02
[ บ ท บ ร ร ณ า ธิ ก า ร ]
ปีที่ 31 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2553
รายงานการวิจัยของผศ.ดร.ศรีสมภพจิตร์ภิรมย์ศรีจากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย
สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและ
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ที่นำมาสู่พาดหัวข่าว“โพลล์ระบุคนสามจังหวัด
ชอบช่อง7ดูละครหลังข่าวอ่านหนังสือพิมพ์หัวสี...”บอกอะไรแก่สังคมไทยโดยเฉพาะใน
บรรดาผู้สนใจปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่น้อย
“ความจริง”อีกมาก
แต่ไหนแต่ไรมางานเขียนไม่ว่าจะเป็นสารคดี
ข่าวรายงานพิเศษงานวิจัยวิทยานิพนธ์ตลอดจน
วรรณกรรมจำนวนหนึ่งมองเข้ามายังชายแดนภาคใต้
ในลักษณะที่ว่าผู้คนในพื้นที่ผูกพันอยู่กับอัตลักษณ์
ความเป็นมลายูมุสลิมที่เคร่งครัดเป็นอย่างยิ่ง หลายข้อเขียนโยงอัตลักษณ์ทางสังคมวัฒนธรรม
เข้ากับอัตลักษณ์ทางการเมืองโดยขับเน้นให้เห็นว่า
สองสิ่งนี้สัมพันธ์กันอย่างไม่อาจแยกได้เพื่อจะตอบ
คำถามว่าการดิ้นรนเพื่อ“(นคร)รัฐปัตตานี”นั้นมี
อยู่จริงมากน้อยเพียงไร
คำตอบมักออกมาเป็นภาพเหมารวมในลักษณะ
ที่เห็นว่าในพื้นที่แห่งนี้ โดดเด่นอยู่ด้วยอัตลักษณ์
เดียวคือความเป็นมุสลิมที่ตึงเครียดอะไรที่พอจะ
เรียกหรือสื่อสารได้ว่าเป็น“ความเป็นไทย”ถูกตีกระจาย
คนในพื้นที่มักปฏิเสธและหนักเข้าก็ถึงขั้นต่อต้าน ภาพเหมารวมเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ส่วนอื่นๆ
ในสังคมไทยมองจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง
หวาดระแวงจินตนาการไม่ออกว่าผู้คนในพื้นที่แห่งนี้
มีชีวิตอยู่กันได้อย่างไรในสถานการณ์ตึงเครียด
ราวกับสงครามกลางเมืองเช่นนี้
โดยเฉพาะชาวไทยพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีน
พวกเขาอยู่ได้อย่างไร?
นั่นยังไม่ต้องคิดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ
การท่องเที่ยวการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น
นี่คืออันตรายของการสร้างภาพเหมารวมหรือ
ที่นักวิชาการบางท่านเรียกว่า“ภาพตัวแทน”
เราไม่อาจเข้าใจภาพความจริงได้จากนักเขียน
สารคดีที่ลงมานั่งกินน้ำชาอยู่ในพื้นที่7-8วันเพื่อ
เขียนหนังสือหนา200กว่าหน้าเราไม่อาจเข้าใจอะไร
ได้จากกวีที่นั่งเขียนถึงปัญหาภาคใต้ที่อยู่อีกฟากหนึ่ง
ของเทือกเขาบรรทัดเพราะงานเขียนเหล่านี้บอก
อะไรเราไม่ได้มากไปกว่า“อารมณ์ต่อข่าวสาร”ที่ถูก
ผลิตซ้ำอยู่แล้วในหนังสือพิมพ์รายวัน
งานเขียนที่ผิวเผินจำพวกนี้เองที่เป็นตัวสร้าง
“ความจริง” เกี่ยวกับความรุนแรงในชายแดนใต้ที่
สังคมไทยขนหัวลุกอยู่ในปัจจุบัน เป็นการสร้าง
“ความจริง”ที่ทำให้สังคมไทย“ใจแคบ”ต่อคนในสาม
จังหวัดภาคใต้
แต่งานศึกษาเช่นของผศ.ดร.ศรีสมภพแสดง
ให้เห็นแล้วว่ายังมี“ความจริง”อื่นๆอยู่ในพื้นที่ที่
นักเขียน/กวีหรือนัก“อารมณ์นิยม”ไม่อาจเข้าถึงได้
ถ้าหากไม่ยอมละทิ้งอารมณ์เพื่อค้นหาความจริง
เสียบ้าง
เราต้องยอมรับว่าความหลากหลายนั้นย่อมมี
อยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธ แม้แต่ในสังคมที่ดูเหมือน
“สามัคคี/รักใคร่กลมเกลียว”หรือเป็น“เอกภาพ”กัน
เหลือประมาณก็ตาม
งานศึกษาของผศ.ดร.ศรีสมภพยืนยันว่าหลาย
ปรากฏการณ์ของชาวบ้านในพื้นที่นั้นมีความเชื่อมโยง
กับสังคมไทยในวงกว้างอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้
03 สามารถเห็นได้ในการศึกษาวิถี
ชีวิตประจำวันของชาวบ้านไม่ใช่
ศึกษาจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
สิ่งเหล่านี้จะแสดงให้เห็นถึง
ความพยายามเชื่อมโยงตนเอง
เข้ากับความเป็นไทยหรือไม่ ?
เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้
เครื่องมือในทางวิชาการเข้ามา
วิเคราะห์แต่โดยพื้นฐานที่สุดคนใน
พื้นที่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไทย
อย่างเข้มงวดหรือเคร่งครัดอย่างที่
ชาวไทยส่วนใหญ่จินตนาการ แต่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
กันตลอดเวลาการไม่ยอมกลาย
เป็นไทย(โดยวิถี/หรือวิธีคิด)นั้น
ย่อมมีความเกี่ยวพันกับ“ประโยชน์”
ของตัวตนทางสังคมวัฒนธรรมที่
เรียกว่า “อัตลักษณ์” ซึ่งย่อมมี
ความเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปได้
ตามบริบทหรือ(คุณ)ประโยชน์
คนกลุ่มใดๆที่อยู่อาศัยตาม
ริมชายแดนใดๆก็ตามอัตลักษณ์
ของพวกเขาย่อมไม่อาจเป็น
“แท่ง”ของวัตถุแต่มันอาจเหมือน
“ของเหลว”ที่เปลี่ยนรูปได้ตลอด
ตามสภาพแวดล้อมทางสังคม
วัฒนธรรม อารมณ์ ตลอดจน
เศรษฐกิจ เพราะมันขึ้นอยู่
กับ “ความสัมพันธ์” มากกว่า
“รากเหง้า”
“ความจริง”เกี่ยวกับจังหวัด
ชายแดนภาคใต้จึงยังหลงเหลือให้
ผู้ที่มีใจเปิดกว้างและเครื่องมือหลาก
หลายค้นหาได้อีกมากมาย