนหนึ่งของการปรับขึ้น เงินเดือนหรือเปนเกณฑในการพัฒนาวิชาชีพ ในสายงานของครูเปนตน (OPEC, 2013 &

Muenthep, 2017)

จากความสําคัญของการนําวิจัยไปใช

ในการพัฒนาการเรียนรูในหองเรียนของครู

ที่มีตอผูเรียนและสถานการณในปจจุบันที่เกิด ปญหาในการนําวิจัยไปใชในชั้นเรียน ผูวิจัย ไดวิเคราะหและ สังเคราะหทฤษฎีและงานวิจัย พบวา ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัย ของครูโรงเรียนเอกชนและศึกษาสภาพการผลิต งานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชน ประกอบดวย 1. ดานการบริหารงานของโรงเรียน ไดแก

นโยบายของโรงเรียน การสรางขวัญและกําลังใจ ใหกับครู 2. ดานสมรรถนะการวิจัยของครู

ไดแก ความรูดานการวิจัย เจตคติตอการ วิจัย ทักษะการทําวิจัย 3.ดานบริบทของครู

ไดแก ความตั้งใจและทุมเทของครู ประสบการณ

ในการทําวิจัย เวลาและภาระงานของครู 4. ดาน สภาพแวดลอมในโรงเรียน ไดแก เพื่อนครู

แหลงเรียนและที่ปรึกษางานวิจัย ดังนั้นผูวิจัย เห็นถึงความจําเปนในการศึกษาวิจัยประเด็น ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครู

โรงเรียนเอกชนเพื่อนํามาเปนแนวทางและ

(5)

กําหนดเปนนโยบายสําหรับหนวยงานที่เกี่ยวของ กับการพัฒนาระบบการศึกษาของโรงเรียน เอกชน ตลอดจนโรงเรียนเอกชนสามารถนําไป เปนกลยุทธในการพัฒนา สงเสริมศักยภาพ การทําวิจัยใหกับครูจนเกิดโรงเรียนแหงการ เรียนรูโดยใชการวิจัยเปนฐานเพื่อพัฒนาไปสู

การแกปญหาและพัฒนาการเรียนรูของผูเรียน ในชั้นเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพและยั่งยืนตอไป วัตถุประสงคของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอการ ผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขต กรุงเทพและปริมณฑล

2. เพื่อศึกษาสภาพการผลิตงานวิจัย ของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ขอบเขตการวิจัย

1. ขอบเขตดานประชากร การศึกษา เชิงปริมาณ ประชากรที่ใชในการเก็บรวบรวม ขอมูล คือ ครูโรงเรียนเอกชนระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานประเภทสามัญ ในเขตกรุงเทพฯ

และปริมณฑล ประจําปการศึกษา 2561 จํานวน 400 คน การศึกษาเชิงคุณภาพ ผูใหขอมูลหลัก ที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล คือ ครูโรงเรียน เอกชนและผูดูแลการผลิตผลงานวิจัยของครู

จํานวน 12 คน

2. ขอบเขตดานเนื้อหา ผูวิจัยศึกษา เนื้อหา 2 ประเด็นหลัก คือ ปจจัยที่มีอิทธิพล ตอการผลิตผลงานวิจัยของครูและ สภาพการ ผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล

3. ขอบเขตดานพื้นที่การศึกษา ไดแก

โรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 4. ขอบเขตดานระยะเวลา เก็บขอมูล ชวงเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ป พ.ศ. 2562 กรอบแนวคิดของการวิจัย

จากการศึกษาโดยการวิเคราะหและ สังเคราะหเอกสารทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ กับปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของ ครูและสภาพการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียน เอกชนของนักวิชาการตาง ๆ ไดดังภาพที่ 1

(6)

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดของการวิจัย

ดานการบริหารงานของโรงเรียน 1. นโยบายของโรงเรียน

2. การสรางขวัญและกําลังใจใหกับครู

ดานสมรรถนะการวิจัยของครู

1. ความรูดานการวิจัย 2. เจตคติตอการวิจัย 3. ทักษะการทําวิจัย

การผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชน ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ไดแก

1. การวิเคราะหสภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน 2. การวางแผนและกําหนดประเด็นปญหา ที่ตองการแกไข

3. การปฏิบัติตามแผนที่กําหนด 4. การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

5. การสะทอนผลจากการปฏิบัติเพื่อนําไปสูการ ปรับปรุงแกไข

6. การนําผลการวิจัยไปใช

ดานบริบทของครู

1. ความตั้งใจและทุมเทของครู

2. ประสบการณในการทําวิจัย 3. เวลาและภาระงานของครู

ดานสภาพแวดลอมในโรงเรียน 1. เพื่อนครู

2. แหลงเรียนและปรึกษางานวิจัย

ระเบียบวิธีวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยแบบผสม (mixed method research) เพื่อศึกษาปจจัย ที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียน เอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑลและศึกษา สภาพการผลิตงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชน ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยมีขั้นตอน ในการดําเนินการวิจัย ดังนี้

1. ประชากรและกลุมตัวอยางการศึกษา ในครั้งนี้ เชิงปริมาณ ประชากรที่ใชในการเก็บ รวบรวมขอมูล คือ ครูโรงเรียนเอกชนระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทสามัญ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไดแก ครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัด

กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี

จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และ จังหวัดสมุทรสาคร ประจําปการศึกษา 2561 จํานวนทั้งหมด 1,023 โรงเรียน (OPEC, 2018) สุมกลุมตัวอยาง ไดแก ครูโรงเรียนเอกชนใน จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัด นนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร โดยวิธีการสุมแบบ หลายขั้นตอน (multi-stage sampling) จํานวน 400 คน ใชสูตรของ ใชสูตรของ W.G.cochran (Cochran, 1977) ในกรณีไมทราบสัดสวนของ ประชากร กําหนดคาความเชื่อมั่นที่ระดับ 95%

(7)

และความคลาดเคลื่อน 5% เชิงคุณภาพ ผูให

ขอมูลหลักในการเก็บรวบรวมขอมูล จํานวน 12 คน ไดแก กลุมที่ 1 ครูโรงเรียนเอกชนที่มี

ประสบการณในการทําวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนอยางนอย 3 ป

จํานวน 6 คนและกลุมที่ 2 ตัวแทนผูบริหาร โรงเรียนหรือผูดูแลการผลิตผลงานวิจัยของครู

ที่มีประสบการณอยางนอย 5 ป ในการกํากับ ดูแล สงเสริม และตรวจสอบการวิจัยของครูในโรงเรียน เอกชน จํานวน 6 คน

2. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย การศึกษา ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของ ครูโรงเรียนเอกชนและศึกษาสภาพการผลิต งานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชน เครื่องมือที่ใช

เปนแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ โดย แบบสอบถาม มี 4 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 1 เปนขอมูลพื้นฐานของผูตอบ แบบสอบถามเกี่ยวกับเพศ อายุ ประสบการณ

สอน ประสบการณการทําวิจัย ระดับชั้นที่สอน จํานวนชั่วโมงสอนตอสัปดาห คุณวุฒิการศึกษา สาขาที่จบการศึกษา ใบประกอบวิชาชีพครู ภาระ งานอื่นที่นอกเหนือจากการสอน จํานวนงานวิจัย ที่ทําและลักษณะงานวิจัยที่ทําจํานวน 12 ขอ

ตอนที่ 2 เปนขอคําถามเกี่ยวกับปจจัย ที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียน เอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑลในดาน 1. ดานการบริหารงานของโรงเรียน ไดแก นโยบาย ของโรงเรียน การสรางขวัญและกําลังใจใหกับครู

2. ดานสมรรถนะการวิจัยของครู ไดแก ความรู

ดานการวิจัย เจตคติตอการวิจัย ทักษะการทํา วิจัย 3. ดานบริบทของครู ไดแก ความตั้งใจและ

ทุมเทของครู ประสบการณในการทําวิจัย เวลา และภาระงานของครู 4. ดานสภาพแวดลอม ในโรงเรียน ไดแก เพื่อนครู แหลงเรียนและปรึกษา งานวิจัย จํานวน 62 ขอ โดยมีคาความนาเชื่อถือ อยูที่ .978

ตอนที่ 3 เปนขอคําถามเกี่ยวกับสภาพ การผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขต กรุงเทพและปริมณฑลในดาน 1. การวิเคราะห

สภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน 2. การวางแผน และกําหนดประเด็นปญหาที่ตองการแกไข 3. การปฏิบัติตามแผนที่กําหนดการสังเกตผล ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ 4. การสะทอนผลจาก การปฏิบัติเพื่อนําไปสูการปรับปรุงแกไข 5. การนํา ผลการวิจัยไปใชประโยชน หมายถึง จํานวน 46 ขอ โดยมีคาความนาเชื่อถืออยูที่ .931

ตอนที่ 4 เปนขอเสนอแนะอื่น ๆ เพิ่มเติม แบบสัมถาษณ เปนแบบสัมภาษณที่

ไมมีโครงสราง ใชในการสัมภาษณแบบเจาะลึก รายบุคคล ประกอบดวยคําถามที่เกี่ยวของกับ ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครู

โรงเรียนเอกชนและศึกษาสภาพการผลิตงานวิจัย ของครูโรงเรียนเอกชน จํานวน 10 ขอ

3. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ทั้งแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ ใชการ วิเคราะหหาคาดัชนีความสอดคลองระหวาง ขอคําถามกับวัตถุประสงคการวิจัย โดยผู

เชี่ยวชาญ 5 ทาน หาความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยนําไปทดลองใชจํานวน 30 ชุด กับกลุมที่ไมใช

กลุมตัวอยางในงานวิจัยโดยใชสูตรสัมประสิทธิ์

แอลฟาครอนบาค มีคาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เทากับ .98

(8)

4. การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยทํา หนังสือจากมหาวิทยาลัยสงไปยังกลุมตัวอยาง โดยสงหนังสือพรอมกับแบบสอบถามที่ลงรหัส เรียบรอยแลว ขอความอนุเคราะหใหทางโรงเรียน กลุมตัวอยางเก็บขอมูลงานใหในชวงเดือน เมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม ป พ.ศ. 2562 และสงคืนทางไปรษณีย แลวผูวิจัยนําผลมา วิเคราะหเชิงปริมาณ หลังจากนั้นติดตอไปยัง ผูใหขอมูลหลักเพื่อเก็บขอมูลเชิงคุณภาพโดยการ สัมภาษณแบบเจาะลึกรายบุคคล เพื่อนําผล มาวิเคราะหรวมกันในการรายงานผลการวิจัย

5. สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ผูวิจัยใชสถิติเชิงพรรณนา ไดแก คาความถี่

คารอยละ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการวิเคราะหขอมูลพื้นฐานและสภาพการผลิต งานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพ และปริมณฑลและใชการวิเคราะหการถดถอย พหุคูณ ดวยวิธี ENTER ในการวิเคราะหปจจัย ที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียน

เอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยกําหนด ระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผลการวิจัย สรุปผลการวิจัย

1. ขอมูลพื้นฐานของครู สวนใหญเปน เพศหญิง มีอายุมากกวา 50 ปขึ้น มีระยะเวลา ในการทํางานมากกวา 15 ปขึ้นไป มีประสบการณ

การทําวิจัย มากกวา 10 ปขึ้นไป สอนในระดับ ประถมศึกษา สอนตั้งแต 16-20 ชั่วโมง โดยมี

คุณวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี จบสาขา ทางการศึกษา และมีใบประกอบวิชาชีพครู

โดยครู สวนใหญไมมีภาระงานอื่นที่นอกเหนือ จากการสอน และทํา 1 เรื่องตอป ซึ่งสวนใหญ

ทําวิจัยแบบกึ่งทางการ (วิจัย 5-10 หนา) 2. ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงาน วิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพและ ปริมณฑล

(9)

จากผลการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณ ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตงานวิจัยของครู

โรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล พบวา ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตงานวิจัยของ ครูโรงเรียนเอกชนมากที่สุด ไดแก บริบทของครู

(.394) รองลงมาไดแก สมรรถนะการวิจัยของครู

(.334) และสภาพแวดลอมในโรงเรียน (.231) ตามลําดับ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<.05) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธพหุ (R) ระหวางชุดตัวแปร อิสระ (ไดแก การบริหารงานของโรงเรียน สมรรถนะ การวิจัยของครู บริบทของครูและสภาพแวดลอม ในโรงเรียน) กับตัวแปรตาม (การผลิตงาน วิจัยของครูโรงเรียนเอกชน) เทากับ .885 สัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) เทากับ .783 และสัมประสิทธิ์การอธิบาย (Adjusted R2)

เทากับ .781 โดยมีประสิทธิภาพรวมกันในการ ทํานายปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัย ของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ไดรอยละ 78.1 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเขียนเปนสมการพยากรณ (คะแนนดิบ) และ สมการพยากรณ (คะแนนมาตรฐาน) ไดดังนี้

Y^ = 1.64 + .359 X2 +.418 X3 + .171 X4 (คะแนนดิบ)

Z^

y = .334Z X2 +.394Z X3 + .231Z X4 (คะแนนมาตรฐาน)

เชิงคุณภาพ ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิต ผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล พบวา ตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุด ไดแก บริบทของครู คือ ครูทุกภาคสวนในโรงเรียน ตระหนักและเห็นคุณคาของการวิจัยเพื่อพัฒนา ตารางที่ 1 การวิเคราะหการถดถอยพหุคูณของปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครู

โรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

ปจจัยที่มีอิทธิพล ตอการผลิตผลงานวิจัย ของครูโรงเรียนเอกชน Constant

1. ดานการบริหารงานของโรงเรียน (X1) 2. ดานสมรรถนะการวิจัยของครู (X2) 3. ดานบริบทของครู (X3)

4. ดานสภาพแวดลอมในโรงเรียน (X4)

R = .885 R2 = .783 Adjusted R2 = .781 F = 355.418 Sig = .000*

*นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05

unstandardized coefficients

standardized coefficients

t b

.164.008 .359 .418.171

.106.032 .046 .052.030

.009.334 .394.231

1.546 .237 7.879 8.001 5.725

.123.813 .000*

.000*

.000*

Std. Error Beta p

(10)

การเรียนรูใหกับผูเรียน โดยปจจัยที่สําคัญในการ ผลิตงานวิจัยของครูเกิดมาจากภายในตัวครูที่

ตองการแกปญหาใหกับผูเรียน โดยเฉพาะปจจัย ดานสมรรถนะการวิจัยของครู ไดแก ความรู

ดานการวิจัย เจตคติตอการวิจัย และทักษะการ วิจัย เพราะเปนปจจัยที่เกิดขึ้นจากภายในของ ตัวครูที่เห็นคุณคาของการทําวิจัยเพื่อแกปญหา หรือพัฒนาการเรียนรูใหกับผูเรียน ซึ่งเจตคติ

ตอการวิจัยนับเปนปจจัยที่สงผลใหครูผลิต ผลงานวิจัยมากที่สุด ไดแก วิจัยโดยคํานึงถึง

ผลที่เกิดขึ้นกับผูเรียนเปนหลัก และความตั้งใจ และทุมเทของครู ไดแก การเห็นคุณคาและ ความสําคัญของการทําวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู

และผูเรียนและพัฒนาความเปนครูมืออาชีพมาก ยิ่งขึ้น และสุดทายในประเด็นของสภาพแวดลอม ในโรงเรียนที่สงเสริมใหครูทํางานทํางานวิจัย แบบเรียนรูรวมกัน มีระบบพี่เลี้ยงและสิ่งอํานวย ความสะดวกเพื่อสงเสริม

3. สภาพการผลิตผลงานวิจัยของครู

โรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ตารางที่ 2 คาเฉลี่ย ( ) และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สภาพการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียน

เอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล

รายการสภาพการผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชน ในภาพรวม

1. การวิเคราะหสภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน

2. การวางแผนและกําหนดประเด็นปญหาที่ตองการแกไข 3. การปฏิบัติตามแผนที่กําหนด

4. การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

5. การสะทอนผลจากการปฏิบัติเพื่อนําไปสูการปรับปรุงแกไข 6. การนําผลการวิจัยไปใชประโยชน

รวม

3.903.88 3.743.88 3.793.64 3.81

.658.635 .622 .629.663 .696 .592

มากมาก มาก มากมาก มาก มาก ระดับความคิดเห็น

S.D. แปลความ

(11)

สภาพการผลิตผลงานวิจัยของครู

โรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยภาพรวม อยูในระดับมาก ( = 4.81, S.D. = .592) เมื่อพิจารณารายดาน การวิเคราะห

สภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนมีคามากที่สุด อยูในระดับมาก ( = 3.90, S.D. = .658) รองลงมา ไดแก การวางแผนและกําหนดประเด็น ปญหาที่ตองการแกไข อยูในระดับมาก ( = 3.88, S.D.= .635) และการสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการ ปฏิบัติอยูในระดับมาก ( = 3.88, S.D. = .629) ดานที่มีคาเฉลี่ยนอยที่สุด ไดแก การนําผลการ วิจัยไปใชประโยชนอยูในระดับมาก ( = 3.64, S.D. = .696) ตามลําดับ

เชิงคุณภาพ การผลิตผลงานวิจัย ของครูโรงเรียนเอกชนมีการดําเนินการอยูแลว ในระหวางการจัดการเรียนรูใหกับผูเรียนตาม รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (classroom action research) โดยเฉพาะในประเด็นของ การวิเคราะหสภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน การวางแผนและกําหนดประเด็นปญหาที่

ตองการแกไข การปฏิบัติตามแผนที่กําหนด การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ การสะทอน ผลจากการปฏิบัติเพื่อนําไปสูการปรับปรุงแกไข และการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนเพื่อแก

ปญหาและพัฒนาการเรียนรูใหกับผูเรียนอยาง ตอเนื่อง โดยมีทั้งที่เปนแบบไมเปนทางการ (วิจัย หนาเดียว) แบบกึ่งทางการ (วิจัย 5-10 หนา) และแบบเปนทางการ (วิจัย 5 บท) โดยครูจะให

ความสําคัญกับทุกประเด็นที่เปนแนวทางในการ ทําวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรูของผูเรียน ไดแก

การวิเคราะหสภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน

รองลงมาไดแก การวางแผนและกําหนดประเด็น ปญหาที่ตองการแกไข การสังเกตผลที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัติอยู การปฏิบัติตามแผนที่กําหนด การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ การสะทอน ผลจากการปฏิบัติเพื่อนําไปสูการปรับปรุงแกไข และการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน ซึ่งประเด็น ที่ครูใหความสําคัญมากที่สุด คือ การวิเคราะห

สภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน โดยเฉพาะ ประเด็นนําผลการพัฒนาผูเรียน ผลการสอน และขอมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวของมาใชในการวิเคราะห

หาปญหาและการจัดลําดับความสําคัญของ ปญหาที่เกิดขึ้นกับผูเรียน

อภิปรายผลการวิจัย

ผลการศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอการ ผลิตผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนในเขต กรุงเทพและปริมณฑล พบวา ปจจัยที่สําคัญ ในการผลิตงานวิจัยของครูเกิดมาจากภายใน ตัวครูที่ตองการแกปญหาใหกับผูเรียนโดยเฉพาะ ปจจัยดานสมรรถนะการวิจัยของครู ไดแก

เจตคติตอการวิจัย รวมทั้งดานบริบทของครู ไดแก

ความตั้งใจและทุมเทของครู ที่เปนปจจัยหลัก ทําใหครูประสบความสําเร็จในการทําวิจัย เพราะเปนปจจัยที่เกิดขึ้นจากภายในของตัวครู

ที่เห็นคุณคาของการทําวิจัยเพื่อแกปญหาหรือ พัฒนาการเรียนรูใหกับผูเรียน โดยเฉพาะเจตคติ

ตอการวิจัยนับเปนปจจัยที่สงผลใหครูผลิต ผลงานวิจัยมากที่สุด ไดแก วิจัยโดยคํานึงถึง ผลที่เกิดขึ้นกับผูเรียนเปนหลัก และความตั้งใจ และทุมเทของครู ไดแก การเห็นคุณคาและความ สําคัญของการทําวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู

และผูเรียนและพัฒนาความเปนครูมืออาชีพ

(12)

มากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ มณฑา วิชัยวุฒิ สุธาภรณ วรกาญจนกุล และ วิโรชน

หมื่นเทพ (Wichaiwul, 2010; Worakanjanakul, 2013 & Muenthep, 2017) ที่พบวา ครู

มีความเขาใจวาการทําวิจัยในชั้นเรียนเปนสิ่งที่

มีความสําคัญและสามารถชวยแกปญหาหรือ พัฒนาการเรียนรูของผูเรียนไดอยางเต็มตาม ศักยภาพของผูเรียนแตละคนนอกจากนั้นยังพบ ปจจัยที่ชวยสนับสนุนใหครูสามารถพัฒนา สมรรถนะการวิจัยของตัวเองไดแก 1. การให

ความสําคัญของผูบริหารเกี่ยวกับการพัฒนา งานวิจัย 2. การปลุกจิตวิญญาณของความ เปนครู ใหครูมีหัวใจของการเปนนักแกปญหา และนักพัฒนางานวิจัย 3. ประสบการณในการ ทํางานของครูจะสงผลใหครูเกิดสมรรถนะในการ ทําวิจัยที่ดีตลอดจนทักษะในการนําเสนอทั้งทักษะ ในการเขียนและทักษะในการนําเสนองานวิจัย ซึ่งรูปแบบที่เหมาะสมที่จะทําใหครูทําวิจัยได

คือรูปแบบการทําวิจัยที่ไมเปนทางการมากเกินไป และเปนไปตามบริบทของโรงเรียนเอกชน ซึ่งเกี่ยวของกับภาระงานในการทํางานประจํา และงานวิจัยของครู โดยการจะทําใหงานวิจัย ในชั้นเรียนของครูเกิดความยั่งยืนจะตองนํา กระบวนการวิจัยเขามารวมกับการจัดการเรียน การสอนของครูโดยไมยึดรูปแบบที่เครงครัด มากจนเกินไปจะทําใหครูสามารถพัฒนางานวิจัย เปนงานประจําได นอกจากนั้นการทํางานวิจัย ของครูยังสงผลใหครูไดรับการยอมรับนับถือ และสงเสริมความกาวหนาในหนาที่การงาน ของครูไดอยางตอเนื่อง ในสวนของการผลิต ผลงานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชนมีการ

ดําเนินการอยูแลวในระหวางการจัดการเรียนรู

ใหกับผูเรียนตามรูปแบบการวิจัยปฏิบัติการ ในชั้นเรียน (classroom action research) ในประเด็นของการวิเคราะหสภาพปญหาที่เกิดขึ้น ในชั้นเรียน การวางแผนและกําหนดประเด็น ปญหาที่ตองการแกไข การปฏิบัติตามแผนที่

กําหนด การสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ

การสะทอนผลจากการปฏิบัติเพื่อนําไปสูการ ปรับปรุงแกไข และการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน

เพื่อแกปญหาและพัฒนาการเรียนรูใหกับผูเรียน อยางตอเนื่อง โดยครูจะใหความสําคัญกับ ทุกประเด็นที่เปนแนวทางในการทําวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรูของผูเรียน ซึ่งประเด็น ที่ครูใหความสําคัญมากที่สุดคือการวิเคราะห

สภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน โดยเฉพาะ ประเด็นนําผลการพัฒนาผูเรียน ผลการสอน และขอมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวของมาใชในการวิเคราะห

หาปญหาและการจัดลําดับความสําคัญของ ปญหาที่เกิดขึ้นกับผูเรียน ซึ่งสอดคลองกับงาน วิจัยของ เศรษฐวิชญ ชโนวรรณ (Chanowan, 2009) ไดศึกษาการวิเคราะหความคิดเห็นของครู

ที่มีตอการทําวิจัยในชั้นเรียนดวยวิธีวิทยาคิว พบวา ความคิดเห็นของครูจําแนกได 6 ประเด็น คือ 1) ความตระหนักในความสําคัญของการทํา วิจัยในชั้นเรียน 2) ความมุงหมายหรือเหตุผล ของการทําวิจัยในชั้นเรียน 3) กระบวนการ ปฏิบัติการทําวิจัยในชั้นเรียน 4) ประโยชนที่จะ ไดรับจากการทําวิจัยในชั้นเรียน 5) ผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากการทําวิจัยในชั้นเรียน และ 6) ปญหาและอุปสรรคของการทําวิจัยในชั้นเรียน โดยเฉพาะความตระหนักในความสําคัญของการ

(13)

ทําวิจัยในชั้นเรียน และสอดคลองกับ รัตติมา โสภาคะยัง (Sopakayong, 2013) ไดศึกษาการ พัฒนาศักยภาพครูดานการทําวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนบานหวยกอก 1 สังกัดสํานักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร ผลการวิจัยพบวาโรงเรียน มีการนิเทศติดตาม ผลการดําเนินการทําวิจัยในชั้นเรียนใหคําปรึกษา แนะนําและแลกเปลี่ยนเรียนรูแกผูรวมวิจัย ใน 5 ขั้นตอนประกอบดวยการสํารวจและ วิเคราะหปญหาการกําหนดวิธีการแกปญหาการ พัฒนาวิธีการหรือนวัตกรรมการนําวิธีการหรือ นวัตกรรมไปใชและการสรุปผลและรายงานผล โดยมีวิทยากรเปนผูเชี่ยวชาญดานการวิจัยใน ชั้นเรียนคอยชวยเหลือ

ขอเสนอแนะ

ขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัย ไปใช

1. ผูบริหารสถานศึกษาควรนําไปเปน แนวทางในการสงเสริมใหครูทําวิจัยตอไปได

โดยทําเปนงานวิจัยกึ่งทางการ (5-10 หนา) 2. ผูบริหารสถานศึกษาควรนําไปกําหนด รูปแบบระบบพี่เลี้ยง เพื่อเปนตนแบบในการผลิต งานวิจัยของครูคนอื่น ๆ โดยเฉพาะในประเด็น

ของนําผลการวิจัยไปใชประโยชนเพื่อพัฒนา ใหเปนโรงเรียนสังคมแหงการแลกเปลี่ยนเรียนรู

มากยิ่งขึ้น

3. ผูบริหารสถานศึกษาควรมีนโยบาย สงเสริมใหครูนําผลวิจัยไปใชประโยชนให

มากยิ่งขึ้นโดยการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียน รูรวมกันเพื่อเปนแนวทางในการนําผลการวิจัย ไปใชพัฒนาการจัดการเรียนรูใหกับผูเรียน

4. สํานักงานคณะกรรมการสงเสริม การศึกษาเอกชนนําไปใชเปนขอมูลในการกําหนด นโยบายเพื่อพัฒนาความสามารถในการผลิต งานวิจัยของครูโรงเรียนเอกชน

ขอเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งตอไป 1. การวิจัยในครั้งนี้เปนการศึกษาเฉพาะ ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการผลิตผลงานวิจัยของครู

ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาเพื่อพัฒนาแนวทาง ในการสงเสริมใหครูโรงเรียนเอกชนสามารถผลิต ผลงานวิจัยไดอยางมีประสิทธิภาพ

2. การวิจัยในครั้งนี้เปนการศึกษาเฉพาะ ในบริบทของครูโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดังนั้นจึงควรศึกษาโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่ทั่วประเทศไทยเพื่อนํามาเปนขอมูล ในการสงเสริมใหเกิดรูปแบบการทําวิจัยของครู

โรงเรียนเอกชนที่เหมาะสมตอไป

(14)

REFERENCES

Chanowan, S. (2009). An analysis of teachers’ opinions towards classroom action research using Q methodology. Master of Educational Research Program. Faculty of Education, Chulalongkorn University. (in Thai)

Cormack, P. & Nichols, S. (2019). Teacher research and why it is more important than ever for our schools. Retrieved January 7, 2019, from https://www.aare.edu.au/

blog/?p=1838.

Elliott, J. (2019). Classroom Action Research. Retrieved January 7, 2019, from https://

pd.madison.k12.wi.us/node/232

Muenthep, W. (2017). The Development of Teacher’s Research Competencies for Improving Learning in Private Schools Through Formative Research Approach. Ph.D. Program in Educational Research, Measurement and Statistics. Faculty of Education, Burapa University. (in Thai)

National Research coun cil of Thailand. (2019). Vision, Mission, Strategies and other Main Features of NRCT. Retrieved January 7, 2019, from https://www.nrct.go.th/en/nrct/

Vision-Mission-Strategies. (in Thai)

Office of the Private Education Commission (OPEC). (2013). Strategic Plan for Education Promotion private. Bangkok: Office of the Private Education Commission. (in Thai) Office of the Private Education Commission (OPEC). (2018). Information system to support

private education promotion. Retrieved September 20, 2018, from https://psds.opec.

go.th/psds/SchoolPublic.htm (in Thai)

Phusee-orn, S. (2015). Research Exploitation for Learning Management: Academician Perspective by teacher experience. Retrieved January 7, 2019, from http://www.edu.tsu.

ac.th/major/eva/files/journal/ResearchExploitation.pdf (in Thai)

Polphasert, W. (2009). Why do research. Retrieved January 7, 2019, from https://www.stou.

ac.th/Schools/Shs/booklet/2_2552/Research.htm. (in Thai)

Reddy, C. (2019). Why Research is Important for Students, Humans, Education. Retrieved January 7, 2019, from https://content.wisestep.com/research-important-students- humans-education/

Sopakayong, R. (2013). Development of The Teachers’ Potential in Conducting Classroom Researches at Ban Huai Kok 1 School under The Office of Mukdahan Primary

(15)

Educational Service Area. Graduate Studies Journal. 10(49), 27-33. (in Thai) Wichaiwul, M. (2010). Factors In fluencing Achievement in Classroom Action Research Among

Teachers in the Three Southern Bordcr Provinces. Master of Educational in Research and Evaluation, Thaksin University. (in Thai)

Wongwanich, S. (2010). Classroom Action Research. (9th edition). Bangkok: Chulalongkorn University Printing House. (in Thai)

Worakanjanakul, S. (2013). Process Promoting in Classroom Action Research at Secondarykamphaengsan in Nakhonpathom Province. Master of Arts in Educational Administration. Graduate School, Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

(in Thai)

Zarah, L. (2019). 7 Reasons Why Research Is Important. Retrieved January 7, 2019, fromhttps://owlcation.com/academia/Why-Research-is-Important-Within-and- Beyond- the-Academe

Referensi

Dokumen terkait

The results of this test state that the work motivation of private high school teachers in the West Jakarta Region II Sub-Department can support better teacher performance

RISK FACTORS OF SOIL TRANSMITTED HELMINTHS AMONG ELEMENTARY SCHOOL STUDENTS IN CENTRAL SUMBA – WEST NUSA TENGGARA FAKTOR RISIKO INFEKSI SOIL TRANSMITTED HELMINTHS PADA ANAK USIA

Factors Associated with Sexual Intercourse, Condom-Use, and Perceived Peer Behaviors Among Adolescents in Malaysia: A School-Based Cross-Sectional Study Mohd Hatta Abdul Mutalip1,

Published by Universitas Pendidikan Ganesha The Influence of Multicultural Leadership and Teacher Professionalism on the Performance of Junior High School Teachers Evitha

The basis of this research is the impact and factors that influence the central performance of the State Elementary School Principals in North Sumatra Labuhan Batu Regency, especially

http://dx.doi.org/10.20473/jphrecode.v7i1.39509 11 ADOLESCENT-PARENT COMMUNICATION ON SEXUAL AND REPRODUCTIVE HEALTH AND ITS ASSOCIATED FACTORS AMONG HIGHER SECONDARY SCHOOL

Against this backdrop, this study seeks to delve deeper into the influence of educator professionalism and school culture on education quality within private vocational secondary

COUNSENESIA: Indonesia Journal EXAMINING GENDER MICROAGGRESSIONS IN ACADEMIC SETTINGS: AN ANALYSIS OF TYPES AND FACTORS CONTRIBUTING TO GENDER INEQUALITY AMONG TEACHERS IN SCHOOLS