x0
x
เอกสารประกอบการบรรยาย: วิชา 2304101 ฟิสิกส์ทั่วไป 1 (ชีวภาพ) ครั้งที่ 13 ภาคการศึกษาต้น พ.ศ. 2551
ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สารบัญ
1 การเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาโมนิก 1
1.1 พลังงานเมื่อเกิดการเคลื่อนที่แบบ SHM . . . 5 1.2 ตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบ SHM . . . 6
2 การสั่นแบบหน่วง (Damped Oscillation) 9
3 การสั่นแบบเพิ่มแรงขับและความถี่เรโซแนนซ์ (Driven Oscillation and Resonant Frequen-
cy) 9
1 การเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาโมนิก
การเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาโมนิก
การเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาโมนิก (Simple harmonic motion, SHM) คือ การเคลื่อนที่ซ้ำรอย เดิม ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่แบบคาบ จากกฎของฮุกค์ จะได้ว่า
Fs=−kx=ma a=−k
mx
ความเร่งขึ้นกับระยะทาง x ทิศของแรงคืนตัวตรงข้ามทิศการเคลื่อนที่ ระยะกระจัดสูงสุด = แอ มปลิจูดหรืออำพล (Amplitude, A)
O X Y
θ A
คาบการเคลื่อนที่
จากวงกลมอ้างอิง คาบ T คือเวลาที่เคลื่อนที่ครบ 1 รอบ สัมพันธ์กับความถี่ f เป็น T = 1
f ω= 2π
T = 2πf
การกระจัด อัตราเร็วของ SHM
พิจารณาเงาของวงกลมอ้างอิงรัศมี A ทำมุม θ
x=Acosθ=Acosωt เมื่อ ω=θ/t
จาก vc=rω =Aω อัตราเร็วของเงาเป็น
v=−vcsinθ=−Aωsinωt
อัตราเร่งของ SHM
ความเร่งของเงาหาได้เป็น
a=−accosθ ac=−vc2
r =−(Aω)2
A =−Aω2 a=−Aω2cosωt
การหาความสัมพันธ์ของ x, v, a
O X Y
θ A
Acosθ θ vc
vccosθ
−vcsinθ
O X Y
θ
−accosθ
−acsinθ ac
จากการกระจัด x ที่หาได้ตอนต้น เราใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์หา v และ a ได้ดังนี้
x=Acosωt v= dx
dt = d
dt(Acosωt)
=A d
d(ωt)(cosωt)·d dt(ωt)
=−Aωsinωt a= dv
dt = d
dt(−Aωsinωt)
=−Aω2cosωt=−ω2x
SHM ของสปริง
การเคลื่อนที่ของสปริง ระยะกระจัดเป็นฟังก์ชันรูปไซน์ขึ้นกับเวลา หรือ x=Acosωt
จากสมการการเคลื่อนที่ของสปริง
a=−k
mx=−k
m(Acosωt)
−Aω2cosωt=−k
m(Acosωt) ω2 = k
m 2π
T 2
= k m T = 2π
rm k
การสั่นของแก้วหู
การสั่นของแก้วหูมีความเร็วเท่ากับความเร็วของโมเลกุลอากาศ หาได้จาก v= P
ρc
เมื่อ P = ความดัน, c = ความเร็วเสียงในอากาศ; ρc≈415 mks
ถ้าอัตราเร็วในการสั่นของแก้วหูเมื่อฟังเสียงเบาที่สุดที่หูรับได้ มีความดันเป็น 2×10−8 N/m2 ความเร็วของแก้วหูหาได้เป็น
v= 2×10−5
415 = 4.8×10−8m/s
แอมปลิจูดของแก้วหูหาจาก v=Aω ถ้าเสียงความถี่ 4000 Hz A= 1.9×10−12 m ซึ่งมีค่าเล็กกว่า รัศมีอะตอม แสดงว่าหูมนุษย์มีความรู้สึกไวมาก
1.1 พลังงานเมื่อเกิดการเคลื่อนที่แบบ SHM
ขณะที่เคลื่อนที่โดยมีอัตราเร็วเป็น v พลังงานเกิดจากการรวมกันของพลังงานจลน์และพลังงานศักย์
E=K+U = 1
2mv2+1 2kx2
= 1
2mA2ω2sin2(ωt) +1
2kA2cos2(ωt) เนื่องจากที่จุดที่สปริงยืดสูงสุด วัตถุหยุดนิ่ง ดังนั้นจึงมีแต่พลังงานศักย์
U = 1
2kx2 = 1
2kA2cos2(ωt) Umax= 1
2kA2
ที่จุดที่สปริงผ่านจุดสมดุล (x= 0) วัตถุเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสูงสุด ดังนั้นจึงมีแต่พลังงานจลน์
K= 1
2mv2 = 1
2mA2ω2sin2(ωt) Kmax= 1
2mA2ω2 = 1
2mA2(k/m)
= 1
2kA2=Umax
กราฟพลังงานศักย์กับการกระจัดของ SHM กราฟระหว่างการกระจัดกับพลังงานจลน์ ?
สมการการเคลื่อนที่ SHM
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าการเคลื่อนที่มีสมการดังต่อไปนี้
a=−kx α=−kθ จะได้ว่า
k=ω2 T = 2π
√ k
รูปที่ 1 กราฟความสัมพันธ์ระหว่าพลังงานศักย์กับการกระจัดของ SHM
`
mg
mgsinθ θ
x
1.2 ตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบ SHM ลูกตุ้มอย่างง่าย
จากสมดุลแรง
F =ma=−mgsinθ a=−gsinθ=−g
`x T = 2π
s
` g
ลูกตุ้มฟิสิคัล
c.m.
b O
θ
mg
รูปที่ 2 ประกอบตัวอย่างการหาคาบของการเดิน 1
ทอร์กรอบจุดหมุนหาได้จาก
Iα=−mgbsinθ α=−mgb
I θ; sinθ≈θ T = 2π
s I mgb
ตัวอย่าง
จงหา T ของขา ถ้าขายาว 1 m และมีรูปทรงเป็นแท่งไม้ยาว
รูปที่ 3 ประกอบตัวอย่างการหาคาบของการเดิน 2
จาก
I = 1 3mL2 b= L
2 T = 2π
s I mgb
= 2π s
2L 3g
ถ้าใช้ L = 1 m จะได้ว่า T = 1.6 s และเมื่อกำหนดให้ขาเคลื่อนที่ทำมุมเพียง 1 rad จะได้ว่าขา เคลื่อนที่ด้วยระยะทาง s=rθ= 1.0 m และเนื่องจากใช้เวลาเพียงครึ่งรอบ t=T /2 = 0.8 s ดังนั้น อัตราเร็วของการเคลื่อนที่ของคนประมาณได้เป็น
v= s t
≈ 1.0 0.8
≈1.3 m/s
เครื่องชั่งโมเลกุล DNA
แท่งสี่เหลี่ยมบางถูกดึงออกจากซิลิกอน แบบจำลองของการคำนวณให้แท่งบางนั้นเป็นมวลที่
มีขนาดเพียง 1/3 เท่าของมวลจริงติดกับสปริง (เพราะ I = 1/3M L2) เมื่อแท่งสี่เหลี่ยมมีมวลของ DNA ติดที่ปลาย พบว่าค่าคงที่ของสปริงไม่เปลี่ยน แต่ความถี่ของการสั่นเปลี่ยนไป
ตัวอย่างการคำนวณมวลของ DNA ถ้าซิลิกอนมีความหนาแน่น 2300 kg/m3 หรือมีมวลเป็น M =ρg = 3.7×10−16kg ถ้าแท่งดังกล่าวสั่นโดยไม่มีมวล DNA ด้วยความถี่เป็น 12 MHz แต่เมื่อมี
รูปที่ 4 เครื่องชั่งโมเลกุล DNA
มวล DNA ติดจะสั่นลดลงไป 50 Hz ดังนั้นถ้ากำหนดให้ใช้แบบจำลองเป็นมวลติดสปริง มวลดังกล่าว ที่ไม่มี DNA ติดจะสมมติว่ามีค่ามวล m = 1/3M = 1.2×10−16kg ส่วนมวลที่มี DNA ติดจะมีค่า เป็น m+mDN A ซึ่งทำให้ความถี่ f0 = 12,000,000 Hz ลดลงเป็น f1 = 11,999,950 Hz ดังนั้น จากสมการการเคลื่อนที่แบบ SHM ของสปริงจะได้
k=m(2πf0)2= (m+mDN A)(2πf1)2 m+mDN A
m = 1 +mDN A
m =
f0
f1 2
=
12,000,000 11,999,950
2
= 1.0000083 mDN A= 1.0×10−18 g
2 การสั่นแบบหน่วง (Damped Oscillation)
การสั่นแบบหน่วง (Damped Oscillation) คือ ระบบการเคลื่อนที่ที่คล้ายกับการเคลื่อนที่แบบ SHM แต่มีแรงเสียดทาน เช่น แรงต้านอากาศที่กระทำกับระบบในทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ และขนาด ของแรงดังกล่าวแปรผันกับความเร็ว
*
f =−b*v จากกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันจะได้ว่า
F =ma=−bv−kx ma+bv+kx= 0
รูปที่ 5 การกระจัดของระบบที่มีการหน่วงเพียงเล็กน้อย (Underdamped Oscillation)
รูปที่ 6 การกระจัดของระบบที่มีการหน่วงเพียงเล็กน้อย (Underdamped Oscillation)
การหน่วงเล็กน้อย
กรณีที่มีการหน่วงเพียงเล็กน้อย (Underdamped) การเคลื่อนที่ของมวลติดสปริงก็ยังคงมีการ เคลื่อนที่เป็นคาบอยู่ แต่แอมปริจูดจะค่อยๆ ลดลง
การหน่วงมาก
กรณีที่มีการหน่วงมาก (Overdamped) กว่าการหน่วงวิกฤติ (Critically damped) การเคลื่อนที่
ของมวลติดสปริงจะไม่มีการเคลื่อนที่เป็นคาบ และการเคลื่อนที่จะค่อยๆ หยุด
รูปที่ 7 กราฟเรโซแนนซ์ (Resonance curve)
3 การสั่นแบบเพิ่มแรงขับและความถี่เรโซแนนซ์ (Driven Oscillation and Resonance)
การสั่นแบบเพิ่มแรงขับ (Driven Oscillation) คือ การเพิ่มแรงให้กับระบบการสั่้นแบบหน่วง เพื่อทำ ให้ระบบมีการเคลื่อนที่ต่อไปได้ มักนิยมพิจารณากรณีที่มีการเพิ่มแรงแบบซ้ำรอบ
*
Fext= +F0cosω0tˆi จากกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันจะได้ว่า
F =ma=−bv−kx+F0cosω0t ma+bv+kx−F0cosω0t= 0
กราฟเรโซแนนซ์
พิจารณากราฟระหว่างแอมปลิจูดการเคลื่อนที่กับความถี่ของแรงที่เพิ่มเข้าไป พบว่าที่ความถี่
ของแรงที่เพิ่ม f0 เท่ากับ ความถี่ของการสั่นเมื่อมีการหน่วง fSHM จะทำให้แอมปลิจูดการเคลื่อนที่
มีค่าสูงที่สุด เราเรียก f0 ค่านี้ว่า ความถี่เรโซแนนซ์ หรือ ความถี่ธรรมชาติ (resonance or natural frequency)
ตัวอย่างของเรโซแนนซ์
การพังของสะพาน Tacoma (วีดีโอคลิป)
รูปที่ 8 ส่วนประกอบของหู
รูปที่ 9 cochlea ที่ตำแหน่งต่างๆ กันไวต่อเสียงที่ความถี่ต่างกัน เพราะความถี่ธรรมชาติไม่เท่ากันเนื่องจากมัน มีความหนาไม่เท่ากัน