• Tidak ada hasil yang ditemukan

การให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลในประเทศไทย

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2023

Membagikan "การให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลในประเทศไทย"

Copied!
368
0
0

Teks penuh

(1)

การให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลในประเทศไทย

PROVISION OF PUBLIC SERVICE OF SOCIAL WELFARE AND LIFE QUALITY DEVELOPMENT THROUGH PRINCIPLES OF BUDDHISM

BY MUNICIPALITIES IN THAILAND

โดย สุชาดา โพธิ์จักร์

ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์

สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์

วิทยาลัยรัฐกิจ

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต ปีการศึกษา 2558

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(2)

PROVISION OF PUBLIC SERVICE OF SOCIAL WELFARE AND LIFE QUALITY DEVELOPMENT THROUGH PRINCIPLES OF BUDDHISM

BY MUNICIPALITIES IN THAILAND

BY

SUCHADA PHOJUK

A DISSERTATION SUBMIT IN PARTIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENTS FOR

THE DEGREE OF DOCTOR OF PHILOSOPHY IN PUBLIC ADMINISTRATION INSTITUTE OF PUBLIC ADMINISTRATION

COLLEGE OF GOVERNMENT

GRADUATE SCHOOL, RANGSIT UNIVERSITY ACADEMIC YEAR 2015

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(3)

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(4)

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(5)

กิตติกรรมประกาศ

ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้สําเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความอนุเคราะห์ ความเมตตา และการให้กําลังใจ อย่างสมํ่าเสมอจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีพระคุณหลายท่าน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (ประธานกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์) ที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างสูงสุดในการทําดุษฎี

นิพนธ์ฉบับนี้ ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.จุมพล หนิมพานิช เป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาเป็น ประธานกรรมการที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์และได้กรุณาให้คําปรึกษาแนะนํา ปรับปรุง แก้ไขดุษฎีนิพนธ์

ฉบับนี้ รวมถึงการให้กําลังใจมาโดยตลอด ท่านได้อุทิศเวลาให้กับผู้วิจัยอย่างมากในการเข้าพบเพื่อขอ คําปรึกษาและแนะนําหนังสือ ตํารา บทความ เอกสารทางวิชาการอันทรงคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อ ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ จนทําให้ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์

ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.โกวิท พวงงาม ที่ให้แนวทางและช่วยชี้แนะพร้อม ทั้งคําปรึกษาอันทรงคุณค่ายิ่ง รวมทั้งขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวลัญช์ โรจนพล (กรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์) เป็นอย่างสูงที่ได้กรุณารับเป็น กรรมการและอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ และได้เมตตาให้คําปรึกษา แนะนํา แก้ไข ปรับปรุงทํา ให้ดุษฎีนิพนธ์มีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจทุกท่าน ที่ประสิทธิ์

ประศาสตร์วิชาความรู้ พร้อมเจ้าหน้าที่โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ที่ให้

ความอนุเคราะห์ในระหว่างการศึกษาและขอขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลประกอบการ จัดทําวิจัย ประกอบด้วย เทศบาลตําบลเชิงดอย เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดและเทศบาลนครนนทบุรี ท้ายที่สุด ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์วรรณวิมล หนิมพานิช อย่างสูงสุด ที่คอยติดตาม เอาใจใส่ ให้กําลังใจ และ ร่วมสร้างสรรค์งานวิจัยนี้จนสําเร็จลุล่วงไปด้วยดี

สุชาดา โพธิ์จักร์

ผู้วิจัย

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(6)

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(7)

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(8)

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(9)

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(10)

ฉ

สารบัญ

หน้า

กิตติกรรมประกาศ ก

บทคัดย่อภาษาไทย ข

บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ง

สารบัญ ฉ

สารบัญตาราง ฌ

สารบัญรูป ญ

บทที่ 1 บทนํา 1

1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา 1

1.2 คําถามการวิจัย 9

1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 9

1.4 ขอบเขตของการวิจัย 10

1.5 นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ 11

1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 13

บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 14

2.1 แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะในทรรศนะ รัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่

14 2.2 แนวคิดการเปรียบเทียบการให้บริการสาธารณะภายใต้กระบวนทัศน์การ

บริหารภาครัฐแบบประเพณีนิยม การบริหารจัดการภาครัฐใหม่ และการ ให้บริการสาธารณะใหม่

20

2.3 แนวคิดการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพ ชีวิต

34

2.4 แนวคิดเกี่ยวกับหลักพุทธธรรมและการใช้หลักพุทธธรรมในการ ให้บริการสาธารณะ

46

2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 66

2.6 กรอบแนวคิดทฤษฎีในการวิจัย 73

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(11)

สารบัญ (ต่อ)

หน้า

บทที่ 3 ระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) 74

3.1 แนวทางการวิจัย (Research Approach) 74

3.2 การเลือกกรณีศึกษา 74

3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (Research Methed) 78

3.4 การสร้างและทดสอบเครื่องมือ 80 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) 81

3.6 การจัดระเบียบข้อมูล (Data Processing) 82

3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล 84

3.8 การนําเสนอรายงานการวิจัย 85

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบริบทด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ส่งผลต่อการให้บริการ สาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ของเทศบาลในประเทศไทย อย่างไร

86

4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบริบทด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ส่งผลต่อการ ให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์ และพัฒนาคุณภาพชีวิตสําหรับ ผู้สูงอายุของเทศบาลตําบลเชิงดอย อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อย่างไร

86

4.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบริบททางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ส่งผลต่อการ ให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลัก พุทธธรรมของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ดในส่วนของเด็กและ เยาวชน อย่างไร

118

4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบริบททางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองมีผลต่อการ ให้บริการสาธารณะ ด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลัก พุทธธรรมของเทศบาลนครนนทบุรี ศึกษาการสังคมสงเคราะห์และพัฒนา คุณภาพชีวิตในส่วนของสตรี อย่างไร

148

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(12)

ซ

สารบัญ (ต่อ)

หน้า บทที่ 5 ผลการวิเคราะห์กลยุทธ์การให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และ

พัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลในประเทศไทย

172 5.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษากลยุทธการให้บริการ

สาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้

หลักพุทธธรรมของเทศบาลตําบลเชิงดอย อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ศึกษาในส่วนของผู้สูงอายุ

172

5.2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษากลยุทธ์การให้บริการสาธารณะ ด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรม ของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดในส่วนของเด็กและเยาวชน

200

5.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษากลยุทธ์การให้บริการ สาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้

หลักพุทธธรรมของเทศบาลนครนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี ในส่วน ของสตรี

223

บทที่ 6 ผลการวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการให้บริการสาธารณะด้านสังคม สงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาล ในประเทศไทย

249

6.1 ปัญหาอุปสรรคในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์

และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุโดยใช้หลักพุทธธรรมของ เทศบาลตําบลเชิงดอย อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

249

6.2 ปัญหาอุปสรรคในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์

และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลเมือง ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

265

6.3 ปัญหาอุปสรรคในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์

และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลนคร นนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

278

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(13)

สารบัญ (ต่อ)

หน้า

บทที่ 7 สรุป อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ 294

7.1 สรุป 294

7.2 อภิปรายผลการวิจัย 305

7.3 ข้อเสนอแนะ 329

บรรณานุกรม 331 ภาคผนวก 346

ประวัติผู้วิจัย 353

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(14)

ญ

สารบัญตาราง

หน้า ตารางที่

2.1 เปรียบเทียบการบริหารภาครัฐแบบ Old Public Administration/New Public Management/New Public Service

20

2.2 เปรียบเทียบลักษณะสําคัญระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนราชการอื่น 36 3.1 แสดงโครงการ/กิจกรรมที่ทําการศึกษาจําแนกตามเทศบาลและการให้บริการ

สาธารณะ

76

4.1 จํานวนผู้สูงอายุในพื้นที่ 91

4.2 งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2557 เทศบาลตําบลเชิงดอย 109 4.3 กรอบเนื้อหาและการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน 4 แขนงวิชา 111 4.4 สถิติจํานวนโรงเรียน ห้องเรียน ครู และนักเรียน ที่สังกัดเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด

(การศึกษา 2557)

120

4.5 เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.ศ.2557 และเพิ่มเติมฉบับที่ 1 132 4.6 บัญชีสรุปโครงการ/กิจกรรมแผนดําเนินงาน ประจําปี 2557 ของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 134 4.7 เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายตามแผนงานการศึกษาของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 139 4.8 สรุปจํานวนโครงการ/งบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ในด้านสังคม 141 4.9 สรุปผลการดําเนินงานของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดตามมาตรฐานการพัฒนาเด็กและ

เยาวชน

143

4.10 ข้อมูลอาคารสถานที่ 145

4.11 เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.ศ.2557 และเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ตามแผนงาน 162 4.12 บัญชีสรุปโครงการ/กิจกรรม ในยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต 163 5.1 กรอบเนื้อหาแยกรายวิชาที่ใช้ในการเรียนการสอน 179 6.1 บทบาทบุคลากรในระดับต่างๆ ของเทศบาลที่ทําการศึกษาทั้งสามแห่ง 260

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(15)

สารบัญรูป

หน้า รูปที่

2.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 73

3.1 แสดงองค์ประกอบของการวิเคราะห์ข้อมูล ตามกรอบ หรือตัวแบบ ปฏิสัมพันธ์ ของ M.B. Miles and A.M. Huberman

83 4.1 แผนที่เขตรับผิดชอบเทศบาลตําบลเชิงดอย อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัด

เชียงใหม่

87

4.2 โครงสร้างการบริหารเทศบาลตําบลเชิงดอย 89

4.3 แสดงจํานวนบุคลากรของเทศบาลตําบลเชิงดอย 90

4.4 สรุปผลแบบสํารวจผู้สูงอายุ ทั้งหมด 11 หมู่บ้าน 92

4.5 แสดงข้อมูลผู้สูงอายุรายหมู่บ้าน 93

4.6 แสดงข้อมูล อายุของผู้สูงอายุในเทศบาลตําบลเชิงดอย 94 4.7 แสดงข้อมูลทางการศึกษาของผู้สูงอายุในเทศบาลตําบลเชิงดอย 95

4.8 โครงสร้างทางการเมืองในเทศบาลตําบลเชิงดอย 103

5.1 แสดงกลยุทธ์ระดับการให้บริการสาธารณะของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 213

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(16)

บทที่ 1 บทนํา 1.1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา

การปฏิรูประบบราชการเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 โดยมีเป้าหมายเพื่อลด บทบาท ลดขนาดของระบบราชการ โดยใช้กลไกตลาดที่เป็นไปตามระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ใหม่ (Neo-Liberalism) และมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) และการกระจายอํานาจ (Decentralization) เป็นต้น เป็นไปตามกระบวนทัศน์การบริหารจัดการภาครัฐใหม่ (New Public Management : NPM) หรือเรียกว่า“การจัดการนิยม” (Managerialism) หรือ “การบริหารภาครัฐที่

อาศัยระบบตลาด” (Market-Based Public Administration) หรือ “รัฐบาลแบบผู้ประกอบการ”

(Entrepreneurial Goverment) (จุมพล หนิมพานิช, 2553)

เมื่อมีการปฏิรูปภาครัฐในทศวรรษ 1980 ภารกิจที่รัฐต้องรับผิดชอบนั้นก็คือ การให้บริการ สาธารณะ (Public Service) ไม่ว่ารัฐบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ต้องให้บริการสาธารณะ ที่ตอบสนองความต้องการให้กับประชาชนหรือพลเมือง โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นที่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 นับได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสําคัญ กับการปกครองส่วนท้องถิ่นมากที่สุดนับตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา (โกวิทย์ พวงงาม, 2552) และมีส่วนที่ทําให้เกิดการกระจายอํานาจจากส่วนกลางลงไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีการถ่ายโอนภารกิจ ถ่ายโอนรายได้ให้กับท้องถิ่น มีอํานาจและอิสระ ในการ ตัดสินใจดําเนินการในท้องถิ่นโดยเฉพาะในเรื่องของการให้บริการสาธารณะด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สอดคล้องกับความคิดของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2552) ที่กล่าวว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันมีความสําคัญจึงต้องมีการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เพิ่ม มากขึ้น โดยการให้ความสําคัญในเรื่องของการศึกษา การปกครองตนเอง (Self Government) การ

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(17)

ทําให้คนในชุมชน ท้องถิ่น รัก และหวงแหน อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการ ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมงาน กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสร้างจิตสํานึกให้เห็นว่าท้องถิ่นนี้เป็นบ้านของตนที่จะต้อง ช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนเพื่อให้ตรงกับปัญหาความต้องการและให้ได้รับบริการ สาธารณะที่ดีที่สุด นั้นคือ จุดมุ่งหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

จากทรรศนะของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า รัฐต้องมีหน้าที่ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น หน่วยงานหลักในการให้บริการสาธารณะพร้อมทั้งการให้ความอิสระในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหา กําหนดนโยบายในการบริหารงานโดยมีอํานาจหน้าที่ ที่เป็นอิสระของตนเอง

ในขณะที่ โกวิทย์ พวงงาม (2544 : 21-22) กล่าวว่า สาระสําคัญขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเป็นการปกครองของชุมชน มีอํานาจอิสระ (Autonomy) ในการดําเนินงานด้านต่างๆ ตาม ความเหมาะสม มีสิทธิตามกฎหมาย (Legal Right) ในการดําเนินการรวมทั้งในเรื่องของการ ให้บริการสาธารณะด้วย ปัจจุบันประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองท้องถิ่น 4 รูปแบบ และมีจํานวน ดังนี้ องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มี 2 แห่ง คือ กรุงเทพมหานครและ เมืองพัทยา องค์การ บริหารส่วนจังหวัด 76 แห่ง เทศบาล 2,283 แห่ง ประกอบด้วย เทศบาลตําบล 2,081 แห่ง เทศบาล เมือง 172 แห่ง เทศบาลนคร 30 แห่ง และองค์กรบริหารส่วนตําบล 5,492 แห่ง รวมทั้งสิ้น 7,853 แห่ง (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, www.dla.go.th, 15 ตุลาคม 2556)

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้งขึ้นเพื่อทําหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะ นับว่าเป็น ภารกิจสําคัญที่จะต้องดําเนินการทั้งตามอํานาจหน้าที่ และตามที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจโดยต้อง ยึดถือว่า การให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนจะต้องดีขึ้นหรือไม่ตํ่ากว่าเดิม มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และมีความรับผิดชอบ ต่อผู้รับบริการมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพการให้บริการสาธารณะให้ดียิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อันเป็น เป้าหมายที่สําคัญสูงสุดในการทํางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เทศบาล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ที่ถูกจัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติ

เทศบาล พ.ศ.2496 มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอิสระในการให้บริการประชาชนในท้องถิ่น โดยมีภารกิจ หน้าที่ในการจัดระบบการให้บริการสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุน เพื่อ ประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(18)

3 ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 กําหนดให้ เทศบาลมีอํานาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ

ตามมาตรา 50 (7) มาตรา 53 (1) และมาตรา 56 (1)กําหนดให้เทศบาลตําบล เทศบาลเมือง และ เทศบาลนคร มีอํานาจหน้าที่ต้องส่งเสริมการสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของ สตรี เด็ก ผู้สูงอายุและผู้พิการหรือผู้ด้อยโอกาส เช่นเดียวกับ ที่กําหนดให้องค์การบริหารส่วนตําบลมีหน้าที่

ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ.2537 มาตรา 67 (6) ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ นอกจากนั้นยังมีอํานาจตามที่กําหนดไว้ใน กฎหมายเฉพาะอื่นๆ อาทิเช่น

พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 จํานวน 31 เรื่อง มาตรา 16 (10) กําหนดให้เทศบาล เมืองพัทยา และ องค์การบริหารส่วน ตําบลมีอํานาจหน้าที่ในการสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก สตรี คนชรา และ ผู้ด้อยโอกาส ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด กฎหมายฉบับนี้ได้กําหนดให้มีอํานาจหน้าที่ในการ สังคมสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเช่นเดียวกับ เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหาร ส่วนตําบลปรากฏอยู่ในมาตรา 17 (27)

พระราชบัญญัติการกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ พ.ศ.2542 ได้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่ให้ความสําคัญกับ สตรี เด็ก คนชรา ผู้พิการ และ ผู้ด้อยโอกาส ตามมาตรามาตรา 4, 30, 53, 54 และมาตรา 80 นอกจากจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 แล้วยังสอดคล้องกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตั้งแต่ฉบับที่ 8-11 ซึ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา

จากความสําคัญดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทําการศึกษาในเรื่องของการ ให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลใน ประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นงานที่เทศบาลจะต้องให้บริการโดยถือว่าเป็นหน้าที่หลักในการให้บริการ สาธารณะขั้นพื้นฐาน

อย่างไรก็ตามในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ใน อดีตที่ผ่านมา การให้บริการสาธารณะด้านนี้จะต้องคํานึงถึงขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบเป็นหลัก กล่าวคือ แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมุ่งเน้นที่จะบริการเฉพาะแต่ในพื้นที่ของตนเพียงแห่ง เดียวโดยใช้แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ในขอบเขตที่ตนรับผิดชอบ นอกจากนี้การปฏิบัติงานนอกเขต

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(19)

พื้นที่ของตนเองยังเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากต้องดําเนินการตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการและ ยังมีปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในเทศบาลที่มิได้มีจิตวิญญาณในการให้บริการ สาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตมากไปกว่าการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นไปที่การ ปฎิบัติตามอํานาจหน้าที่ ยึดระเบียบกฎเกณฑ์โดยมิได้คํานึงถึงความสําเร็จเท่าใดนัก

การให้บริการสาธารณะเป็นหน้าที่ของข้าราชการ ปัจจัยที่สําคัญที่สุดที่จะทําให้การ ให้บริการสาธารณะประสบความสําเร็จก็คือ การมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีจิตสํานึก จิตวิญญาณในการ ส่งมอบบริการจากผู้ให้บริการไปยังผู้รับบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ชัดเจนแต่จะ ออกมาในรูปแบบของเวลา สถานที่ รูปแบบการให้บริการ และที่สําคัญเป็นสิ่งที่เอื้ออํานวยทาง จิตวิทยาให้เกิดความพึงพอใจ ดังนั้นจิตสํานึกในการให้บริการสาธารณะจึงเป็นกุญแจสําคัญที่จะทํา ให้การให้บริการสาธารณะประสบความสําเร็จ (ช่อลดา ห้วงนํ้า, 2545) นับว่าสอดคล้องกับการ ให้บริการสาธารณะที่ออกมาในรูปแบบของ Service-Minded เป็นหัวใจสําคัญของงานบริการจะต้อง ให้บริการแก่ผู้มารับบริการด้วยจิตใจที่รักงานบริการ เต็มเปี่ยมและแสดงออกให้เห็นถึงความเอาใจ ใส่ที่มีต่อผู้มารับบริการ โดยสามารถแยกเป็น 11 คําตามตัวอักษรได้ดังนี้

S (Smile) ยิ้ม แย้มเข้าไว้ เพื่อให้ผู้มารับบริการรู้สึกดีๆ เวลาเข้ามารับบริการจากท้องถิ่นฝึก ยิ้มบ่อยๆ เพื่อให้เกิดรอยยิ้มในนํ้าเสียง ยิ้มทั้งกิริยาและยิ้มที่ออกมาจากใจ

E (Enthusiasm) ความกระตือรือร้น เป็นยุคที่ต้องทําทุกอย่างแข่งกับเวลาและต้อง ประหยัดเวลา จึงต้องให้บริการด้วยความรวดเร็ว ครบถ้วนและมีคุณภาพไปพร้อมๆกัน

R (Rapidness) รวดเร็วและมีคุณภาพ ครบถ้วน

V (Value) มีคุณค่า หมั่นทบทวนอยู่เสมอว่างานของเรามีคุณค่าหรือไม่ ต้องให้บริการ อย่างมีคุณค่าแก่ผู้รับบริการและปรับเปลี่ยนวิธีการเสมอๆเพื่อให้การบริการมีคุณค่ามากขึ้น

I (Impression) ความประทับใจ ควรสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นแก่ผู้มารับบริการ เพราะความประทับใจเป็นเครื่องที่บ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพในการให้บริการสาธารณะ

C (Courtesy) มีความสุภาพอ่อนโยน ผู้ให้บริการต้องมีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้รับบริการ E (Endurance) ความอดทน เก็บอารมณ์

สําหรับ “Mind” ได้มีการให้ความหมายไว้ดังนี้

M (Make Believe) มีความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง มีคุณค่า มีความหมายและมีความดีงาม เช่น มีความเชื่อว่า การให้บริการที่ดีจะสร้างความประทับใจให้เกิดกับผู้รับบริการและจะทําให้ชีวิตและ สังคมดีขึ้นอย่างแน่นอน

I (Insist) ยืนยัน ยอมรับและยืนหยัดในแนวทางการทํางานที่ถูกต้อง

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(20)

5 N (Necessitate) การให้ความสําคัญ ผู้รับบริการทุกคนต้องการเป็นคนพิเศษ เพราะฉะนั้น การทําให้ผู้รับบริการทุกคนเป็นคนพิเศษจึงเป็นสิ่งสําคัญ

D (Devote) อุทิศตนให้กับงาน หรือกิจกรรมที่เราทํา ไม่ว่าจะทํางานอะไรถ้าตั้งใจทําจะ ได้ผลที่ดี ประสบความสําเร็จ

คําว่า Service Mind มีการพูดถึงมาหลายปีทั้งในประเทศและต่างประเทศหากพิจารณาตาม ตัวอักษรรวมแล้วคําว่า “Service” แปลว่า การบริการ คําว่า “Mind” แปลว่า “จิตใจ” เมื่อรวมคําแล้ว หมายถึง “มีจิตใจในการให้บริการ” สรุปได้ว่าการให้บริการที่ดี ผู้ให้บริการต้องมีจิตใจในการ ให้บริการสาธารณะ มีใจรักในการบริการ ด้วยการแสดงออกทางกาย การกระทํา คําพูด มีการทักทาย อย่างยิ้มแย้มแจ่มใจ มีอารมณ์รื่นเริง และควบคุมตนเองได้ไม่ขึ้นเสียงกับประชาชนผู้มารับบริการ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นซึ่งนับว่ามีความใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก การให้บริการสาธารณะ ด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ให้บริการจะต้องให้บริการด้วย ความรักในงานบริการ อํานวยความสะดวก ใช้วาจาไพเราะอ่อนหวาน ให้คําแนะนํา จนทําให้

ประชาชนผู้มารับบริการได้รับความพึงพอใจ ได้ประโยชน์และมีความสุข กลับไป (สํานักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข, http://kmops.moph.go.th, 10 พฤศจิกายน 2558)

อย่างไรก็ตามในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ใน อดีตที่ผ่านมา พบว่า คุณภาพการให้บริการกับจิตวิญญาณและคุณธรรมได้หายไปจากเทศบาล เนื่องจากการหลงทิศหลงทางของทั้งผู้บริหารและพนักงานซึ่งล้วนแต่ทําให้การให้บริการสาธารณะ ออกห่างจากวิถีชีวิตของความเป็นประชาชนคนไทย ออกห่างจากความสามัคคี ความเมตตา กรุณา ต่อกัน และการให้บริการสาธารณะด้านนี้จะต้องคํานึงถึงขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบเป็นหลัก กล่าวคือ แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมุ่งเน้นที่จะบริการเฉพาะแต่ในพื้นที่ของตนเพียงแห่ง เดียวโดยใช้แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ในขอบเขตที่ตนรับผิดชอบ นอกจากนี้การปฏิบัติงานนอกเขต พื้นที่ของตนเองยังเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากต้องดําเนินการตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการและ ยังมีปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในเทศบาลที่มิได้มีจิตวิญญาณในการให้บริการ สาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตมากไปกว่าการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นไปที่การ ปฎิบัติตามอํานาจหน้าที่ ยึดระเบียบกฎเกณฑ์โดยมิได้คํานึงถึงความสําเร็จเท่าใดนัก

เมื่อการให้บริการสาธารณะของเทศบาลในด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่วนใหญ่มิได้มีการให้บริการสาธารณะด้วยจิตวิญญาณหรือมีการนําหลักพุทธธรรมเข้ามาใช้ในการ บริการแต่อย่างใด กลับเป็นการให้บริการสาธารณะตามอํานาจหน้าที่และการให้บริการดังกล่าวควร

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(21)

เป็นไปตามหลัก Social Equaityที่ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ตามแนวความคิดหรือกระบวนทัศน์ของ New Public Administation สอดคล้องกับ การให้บริการสาธารณะด้วยหลัก Service-Minded ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่เป็นปัญหากรณีผู้สูงอายุย้ายจากท้องถิ่นหนึ่งไปอยู่

อีกท้องถิ่นหนึ่งจะมีปัญหาในการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือบางท้องถิ่นจะจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุโดย การจ่ายผ่านธนาคาร โดยมิได้คํานึงถึงว่าผู้สูงอายุจะไปเบิกเงินจากธนาคารอย่างไร

และในกรณีของ สตรี ทางเทศบาลจะมีการให้บริการสาธารณะโดยการเข้าไปส่งเสริม อาชีพเมื่อดําเนินการฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพเรียบร้อยก็มิได้ดําเนินการต่อในเรื่องของการหาตลาด หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนกลับปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสตรีเหล่านั้นไปดําเนินการเอง

ในส่วนของเด็กและเยาวชน มีการดําเนินการต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งศูนย์

เยาวชนหรือการฝึกอบรม เทศบาลส่วนใหญ่กลับมีการดําเนินการโดยมิได้คํานึงถึงความสําเร็จที่จะ เกิดขึ้นในทางกลับกันเป็นเพียงแค่การดําเนินการเพื่อให้บรรลุตามเกณฑ์ตัวชี้วัดที่ทางส่วนราชการ กําหนดไว้ ซึ่งนับได้ว่าเทศบาลส่วนใหญ่มิได้มีการนําหลักพุทธธรรมเข้ามาใช้ในการให้บริการแต่

อย่างใด เป็นการให้บริการตามอํานาจหน้าที่ไม่ได้เป็นไปในรูปแบบของ Service Mind ในประเด็น ปัญหาต่างๆเหล่านี้เป็นเพราะสังคมไทยในปัจจุบันขาดทุนทางสังคมซึ่งต่างจากสังคมไทยในอดีตที่มี

ทุนทางสังคมอยู่มาก

ทุนทางสังคม คือ การเป็นสังคมแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน ให้ความสําคัญกับผู้สูงอายุโดยมีลูกหลานคอยเอาใจใส่และดูแล มีจิตสาธารณะหรือจิตอาสา หรือที่

เรียกว่ามีจิตวิญญาณ ตามที่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้กล่าวไว้ในจดหมายข่าวเวทีวิชาการ “ฟื้นพลัง ชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 ประเด็นปัญหาเหล่านี้แสดงให้

เห็นว่าสังคมไทยขาดทุนทางสังคม (ทุนมนุษย์, ทุนทางสถาบัน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม) ส่วนที่

สําคัญก็คือ ทุนทางสถาบัน โดยเฉพาะสถาบันทางศาสนาที่คนรุ่นใหม่มิได้ให้ความสําคัญหรือสนใจ ในการศึกษาหลักธรรมคําสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งถ้าหากว่าบุคลากรของเทศบาลได้รับการอบรม ขัดเกลาการให้บริการสาธารณะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักพุทธธรรม จะทําให้บุคลากรมีความ ศรัทธาในวิชาชีพ มีคุณธรรม มีจิตวิญญาณ มุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละและปฏิบัติงานด้วยความเอาใจใส่

ในการให้บริการสาธารณะมากขึ้น

ผู้วิจัยเห็นว่าหนทางที่จะกอบกู้จิตวิญญาณในการให้บริการสาธารณะด้วยหัวใจที่รักใน งานบริการหรือที่เรียกว่า Service-Minded กลับคืนมาเทศบาลจะต้องทบทวนความเป็นตัวตนเดิมๆที่

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(22)

7 แท้จริงกลับคืนมาและแสดงออกถึงการสร้างบริการที่ออกมาจากใจ ที่นับว่าเป็นความจะเป็นเร่งด่วน ในการสร้างการให้บริการสาธารณะแนวใหม่ เทศบาลพันธุ์ใหม่ เพื่อมาร่วมให้บริการสาธารณะด้วย หลักพุทธธรรม หลักที่จะทําให้สังคมท้องถิ่นไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจ พอเพียง พึ่งพาตนเองได้ด้วยการนําหลักพุทธธรรมเข้ามาใช้ในการให้บริการสาธารณะดังกล่าว

พุทธธรรมหรือพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติไทยมีความเป็นมาอย่างยาวนานตั้งแต่

สมัยกรุงสุโขทัย เริ่มเข้ามาสถาปนาในประเทศไทย ราวปี พ.ศ.218 คนไทยนับถือศาสนาพุทธ มากกว่าร้อยละ 90 โดยเป็นพุทธศาสนายุคเถรวาทแบบพระเจ้าอโศกมหาราชมาถึงยุคมหายาน ยุค เถรวาทแบบพุกามจนกระทั่งยุคเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในปัจจุบัน (เสถียรพงษ์ วรรณปก, 2525) กล่าวว่า “ศาสนาเป็นหนึ่งในพลังที่มีอํานาจให้ความรู้ลึกซึ้งและมีอิทธพลที่สุดในสังคมมนุษย์”

พุทธธรรมก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มีอิทธิพลต่อชีวิต ครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจ และการเมือง ความชื่อและค่านิยมทางศาสนาเหนี่ยวนําการกระทําของมนุษย์ศาสนาเป็น ลักษณะสําคัญของชีวิตและมิติทางสังคมก็เป็นส่วนสําคัญของศาสนาซึ่งแน่นอนว่าศาสนาพุทธเป็น ศาสนาหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ

อิทธิพลของศาสนาพุทธในประเทศไทยจะเห็นได้จากการที่ภาครัฐมีนโยบายสาธารณะ โดยการออกกฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักธรรมทางศาสนาพุทธ เช่นการส่งเสริมการเล่นการพนันซึ่ง เป็นอบายมุขโดยการเปิดบ่อนคาสิโนที่ถูกกฎหมายก็จะได้รับการต่อต้านคัดค้านมาโดยตลอดส่วน ผู้นําประเทศที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้เคร่งศาสนามีความสนใจปฏิบัติธรรมเป็นประจําก็จะได้รับความ นิยมนับถือจากประชาชน (Capps, 1792 อ้างถึงในฌาน ตรรกวิจารณ์, 2550)

พุทธธรรมหรือพุทธศาสนาเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวพันธ์กับมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วๆไป หรือเป็นทรัพยากรขององค์การหรือประเทศชาติก็ตาม ดังนั้นการให้บริการสาธารณะโดยอาศัยพุทธ ธรรมจะมีความสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย อีกทั้งพุทธธรรมนั้นก็เป็นเรื่องของการให้บริการอย่าง เป็นธรรม เสมอภาพ มีจิตวิญญาณในการให้บริการด้วยการทําให้สังคม ชุมชน เข้มแข็งและพึ่งพิง ตนเองได้ ซึ่งปัจจุบันได้มีความตื่นตัวด้วยความพยายามที่กระตุ้นปลุกจิตสํานึกจริยธรรมทั้งใน ภาครัฐในรูปแบบของธรรมาภิบาลหรือในภาคธุรกิจในรูปของบรรษัทภิบาลก็ตามนับว่าเป็นภาพ สะท้อนที่ทําให้เห็นถึงความสําคัญและมีความจําเป็นอย่างยิ่งในในการที่จะต้องมี Service-Minded

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(23)

หลักพุทธธรรมที่มีความสอดคล้องกับการให้บริการสาธารณะนั้นมีอยู่หลากหลายและมี

ความเหมาะสมกับงานให้บริการสาธารณะในบริบทที่แตกต่างกัน หลักพุทธธรรมเหล่านี้ จะหล่อ หลอมสร้างพนักงานให้มีคุณธรรม จริยธรรม จะต้องอาศัยการกล่อมเกลาของคนและสถาบันทาง สังคมมาอย่างยาวนาน ฝั่งรากที่ดีงามหยั่งรากลึก ตั้งแต่ ครอบครัว (บ้าน) วัด (บวร) โรงเรียน สถาบันทางสังคม สถาบันทางศาสนา มีการเรียนรู้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาในเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ ในระดับท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดการปลูกฝังหลักพุทธธรรมให้กับคนและองค์กร ให้ “เกาะติด”เป็นวิถีชีวิตนั้นสําคัญที่สุด (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยฺตโต), 2556)

จิตตินันท์ นันทไพบูรณ์ นับเป็นบุคคลสําคัญที่สร้างแรงบันดาลใจในการให้บริการก็คือ

“Service Mind สไตล์พุทธ” ซึงหมายถึง การให้บริการสาธารณะโดยเฉพาะในด้านสังคม สงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้ผู้รับบริการไม่ว่าจะเป็น เด็ก สตรี หรือผู้สูงอายุ พึงพอใจ ในการให้บริการและมีความเข้มแข็ง ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สามารถพึ่งพาตนเองได้อันจะนําไปสู่

การเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยผู้ให้บริการจะเป็นผู้ที่มีใจรักในงาน บริการด้วยการแสดงออกทางร่างกายคือ การยิ้มแย้มแจ่มใส สุภาพอ่อนโยนตลอดเวลาในการ ให้บริการ มีความกระตือรือร้นเพื่อสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นแก่ผู้มารับบริการด้วยการอุทิศตน ในการให้บริการด้วยความตั้งใจจริงและให้ความสําคัญกับประชาชนผู้มารับบริการเป็นอันดับแรก (“ให้ธรรมะหมุนรอบตัวคุณ”, www.teacherbik.com, 10 พฤศจิกายน 2558)

จากที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปปัญหาในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์

และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเทศบาลว่าเป็นการให้บริการที่ไม่เป็นระบบ แม้มีมาตรฐานในการ ให้บริการจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หากแต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ในเทศบาลกลับไม่มี

ความกระตือรือร้นในการให้บริการ ทั้งบุคลากรในหน่วยงานทํางานแบบขาดจิตวิญญาณ จึงเป็นที่มา ของการสนใจในการนําจิตวิญญาณเดิมๆ กลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นวิถีทางที่นําไปสู่ผลเชิงปฏิบัติใน การช่วยเสริมแนวทางการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้

หลักพุทธธรรมกับการให้บริการสาธารณะของเทศบาลให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น

สําหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจศึกษาหลักพุทธธรรมที่จะนํามาปรับใช้ในการให้บริการ สาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต ของเทศบาลในประเทศไทย โดยจะนํามา ประยุกต์ใช้เพื่อให้การปฏิบัติงานของบุคลากรของเทศบาลต่อ เด็ก สตรี คนชราในด้านสังคม สงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

(24)

9 การที่คนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสําคัญในเรื่องของสถาบันทางศาสนา หลักธรรมคําสั่งสอน ต่างๆ ซึ่งสามารถนํามาประยุกต์ใช้ได้ในการให้บริการสาธารณะอาจจะเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลง ทางด้านบริบทของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองโดยให้ความสําคัญทางด้านวัตถุมากกว่าจิตใจนับว่า นั้นคือปัญหาของการให้บริการสาธารณะของเทศบาลที่ให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนา คุณภาพชีวิต โดยคํานึงถึงแต่หน้าที่ตามระเบียบกฎหมายแต่มิได้มีการนําหลักพุทธธรรมเข้ามาใช้ใน การให้บริการสาธารณะ จึงทําให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษา ในสามประเด็นดังต่อไปนี้

1) บริบทด้าน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ส่งผลต่อการให้บริการสาธารณะด้านสังคม สงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต ของเทศบาลในประเทศไทยอย่างไร

2) กลยุทธ์การให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้

หลักพุทธธรรม ของเทศบาลในประเทศไทย เป็นอย่างไร

3) มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนา คุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรม ของเทศบาลในประเทศไทย

จากปัญหาที่ผู้วิจัยได้กล่าวมาข้างต้นรวมประเด็นทั้ง 3 ที่ผู้วิจัยสนใจจะทําการศึกษา ผู้วิจัย จึงนํามาตั้งเป็นคําถามของการวิจัยได้ดังนี้

1.2 คําถามการวิจัย

1) บริบทด้าน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ส่งผลต่อการให้บริการสาธารณะด้านสังคม สงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเทศบาลในประเทศไทยอย่างไร

2) กลยุทธ์การให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยใช้

หลักพุทธธรรม ของเทศบาลในประเทศไทย เป็นอย่างไร

3) มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนา คุณภาพชีวิตโดยใช้หลักพุทธธรรม ของเทศบาลในประเทศไทย

1.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1) เพื่อศึกษาบริบท ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่ส่งผลต่อการให้บริการสาธารณะด้าน สังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต ของเทศบาลในประเทศไทย

2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การให้บริการสาธารณะด้านสังคมสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้หลักพุทธธรรมของเทศบาลในประเทศไทย

มหาวิทยาลัยรังสิต Rangsit University

Referensi

Dokumen terkait

аль-Фараби, г.Алматы, Казахстан 3Алматинский технологический университет, г.Алматы, Казахстан *email: [email protected] РАЗРАБОТКА ПРОГРАММНОГО ПРОДУКТА ДЛЯ ОЦЕНКИ ИНВЕСТИЦИОННЫХ