การประเมินความตองการจําเปนของปจจัยที่มีผลตอการใชประโยชนวิจัยของ นิสิตบัณฑิตศึกษาทางการศึกษาของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ A NEEDS ASSESSMENT ON FACTORS AFFECTING RESEARCH
UTILIZATION OF GRADUATE STUDENTS IN EDUCATIONAL AT SRINAKHARINWIROT UNIVERSITY
ผูวิจัย ดร. ธีระภาพ เพชรมาลัยกุล1 Dr. Theeraphab Phetrnalhkul [email protected]
บทคัดยอ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงคเพื่อประเมินระดับ และความตองการจําเปนของปจจัยที่มีผลตอการใช
ประโยชนวิจัยของนิสิตบัณฑิตศึกษาทางการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจํานวน 214 คน จาก การสุมแบบหลายขั้นตอนตามกลุมหลักสูตรและ สาขาวิชาที่มีความเกี่ยวของกับดานการศึกษา เครื่องมือ ที่ใชคือแบบประเมินระดับและความตองการจําเปน ปจจัยที่มีผลตอการใชประโยชนวิจัยจํานวน 2 ตอน 63 ขอ สถิติที่ใชจําแนกเปนสองสวนคือ สถิติตรวจสอบ คุณภาพของเครื่องมือและสถิติเชิงพรรณนาสําหรับ ประเมินความตองการจําเปนของปจจัยที่มีผลตอการใช
ประโยชนวิจัย ผลการวิจัยพบวา
1. นิสิตบัณฑิตศึกษาทางการศึกษามีปจจัย สวนบุคคลดานเจตคติและความเชื่อตองานวิจัย ระดับ ปานกลาง-คอนขางสูง ดานความเกี่ยวของและมีสวน รวมกิจกรรมวิจัยระดับปานกลาง ดานการคนหา สารสนเทศระดับปานกลาง ยกเวนความสามารถใช
อินเทอรเน็ตสืบคนขอมูลและจํานวนวิทยานิพนธของ สถาบันที่ศึกษา มีคาเฉลี่ยระดับคอนขางสูง มีปจจัย บริบทแวดลอมดานการเรียนการสอนเนนใชประโยชน
วิจัยและ ดานการปรึกษาวิทยานิพนธระดับปานกลาง-
คอนขางสูง ดานทรัพยากรวิจัยระดับปานกลาง ยกเวน ทุนอุดหนุนการตีพิมพที่มีระดับคอนขางต่ํา และมีปจจัย ดานงานวิจัยที่ใชประโยชนระดับปานกลาง-คอนขางสูง โดยงานวิจัยเชิงคุณภาพมีระดับปจจัยนอยที่สุดในกลุม 2. เมื่อพิจารณาโดยรวมทุกกลุมปจจัย นิสิต บัณฑิตศึกษามีความตองการจําเปนมากที่สุดในกลุม ทุนวิจัย คือทุนอุดหนุนการตีพิมพ ทุนสนับสนุนการทํา วิจัย ทุนสนับสนุนการนําเสนอผลงานวิจัย ตามดวย ความเร็วการนําวิทยานิพนธสูระบบ และการอาน วารสารวิจัยตางประเทศ เมื่อพิจารณาโดยจําแนก ปจจัยรายดาน มีความตองการจําเปนในกลุมปจจัย สวนบุคคล ดานคนหาสารสนเทศมากที่สุด ไดแก การ อานวารสารวิจัยตางประเทศ การประชุมวิชาการ จํานวนวิทยานิพนธตางสถาบัน และการคนควาวิจัย ตางประเทศจากอินเตอรเน็ต ดานความมีสวนรวม กิจกรรมวิจัย ไดแก การอบรมความรูวิจัย การทํา กิจกรรมวิจัยเกี่ยวกับปริญญานิพนธ ในกลุมปจจัย บริบทแวดลอม มีความตองการจําเปนดานทรัพยากร วิจัยมากที่สุด คือทุนอุดหนุนการตีพิมพ ทุนสนับสนุน การทําวิจัย ทุนสนับสนุนการนําเสนอผลงานวิจัย ความเร็วการนําวิทยานิพนธเขาสูระบบ ความทั่วถึงของ WIRELESS LAN และจํานวนคอมพิวเตอรสืบคน
1อาจารยประจําภาควิชาการแนะแนวและจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
งานวิจัย จํานวนวารสารวิจัยตางประเทศ และตองการ วารสารที่ทันสมัย ในปจจัยดานประเภทงานวิจัยที่ใช มี
ความตองการจําเปนงานวิจัยเชิงคุณภาพมากที่สุด รองลงมาคืองานวิจัยดวยทีม งานวิจัยบูรณาการศาสตร
งานวิจัยที่ใชกระบวนการซับซอน งานวิจัยที่ใชสถิติ
วิเคราะหขั้นสูง งานวิจัยบริสุทธิ์สรางองคความรูตาม ลําดับ
คําสําคัญ : การประเมินความตองการจําเปน การใช
ประโยชนวิจัย บัณฑิตศึกษา
ABSTRACT
The objective of this research is to evaluate and conduct a needs assessment of factors affecting to research utilization of 214 graduate students in education at Srinakharinwirot University derived from multi- stage sampling according to curriculum and department. The research instruments is questionnaire for measuring the level and assessing the need of factors affecting to research utilization which consisted of 63 items in 2 parts. The statistics using in this study was used to check quality of the instrument and analyze the need. The results are as follow:
1. Personal factors: graduate students have moderate to high level on attitude and believe in research factor, moderate level on research activities, moderate level on information seeking factors except internet searching capability and number of theses which are high.
Contextual factors: they have moderate to high level on research-based teaching, moderate level
on research resources factors except publication fund which is low. They have moderate to high level in research usage factors and the lowest in this group is qualitative research.
2. Considering all groups of factors, graduate students need the most in research fund factors such as publication fund, research operation fund, dissemination fund, followed by velocity to lay updated theses on shelf, and international journal reading. Considering personal factors group, they need the most in information seeking such as international journal reading, academic conference, amount of external theses, and foreign research searching respectively. For research activities participation, the students show their highest need in research training and doing research activities relevant to their theses. Considering contextual factors, there are highest need on research resources such as publication fund, research operation fund, dissemination fund, velocity to lay updated theses on shelf, wireless LAN adequacy and amount of computers. Considering types of used research, the highest need is qualitative research followed by team research, integration research, multi-phases research, high statistics analysis research, and pure research, respectively.
Keywords : Needs Assessment Research Utilization Graduate Student
ความเปนมาของการวิจัย
การใชประโยชนวิจัย (research utilization) เปนประเด็นการศึกษาที่สําคัญของนักวิจัยและผูบริหาร มาอยางตอเนื่อง ผูบริหารจัดการงานวิจัย ผูบริหารจัด การศึกษา คณาจารย นิสิต ตลอดจนผูมีสวนเกี่ยวของ ลวนตองการสารสนเทศเกี่ยวกับประโยชนวิจัยในมิติ
ตางๆ นักวิชาการตางใหความสําคัญวาการวิจัยตองมุง นําผลผลิตไปใชใหเกิดผลลัพธตามวัตถุประสงค เอื้อให
สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไปใน ทิศทางที่ถูกตองและมีประสิทธิภาพ การวิจัยทําใหผูใช
ประโยชนไดสารสนเทศที่มีคุณภาพจากการทดลอง คนความาอยางมีระบบและนาเชื่อถือ การวิจัยจึงตอง ไมใชคํานึงแคผลวิจัยเทานั้น แตตองคํานึงถึงการนําผล วิจัยไปใชประโยชนดวย (ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท, 2535;
จินตนาภา โสภณ, 2539; มนตรี จุฬาวัฒนฑล, 2544;
วิจารณ พานิช, 2546)
ประเทศไทยประกาศใชพระราชบัญญัติสภา วิจัยแหงชาติฉบับแรกใน ป พ.ศ. 2499 และเปลี่ยนเปน สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติในป พ.ศ. 2515 ถือเปนชวงกอตั้งระบบวิจัยและแสดงถึงการให
ความสําคัญกับการนําวิจัยมาใชเปนเครื่องมือพัฒนา ใหสอดคลองกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ (ฉบับที่ 1 เริ่ม พ.ศ.2504) เมื่อเขาสูป พ.ศ.
2520 มีการจัดทํานโยบายและแนวทางการวิจัย แหงชาติ มีการตรวจสอบติดตามประเมินผลการวิจัยที่
เปนทุนจัดสรรงบประมาณแผนดินโดยสํานักงาน คณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (วช.) ใหเปนไปตาม นโยบายและแผนวิจัยสนองตอการพัฒนาประเทศ ประสานงานและประสานประโยชนรวมกัน ปองกันการ ซ้ําซอน และคุมคางบประมาณแผนดิน สอดคลอง นโยบายและแนวทางการวิจัยของชาติ ฉบับที่ 1–3 (พ.ศ. 2520-2534) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แหงชาติ ฉบับที่ 4-6 (พ.ศ. 2520-2534) (ธีระภาพ
เพชรมาลัยกุล, ศิริชัย กาญจนวาสี และนงลักษณ
วิรัชชัย, 2550) เริ่มปรากฏงานวิจัยที่คนควาหาความรู
ในประเด็นเกี่ยวกับการใชประโยชนวิจัย
งานวิจัยในชวงนี้เริ่มศึกษาสภาพปญหาการ นําผลวิจัยไปใชประโยชน โดยทวีป อภิสิทธิ์ (2521) ศศิธร พีรภูติ (2523) ไดสํารวจปญหาในการใช
ผลงานวิจัยของผูบริหารในสถาบันอุดมศึกษา พบวา ผูบริหารนําผลการศึกษาไปใชในการปฏิบัติงานใน เกณฑปานกลางคอนขางต่ําเพราะยังมีชองวางระหวาง นักวิจัยและผูใชผลวิจัย มาลี สมิธิสัมพันธ และคณะ (2522) ไดวิจัยสํารวจการนําผลการวิจัยไปใชของ อาจารยมหาวิทยาลัย แสดงผลสัดสวนของการ สนับสนุนทุนวิจัยของไทยในเวลาดังกลาววาเปน งานวิจัยดานวิทยาศาสตรมากกวาดานสังคมศาสตร
และเนนการวิจัยเชิงประยุกต งานวิจัยสวนใหญ
ประมาณรอยละ 56 ยังไมเคยนําไปใชเลยหรือไมแนใจ วาถูกนําไปใช โดยนําไปใชในงานที่รับผิดชอบคอนขาง สูง ใชอางอิงหรือไปวิจัยตอในระดับปานกลางและ นําไปใชแกปญหาสังคมทั่วไปในระดับนอย และ อาจารยมหาวิทยาลัยสวนใหญใชงานวิจัยในลักษณะ การอางอิง
ในป พ.ศ.2535-2539 ประเทศไทยเขาสู
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 7 ถือ เปนชวงสานตอการพัฒนาระบบวิจัยใหมีคุณภาพ เนน การบริหารจัดการระบบวิจัยใหเกิดความคุมคา กอ ผลลัพธการใชประโยชนวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพการ แขงขันใหสูงขึ้น มีการนําแนวคิด “องคกรอิสระ” ที่
คลองตัวในการบริหารและมีอิสระจากการเมืองมาใช
ดวยการตั้งสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในป พ.ศ. 2535 ทําหนาที่บริหารจัดการทุนวิจัยให
คุมคาและเกิดผลลัพธการใชประโยชน ควบคูกับการ ทํางานของสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (วช.)
ทําใหองคกรในระบบวิจัยไทยมีการบริหารจัดการเปน 3 ระดับคือ ระดับนโยบาย (สํานักงานคณะกรรมการวิจัย แหงชาติ) ระดับบริหารจัดการทุนวิจัย (สํานักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย) และระดับหนวยปฏิบัติการ
งานวิจัยดานนี้ในชวงเวลาดังกลาวมุงสํารวจ สภาพปญหา รูปแบบของนําผลวิจัยไปใชประโยชน
และศึกษาติดตามผลทุนวิจัยเพื่อสนองการใชประโยชน
การทํางานภาครัฐ (สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ, 2544; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ, 2546) จินตนาภา โสภณ (2539) ศึกษาการนําผลวิจัยไปใชประโยชนในการ พัฒนาประเทศพบวาผูใชคือหนวยงานที่ผลิตงานวิจัย เองเปนสวนใหญ โดยนําไปใชเปนพื้นฐานของการวิจัย ขั้นตอไปและใชในการเรียนการสอน ปญหาที่พบมาก คือขาดการสงเสริมใหผลงานวิจัยถูกเผยแพรสูผูใช
ประโยชนอยางเพียงพอ ผลงานวิจัยมักขาดความ สมบูรณเพียงพอที่จะนําไปปฏิบัติและเสนอแนะให
องคกรกลางเขามาผลักดันการเผยแพรสูกลุมผูใช
รวมทั้งใหมีการติดตามประเมินผลการนําผลงานวิจัยไป ใชประโยชนอยางมีประสิทธิภาพดวย
หลังป พ.ศ. 2540 เปนตนมา เปนชวงเวลาการ ใชประโยชนจากการวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศอยาง ยั่งยืนทั้งในภาพรวมและเฉพาะดาน มีการนําความรู
ดานการจัดการสมัยใหมเขามาเพิ่มประสิทธิภาพการ บริหารจัดการงานวิจัย เนื่องจากปลาย พ.ศ. 2539 ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงจากการ พัฒนาที่เนนการสรางมูลคาเงิน เผชิญภาวะโจมตี
คาเงินบาทและนําสูการลดคาเงินบาทในที่สุด ทําให
ผูบริหารประเทศและนักวิชาการตองหันกลับมาวาง กรอบแนวคิดในการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศที่สมดุล จัดทําวาระการวิจัยแหงชาติในภาวะวิกฤตเพื่อฟนฟู
ชาติขึ้น ไดแกการสรางคุณคาและจิตสํานึกใหม เศรษฐกิจ พอเพียงและประชาสังคม เศรษฐกิจมหภาค และการเงิน
ระบบรัฐ การศึกษา สื่อเพื่อสังคม กฎหมาย วิทยาศาสตร
และเทคโนโลยี และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ, 2542) แสดงให
เห็นถึงบทบาทของงานวิจัยที่ถูกใชเพื่อแกปญหาของ ประเทศชาติ
บทบาทของการวิจัยในปจจุบันมุงเพื่อประโยชน
ดานตางๆ มีการบูรณาการกันมากขึ้น มีศึกษาระบบ การวิจัยของประเทศเพื่อเปนขอมูลสําหรับการพัฒนา (จิรพันธ อรรถจินดาและภาณี แสนเจริญ, 2544) ทั้ง การวิจัยที่สนองนโยบายของรัฐ การวิจัยเพื่อพัฒนาและ สรางความสามารถในการแกปญหาและการแขงขัน การบูรณาการความรูหลายสาขาในการวิจัยและ กําหนดนโยบาย เปาหมาย ยุทธศาสตรระดับชาติเพื่อ การพัฒนาที่สมดุล ขยายองคความรูและสรางภูมิ
ปญญาดวยสนับสนุนการวิจัยในทุกสาขาวิชาการ การ ลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานการวิจัย บุคลากรวิจัย และปจจัยอื่นๆ สงเสริมและสนับสนุนการวิจัยและ พัฒนา เพื่อการพัฒนาการผลิตใหแขงขันในตลาดโลก และพัฒนาศักยภาพของคนและความเขมแข็งของ ชุมชน เพื่อแกปญหาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดลอม เสริม สรางสมรรถนะและความรวมมือของหนวยงานเพื่อการ วิจัยสอดคลองกับยุทธศาสตรชาติและเกิดการมีสวน รวมของทุกฝายในการสรางสรรคงานวิจัยที่สามารถ สนองตอบตอความตองการของผูใชผลงานวิจัยทั้ง ภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนสรางความสามารถใน การกําหนดทิศทางการวิจัยในชวงระยะเวลาตางๆ อัน จะกอใหเกิดการมองปญหาและนําไปใชแบบองครวม ตอเนื่องมีความสอดคลองกัน (สํานักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย, 2546)
นักวิชาการและนักวิจัยชวงนี้เสนอแนวคิดและ วิธีการนําผลวิจัยไปใช อยางหลากหลาย เนนความ สําคัญของการนําผลวิจัยมาใชประกอบในการปฏิบัติ
งานเฉพาะดานมากขึ้น โดยเฉพาะการนําไปใชเปนสวน หนึ่งของการจัดการเรียนการสอน (จิรพันธ ไตรทิพจรัส ,2543; พิชญสินี ชมพูคํา, 2544; จรัส สุวรรณเวลา, 2545; ไพฑูรย สินลารัตน, 2547; ทิศนา แขมมณี, 2548; ปรียนันท สิทธิจินดา, 2552) ดานวิธีวิทยาการ วิจัยก็พบวามีการใชเทคนิควิธีการวิจัยขั้นสูงมาใช
ดําเนินการวิจัยมากขึ้น โดยวีรนุช ทองแดง (2546) วิเคราะหปจจัยที่สงผลตอการใชผลการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนรูของผูเรียนในสถานศึกษาดวยการ วิเคราะหถดถอยโลจิสติกแบบพหุวิภาค ธีระภาพ เพชร มาลัยกุล (2550) พัฒนาโมเดลการวัดและโมเดล ความสัมพันธเชิงสาเหตุการใชประโยชนวิจัยของนิสิต บัณฑิตศึกษาทางการศึกษาดวยการวิเคราะหลิสเรล ประยุกตแนวคิดโคงพัฒนาการเขามาในการวัดและ วิเคราะหตัวแปร เสาวภา วิชาดี (2554) ไดชี้วาการ เรียนโดยใชวิจัยเปนฐานคือการศึกษาในกระบวนทัศน
ใหมที่สามารถนํามาปฏิบัติไดอยางนาสนใจ
การศึกษาคุณคาของวิจัยในบริบทของ การศึกษายังตองการศึกษาคนควาอยางตอเนื่อง การ วัดและประเมินคาตัวแปรการใชประโยชนวิจัยทาง การศึกษาและตัวแปรปจจัยที่เกี่ยวของยังตองการการ วิเคราะหใหลุมลึกยิ่งขึ้น ในบทความนี้ ผูวิจัยดําเนินการ ประเมินความตองการจําเปนของตัวแปรปจจัยหลักที่มี
ผลตอการใชประโยชนวิจัยของนิสิตบัณฑิตศึกษาของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเปนประโยชนตอการ พัฒนาองคประกอบดานตางๆ ในการจัดการศึกษาและ สงเสริมการนําผลวิจัยมาใชประกอบการพัฒนา งานวิจัยในรูปปริญญานิพนธใหมีคุณภาพซึ่งจะสงผล ตอสัมฤทธิผลการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของ ชาติและงานวิจัยที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นไป
แนวคิดทฤษฎี/กรอบความคิดในการวิจัย ผูวิจัยไดพัฒนาแบบประเมินความตองการ จําเปนของปจจัยและแบบประเมินการใชประโยชนวิจัย ตอยอดจากงานวิจัยของธีระภาพ เพชรมาลัยกุล, ศิริชัย กาญจน วาสี และนงลักษณ วิรัชชัย (2550) อิงทฤษฎี
แพรกระจายนวัตกรรม (Diffusion of Innovations Theory) ของ Rogers, E. M. (2003) และแนวทางการ วัดระดับการใชประโยชนวิจัยของ Estabrooks, C. A.
(1998, 1999) และการวิเคราะหปจจัยที่มีผลตอการใช
ประโยชนวิจัยของ Estabrooks, C. A., Floyd, J. A., Scott-Findlay, S., O'Leary, K. A., & Gushta, M. (2003)
วัตถุประสงคของการวิจัย
1. เพื่อวัดและประเมินระดับปจจัยที่มีผลตอ การใชประโยชนวิจัยของนิสิตบัณฑิตศึกษาทาง การศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2. เพื่อประเมินความตองการจําเปนของ ปจจัยที่มีผลตอการใชประโยชนวิจัยของนิสิตบัณฑิต ศึกษาทางการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วิธีดําเนินการวิจัย
1. ประเภทของงานวิจัย
การวิจัยสําหรับการวิเคราะหครั้งนี้เปนวิจัยเชิง ประเมินความตองการจําเปนของปจจัยที่สงผลตอ ระดับการใชประโยชนวิจัยของนิสิตบัณฑิตศึกษาใน หลักสูตรที่เกี่ยวของกับการศึกษา
2. ประชากรและกลุมตัวอยาง
ประชากรที่ใชในการศึกษาครั้งนี้เปนนิสิต ระดับบัณฑิตศึกษาที่ศึกษาในหลักสูตรที่เกี่ยวของกับ การศึกษาปการศึกษา 2553-2555 โดยมีนิสิตผูให
ขอมูลจํานวน 214 คน ผูวิจัยกําหนดขนาดกลุมตัวอยาง ตามเกณฑของ Hair และคณะเพื่อวิเคราะหขอมูลดวย การวิเคราะหลิสเรล ที่ตองการขนาดกลุมตัวอยาง 5-20
คนตอ 1 พารามิเตอรที่ประมาณคาหรือตอ 1 เสนทาง ความสัมพันธ (Hair, J.F., Tatham, R.L., Anderson, R.E. & Black, W. (1998) ซึ่งตองมีจํานวนขั้นต่ําระหวาง 120-480 คน เมื่อรวบรวมขอมูลตามหลักการสุมแบบ หลายขั้นตอนไดจํานวนผูใหขอมูลทั้งสิ้น 214 คน
3. ตัวแปรที่ศึกษาวิจัย
3.1 ตัวแปรสถานภาพสวนบุคคล ไดแก
1) เพศ 2) อายุ 3) สถานภาพสมรส 4) ตัวแปรดาน การศึกษา ประกอบดวย 4.1) วุฒิการศึกษาระดับ ปริญญาตรี 4.2) หลักสูตรที่เรียน 4.3) สาขาวิชา 4.4) จํานวนปที่สําเร็จการศึกษาหรือคาดวาจะสําเร็จ การศึกษา 5) ตัวแปรดานการงาน ประกอบดวย 5.1) สถานภาพการทํางานขณะศึกษา 5.2) ระดับตําแหนง 5.3) ลักษณะองคกร 5.4) ประเภทองคกร 5.5) ระยะ เวลาทํางาน 5.6) รายได
3.2 ตัวแปรปจจัยที่สงผลตอการใช
ประโยชนวิจัย แบงเปน 3 กลุมคือ 1) ปจจัยสวนบุคคล ประกอบดวย 1.1) ดานเจตคติและความเชื่อตองานวิจัย 1.2) ดานความเกี่ยวของและมีสวนรวมในกิจกรรมวิจัย 1.3) ดานการคนหาสารสนเทศ 2) ปจจัยดานบริบท แวดลอม ประกอบดวย 2.1) ดานการเรียนการสอน 1.2) ดานการปรึกษาวิทยานิพนธ 1.3) ดานทรัพยากร วิจัย และ 3) ปจจัยประเภทงานวิจัยที่ใช
4. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย
เครื่องมือวิจัยในครั้งนี้เปนแบบสอบถามเพื่อ ประเมินความตองการจําเปนของปจจัยที่มีผลตอการใช
ประโยชนวิจัยเพื่อการศึกษาและพัฒนางานวิจัยของ นิสิตระดับปริญญาโทและเอกในสาขาวิชาที่เกี่ยวของ กับการศึกษา แบงเปน 2 ตอน คือ
4.1 แบบสอบถามสถานภาพของผูให
ขอมูล ไดแก ภูมิหลัง การศึกษาและหนาที่การงานรวม 16 ขอ
4.2 แบบประเมินความตองการจําเปน ของปจจัยที่มีผลตอการใชประโยชนวิจัยเพื่อการศึกษา และพัฒนางานวิจัยของนิสิตระดับปริญญาโทและเอก เปนแบบมาตรประมาณคา 5 ระดับ (Summated Rating Scales) จําแนกเปนการศึกษาปจจัยสวนบุคคล 23 ขอ ปจจัยบริบทแวดลอม 16 ขอ ปจจัยประเภทงานวิจัยที่
ใช 8 ขอ รวม 47 ขอ มีคาความเชื่อมั่น (α) เทากับ .96 5. การดําเนินการวิจัย
ผูวิจัยกําหนดขั้นตอนการวิจัยในการประเมิน ความตองการจําเปนของปจจัยที่สงผลตอการใช
ประโยชนวิจัยและแบบประเมินการใชประโยชนวิจัย เปน 3 ขั้นตอนหลัก คือ
5.1 ขั้นที่ 1 การพัฒนาเครื่องมือวิจัย ผูวิจัย ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของแลวปรับปรุงแบบ ประเมินการใชประโยชนวิจัยและแบบประเมินความ ตองการจําเปนที่มีผลตอการใชประโยชนวิจัยที่ได
พัฒนาไวในป 2550 จากนั้นไดทดลองใหนิสิตหลักสูตร การวิจัยและพัฒนาศักยภาพมนุษยจํานวน 10 คน อาน แลวสะทอนขอคําถาม จากนั้นไดปรับขอคําถามรอบที่
1 และจัดทําเครื่องมือวิจัยสําหรับใหผูเชี่ยวชาญจํานวน 3 คนพิจารณา แลวทําการปรับปรุงตามคําแนะนําไดแก
การปรับเนื้อความ ตัดขอคําถามบางตอนออกและจัด ลําดับขอคําถามใหม จากนั้นผูวิจัยไดจัดทําเครื่องมือ วิจัยฉบับทดลองแลวทําการทดลองใชกับนิสิตบัณฑิต ศึกษาที่ศึกษาในสาขาที่เกี่ยวของกับการศึกษา จํานวน 27 คน เพื่อปรับปรุงขอคําถาม และวิเคราะหคุณภาพ เครื่องมือดวยการคํานวณความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์
อัลฟาของครอนบัค จากนั้นจึงจัดทําเครื่องมือวิจัย สําหรับเก็บขอมูลจริง
5.2 ขั้นที่ 2 การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัย ดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลดวยตนเองและผูชวยวิจัย 5.3 ขั้นที่ 3 ผูวิจัยดําเนินการวิเคราะหขอมูล เปน 2 ตอน คือ การวิเคราะหขอมูลเบื้องตน และการ
วิเคราะหระดับและประเมินความตองการจําเปนของ ปจจัยที่มีผลตอการใชประโยชนวิจัย
6. การวิเคราะหขอมูล
6.1 วิเคราะหขอมูลเบื้องตน การวิเคราะหขอมูล เบื้องตนของสถานภาพสวนบุคคลและตัวแปรภูมิหลัง ของกลุมผูใหขอมูลโดยใชคาความถี่ และรอยละ แบง ออกเปน 3 สวนยอย คือ 6.1.1) ขอมูลสถานภาพสวน บุคคล 6.1.2) ภูมิหลังและขอมูลดานการศึกษา 6.1.3) ภูมิหลังและสถานภาพหนาที่การงาน
6.2 วิเคราะหระดับปจจัยและประเมินความ ตองการจําเปนของปจจัยที่สงผลตอการใชประโยชน
วิจัยของนิสิตบัณฑิตศึกษาโดยใชสถิติเชิงพรรณนา เปนการวิเคราะหแลวนําเสนอคูเพื่อใหสารสนเทศในเชิง เทียบเคียงระหวางมิติของระดับและความตางซึ่งจะเปน ประโยชนตอการระบุปจจัยไดอยางมีประสิทธิภาพ
ผลการวิเคราะหขอมูล
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะหขอมูลเบื้องตนสถานภาพสวนบุคคลและภูมิหลังของกลุมผูใหขอมูล ตาราง 1 ความถี่และรอยละตัวแปรสถานภาพสวนบุคคล ภูมิหลังของนิสิตบัณฑิตศึกษาผูใหขอมูล (N=214)
ตัวแปร กลุม จํานวน (n) รอยละ
1.เพศ ชาย 70 32.71
หญิง 114 67.29
2.อายุ อายุ 20-30 ป 95 44.39
อายุ 31-40 ป 92 42.06
อายุ41-50 ป
อายุมากกวา 50 ป
25 4
11.68 1.87 3.สถานภาพสมรส
4. การศึกษา
โสด 170 79.44
สมรส 44 20.56
4.1 วุฒิปริญญาตรี
ที่สําเร็จการศึกษา
สายสังคมศาสตร
สายวิทยาศาสตร
167 47
78.04 21.96 4.2 หลักสูตรบัณฑิตศึกษา
ที่เรียน
4.3 กลุมสาขาวิชาที่เรียน
ปริญญาโท ปริญญาเอก
111 103
51.87 48.13 สถิติ วิจัย วัดประเมินและจิตวิทยาการศึกษา
ไมใชสถิติ วิจัย วัดประเมินและจิตวิทยาการศึกษา
106 108
49.53 50.47
ตัวแปร กลุม ปริญญาโท ปริญญาเอก
4.4 จํานวนปที่คาดวา จะสําเร็จการศึกษา
12.1 ภายใน 2 ป 25 (22.52%) -
12.2 ภายใน3 ป
12.3 ภายใน 4 ป
12.4 ภายใน 5 ป
12.5 มากกวา 5 ป
53 (47.75%) 14 (12.61%) 13 (11.71%) 6 (5.41%)
68 (31.78%) 78 (36.45%) 46 (21.50%) 22 (10.28%)
ตัวแปร กลุม จํานวน (n) รอยละ 5.หนาที่การงาน
5.1 สถานภาพการทํางาน ยังไมเคยทํางานตั้งแตเรียนจบ เคยทํางานแตขณะนี้ไมไดทํางาน ทํางานประจําควบคูกับเรียน ทํางานพิเศษ ระหวางเรียน
26 100
75 13
12.15 46.73 35.05 6.07 5.2 ระดับของตําแหนง
(เฉพาะผูมี
ประสบการณทํางาน)
14.1 ระดับปฏิบัติการ 14.2 ผูบริหารระดับตน 14.3 ผูบริหารระดับกลาง 14.4 ผูบริหารระดับสูง 14.5 เจาของกิจการ
123 32
7 11
3
69.89 18.18 3.98 6.25 1.70 5.3 ลักษณะองคกร
(เฉพาะผูมี
ประสบการณทํางาน)
ดานการศึกษา ไมใชดานการศึกษา
159 27
85.48 14.52 5.4 ระยะเวลาทํางาน
(เฉพาะผูมี
ประสบการณทํางาน)
1-5 ป
6-10 ป
11-15 ป
16 ป
85 44 28 30
45.45 23.53 14.97 16.04 5.5 รายไดตอเดือน
(เฉพาะผูที่ทํางาน)
ต่ํากวา 10,000 บาท 10,000-19,999 บาท 20,000-29,999 บาท 30,000-39,999 บาท 40,000-49,999 บาท มากกวา 50,000 บาท
40 109
30 8 1 5
20.73 56.48 15.54 4.15 0.52 2.59
จากผลวิเคราะหในตาราง 1 พบวา นิสิตบัณฑิต ศึกษาผูใหขอมูลสวนใหญเปนเพศหญิง (รอยละ 67.29) มีอายุระหวาง 20 ถึง 30 ป และ 31-40 ป มาก ที่สุด (สัดสวนใกลเคียงกันคือรอยละ 44.39 และ 42.06) และมีสถานภาพโสด (รอยละ 79.44) เมื่อ พิจารณาสถานภาพและภูมิหลังการศึกษาพบวาผูให
ขอมูลสวนใหญสําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาย สังคมศาสตร (รอยละ 78.04) และมีสัดสวนผูที่กําลัง ศึกษาในระดับปริญญาโทมากกวาปริญญาเอกเล็กนอย เรียนในกลุมสาขาวิชาที่ไมใชสถิติ วิจัย วัดประเมินและ จิตวิทยาการศึกษากับกลุมสาขาวิชาสถิติ วิจัย วัด ประเมินและจิตวิทยาการศึกษาในสัดสวนเทาๆ กัน โดยนิสิตผูใหขอมูลระดับปริญญาโทคาดวาจะสําเร็จ
การศึกษาใน 3 ปมากที่สุด (รอยละ 47.75) รองลงมา คือ 2 ป (รอยละ 22.52) 4 ป (รอยละ 12.61) 5 ป (รอยละ 11.71) ตามลําดับ สวนนิสิตผูใหขอมูลระดับปริญญา เอกคาดวาจะสําเร็จการศึกษาใน 4 ปมากที่สุด (รอยละ 36.45) รองลงมาคือ 3 ป (รอยละ 31.78) 5 ป (รอยละ 21.50) และมากกวา 5 ป (รอยละ 10.28) ตามลําดับ
ดานหนาที่การงานพบวานิสิตผูใหขอมูล สวนใหญจะศึกษาเพียงอยางเดียว (รอยละ 58.88) สวนนิสิตที่ทํางานประจําควบคูกับเรียนคิดเปนรอยละ 35.05 สวนใหญทํางานในระดับปฏิบัติการ (รอยละ 69.89) ทํางานในตําแหนงผูบริหารระดับตนรอยละ 18.18 ผูบริหารระดับกลางรอยละ 3.98 และผูบริหาร ระดับสูงรอยละ 6.25 นิสิตที่เปนเจาของกิจการ มีเพียง
เล็กนอย (รอยละ 1.70) ทํางานในองคกรดานการศึกษา เปนสวนใหญ (รอยละ 85.48) โดยสวนมากจะมี
ประสบการณในการทํางานไมเกิน 5 ป (รอยละ 45.45) สวนใหญมีรายไดระหวาง 10,000-19,999 บาท รอยละ 56.48
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหระดับปจจัยและ ประเมินความตองการจําเปนของปจจัยที่สงผลตอการ
ใชประโยชนวิจัย ผูวิจัยประเมินความตองการจําเปน ของปจจัยตามโมเดลความแตกตาง (Discrepancy Model) ที่ Scriven (2007, 2002 อางถึงในสุวิมล วอง วาณิช, 2548) แสดงความตองการเพื่อประสิทธิภาพ (performance needs) สอบถามโดยใหตอบสนองราย คู (dual response format) แบงเปน 3 ตอนยอย ดังนี้
ตาราง 2.1 ระดับปจจัย ความตองการจําเปน และอันดับความตองการจําเปนตัวแปรปจจัยสวนบุคคล
ตัวแปร คาเฉลี่ย
สภาพ จริง
คาเฉลี่ย สภาพ คาดหวัง
ความ ตองการ
จําเปน
อันดับ ภายใน
กลุม
อันดับ รวม 1.ดานเจตคติและความเชื่อตองานวิจัย
การยอมรับความนาเชื่อถือและถูกตองแมนยําของผลวิจัย 3.561 4.243 0.682 3 37 การยอมรับการคนควาอยางเปนระบบของงานวิจัย 3.766 4.393 0.626 4 38
การใหความสําคัญกับขอมูลวิจัยเปนอันดับแรก 3.645 4.262 0.617 5 39
ความยินดีที่จะเชื่อตามผลวิจัยแมจะไมตรงกับความรูที่มี 3.336 3.930 0.593 7 41 การยืนยันปฏิบัติตามผลวิจัยแมจะแยงกับความรูที่มี 3.252 3.780 0.528 8 42
ความรักและจริงจังในการคนควางานวิจัย 3.664 4.453 0.790 1 32
การรับรูการสนับสนุนใชประโยชนวิจัยตรงกับสาขาวิชา 3.785 4.397 0.612 6 40
ความเปนตัวของตัวเอง 3.706 4.332 0.626 4 38
ความกลาคิด กลาทํา หรือเปลี่ยนแปลงในสิ่งใหมๆ 3.664 4.374 0.710 2 36 2.ดานความเกี่ยวของและมีสวนรวมในกิจกรรมวิจัย
ประสบการณในการทําวิจัยกอนทําปริญญานิพนธ 2.748 3.972 1.224 3 12
ประสบการณทําวิจัยอื่นขณะกําลังศึกษา 2.748 3.911 1.164 4 20
ประสบการณการนําผลวิจัยมาใชประโยชนในการทําวิจัย 3.112 4.210 1.098 5 23
การฝกอบรมความรูในการทําวิจัย 2.972 4.322 1.350 1 9
การทํากิจกรรมวิจัยที่เกี่ยวกับปริญญานิพนธ 2.972 4.318 1.346 2 10 3.ดานการคนหาสารสนเทศ
จํานวนวิทยานิพนธของสถาบันที่ศึกษา 3.519 4.411 0.892 9 31
จํานวนวิทยานิพนธตางสถาบันที่ศึกษา 2.738 4.168 1.430 3 7
การอานวารสารงานวิจัยในประเทศ 2.855 4.070 1.215 5 13
การอานวารสารงานวิจัยตางประเทศ 2.528 4.075 1.547 1 5
การคนควางานวิจัยในประเทศจากอินเทอรเน็ต 3.121 4.252 1.131 6 22
การคนควางานวิจัยตางประเทศจากอินเทอรเน็ต 2.804 4.150 1.346 4 10
การเขารวมการประชุมทางวิชาการ 2.528 4.056 1.528 2 6
การศึกษาคนควาอิสระ 3.304 4.388 1.084 7 25
ความสามารถในการใชอินเทอรเน็ตสืบคนขอมูลวิจัย 3.523 4.477 0.954 8 28
จากตารางที่ 2.1 ผลการวิเคราะหระดับปจจัย สวนบุคคลพบวาดานเจตคติและความเชื่อตองานวิจัย นิสิตบัณฑิตศึกษามีคาเฉลี่ยระดับปานกลาง-คอนขาง สูง (3.252-3.785) โดยมีคาเฉลี่ยการรับรูการสนับสนุน ใชประโยชนวิจัยตรงกับสาขาวิชามากที่สุด รองลงมา คือการยอมรับการคนควาอยางเปนระบบของงานวิจัย ความเปนตัวของตัวเองตามลําดับ ดานความเกี่ยวของ และมีสวนรวมในกิจกรรมวิจัยพบวา นิสิตบัณฑิตศึกษา มีคาเฉลี่ยระดับปานกลาง (2.748-3.112) โดยมี
คาเฉลี่ยประสบการณการนําผลวิจัยมาใชประโยชนใน การทําวิจัยมากที่สุด และมีประสบการณการทําวิจัยมา กอนทําปริญญานิพนธ ประสบการณทําวิจัยอื่น การ ฝกอบรมวิจัย การทําวิจัยที่เกี่ยวกับปริญญานิพนธใน ระดับใกลเคียงกัน ดานการคนหาสารสนเทศ นิสิต บัณฑิตศึกษามีคาเฉลี่ยระดับปานกลาง (2.528-3.304) ยกเวนความสามารถการใชอินเทอรเน็ตสืบคนขอมูล
วิจัยและจํานวนวิทยานิพนธของสถาบัน มีคาเฉลี่ย ระดับคอนขางสูง (3.519-3.523)
ในการประเมินความตองการจําเปนของปจจัย สวนบุคคลทั้ง 3 กลุมในมิติอันดับรวมพบวา นิสิต บัณฑิตศึกษามีความตองการจําเปนดานการคนหา สารสนเทศมากที่สุด คือ วารสารงานวิจัยตางประเทศ (อันดับ 5 need = 1.547) การเขารวมประชุมวิชาการ (อันดับ 6 need = 1.528) จํานวนวิทยานิพนธตาง สถาบัน (อันดับ 7 need = 1.430) และสวนดานความ มีสวนรวมกิจกรรมวิจัย พบวา นิสิตมีความตองการ จําเปนการฝกอบรมความรูในการทําวิจัย (อันดับ 9 need = 1.350) การทํากิจกรรมวิจัยที่เกี่ยวกับปริญญา นิพนธ (อันดับ 10 need = 1.350) และการคนควา งานวิจัยตางประเทศจากอินเทอรเน็ต (อันดับ 10 need
= 1.346) สวนคาเฉลี่ยความตองการจําเปนดานเจตคติ
และความเชื่อของนิสิตใหขอมูลทั้งหมดต่ํากวา 1.000
ตาราง 2.2 คาสถิติเบื้องตน ระดับปจจัย ความตองการจําเปน และอันดับความตองการจําเปนตัวแปรปจจัยบริบท แวดลอม
ตัวแปร คาเฉลี่ย
สภาพจริง
คาเฉลี่ย คาดหวัง สภาพ
ตองการความ จําเปน
อันดับ ภายใน
กลุม
อันดับ รวม 1.ดานการเรียนการสอน
การสอนที่เนนใหมีการใชประโยชนวิจัย 3.673 4.402 0.729 1 34
2. ดานการปรึกษาวิทยานิพนธ
ความเอาใจใสของอาจารยที่ปรึกษา 3.836 4.556 0.720 3 35
ปริมาณเวลาในการใหคําปรึกษา 3.561 4.505 0.944 2 30
การที่อาจารยที่ปรึกษามีหัวขอวิจัยให 3.093 4.047 0.954 1 28
3.ปจจัยดานทรัพยากรวิจัย
สถาบันเปนสมาชิก-สามารถดาวนโหลด full paper 3.322 4.491 1.169 9 18
จํานวนวารสารวิจัยในประเทศ 3.364 4.449 1.085 11 24
จํานวนวารสารวิจัยตางประเทศ 3.079 4.416 1.337 6 11
ความพอเพียงของวิทยานิพนธ 3.355 4.491 1.136 10 21
จํานวนคอมพิวเตอรใหบริการสืบคนงานวิจัย 3.033 4.430 1.397 5 8
ความทั่วถึงของ WIRELESS LAN 3.028 4.425 1.397 5 8
ความทันสมัยของวารสารวิจัย 3.313 4.519 1.206 7 14
ความเร็วในของการนําวิทยานิพนธเขาสูระบบ 2.888 4.509 1.621 4 4
ความตรงของวารสารวิจัยที่มีเนื้อหาตรงกับสาขาวิชา 3.257 4.449 1.192 8 16
ทุนสนับสนุนการทําวิจัย 2.565 4.472 1.907 2 2
ทุนสนับสนุนการนําเสนอผลงานวิจัย 2.523 4.364 1.841 3 3
ทุนอุดหนุนการตีพิมพ 2.346 4.481 2.136 1 1