บทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการและปัญหาของ การจัดการป่ากันชนร่วม และ 2) เสนอยุทธศาสตร์การจัดการป่ากันชนร่วมของ ชุมชนบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวม ข้อมูลโดยการวิจัยเอกสาร การวิจัยภาคสนาม ประกอบด้วยการสัมภาษณ์
เชิงลึก การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การจัดเวทีสาธารณะ และกิจกรรม “กินข้าว ป่าเล่าความหลังฟังปัญหา” ผู้ให้ข้อมูลสำาคัญที่ใช้ในการศึกษามีจำานวน 47 คน ใช้การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าด้านวิธีรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วย วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และอธิบายด้วยวิธีพรรณนาโดยเน้นหลักการออกแบบ กติกาในการจัดการทรัพยากร
ผลการวิจัยพบว่า 1) มีการหาประโยชน์จากป่าสงวนแห่งชาติและป่าชุมชน โดยผู้คนในและนอกพื้นที่โดยการบุกรุกพื้นที่ การตัดต้นไม้ การหาของป่า การล่าสัตว์ป่าสงวน วิกฤตการณ์ไฟป่าในฤดูแล้ง ปัญหาของช้างป่าบุกรุกทำาลาย พืชสวน พืชไร่ และการรุกล้ำาเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และ 2) ป่าชุมชน และป่าสงวนแห่งชาติ ที่มีพื้นที่ไม่ประชิดและประชิดกับเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ดำาเนินกิจกรรมผ่านโครงการจัดตั้งป่าชุมชนที่กรมป่าไม้
อนุญาตให้จัดตั้ง การดำาเนินการในพื้นที่ป่าชุมชนมีการลาดตะเวนร่วม มีการพูด คุยปรึกษาหารือระหว่างภาครัฐและชุมชน ทำาแนวป้องกันไฟป่า ทำาฝายชะลอ น้ำา การปลูกต้นไม้เสริม ตั้งจุดสกัดเพื่อป้องกันและตรวจตรา โดยมีกฎ และ ระเบียบในทั้งนี้ มีการใช้ประโยชน์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน การใช้ประโยชน์ใน
การจัดการป่ากันชนร่วมของชุมชนบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง Joint Buffer Zone Forest Management of the Community Area
in Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary
1 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พิจิตร
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Phichit Buddhist College, E-mail: [email protected]
2 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พิจิตร
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Phichit Buddhist College, E-mail: [email protected]
3 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ปริญญา นิกรกุล1 Parinya Nikornkul
พระครูวิโชติสิกขกิจ2 Phrakru Wichotsikkhakit พระมหาเกรียงศักดิ์ อินฺทปญฺโญ3 Phramaha Kriangsak Indhapanno
Article History Received: September 20, 2019 Revised: January 29, 2020 Accepted: March 26, 2020
เชิงพื้นที่ภายใต้ปัจจัยชุมชนมีความแตกต่าง จึงจำาเป็นต้องกำาหนดแนวทางบนพื้นฐานการทำาเป็นยุทธศาสตร์
ในพื้นที่กันชนห้วยขาแข้ง เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติทั้งหมดภายใต้กฎหมายใหม่ (พระราชบัญญัติ
ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ให้เป็นยุทธศาสตร์ของพื้นที่
ยุทธศาสตร์ของอำาเภอ และยุทธศาสตร์จังหวัด)
คำ�สำ�คัญ: การจัดการ ป่ากันชน ชุมชน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง Abstract
The objectives of this research are 1) to study the management and problems of common buffer forest management, and 2) to propose a strategy for managing common buffer forest of the community at Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary. It is a qualitative research compiled by document research. Field research consists of in-depth interviews, uninterrupted observation, public stage measurement, activity in “eating wild rice, telling stories and listening to problems.” Forty-seven key informants were used in the study, and triangulation was conducted with checking on data collection methods. Data analysis included content analysis method and explained in a descriptive way, with emphasis on the principles of rules and regulations for resource management
The research revealed two findings. First is the exploitation of the national forest reserves, and community forests that was caused by people inside and outside of the said forests in the forms of encroaching on the ground, cutting down trees, searching for forest products, and hunting for forest reserves. Other problems included forest fire crisis in drought and problems of wild elephants invading the area and destroying horticultural crops, as well as the encroachment into Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary. The second finding concerns the fact that the area of community forests and national forests that the area of is both adjacent to and not adjacent to the Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary, hence carrying out activities through the community forest establishment projects approved by the Forest Department Operations in community forest areas with joint patrols. There are also discussions between the government and the community. Other projects include making a forest fire prevention line, building check dams to slow down water, planting extra trees, and setting up extraction points for preventing and monitoring violation, and all of which abide with rules for utilization in the same direction. In this aspect, spatial uses under different community factors need to establish guidelines that are based on how to be strategic in the area of Huai Kha Khaeng bumper to serve as a guideline for all practices under the new law (Community Forest Act (2019) and Wildlife Preservation and Protection Act (2019) to be a strategy of the area, of the district, and of the province).
Keywords: Management, Forest Buffer Zone, Community, Wildlife Sanctuary, Huai Kha Khaeng
บทนำา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีลักษณะ ค่อนข้างยาวจากเหนือจดใต้ ตลอดพื้นที่ลุ่มน้ำาของลำาห้วย ขาแข้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำาบลระบำา ตำาบลป่าอ้อ อำาเภอ ลานสัก ตำาบลทองหลาง อำาเภอห้วยคต ตำาบลคอกควาย และตำาบลแก่นมะกรูด อำาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และ บางส่วนของจังหวัดตาก ในท้องที่ตำาบลแม่ละมุ้ง อำาเภอ อุ้มผาง จังหวัดตาก มีแนวเขตติดกับจังหวัดนครสวรรค์
จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งนี้ เขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ครอบคลุมพื้นที่ส่วนหนึ่งของ เทือกเขาธงชัย ประกอบด้วยสันเขาน้อยใหญ่หลายสันเขา โดยเฉพาะทางตอนเหนือของพื้นที่ สภาพภูมิประเทศ ลาดเทไปทางตอนใต้และมีที่ราบไม่กว้างขวางมากนัก ริมสองฝั่งลำาห้วยขาแข้ง มียอดเขาที่สำาคัญ ได้แก่
ยอดเขาปลายห้วยขาแข้ง (สูง 1,678 เมตร) ยอดเขา ใหญ่ (สูง 1,554 เมตร) ยอดเขาน้ำาเย็น (สูง 1,530 เมตร) ยอดเขาเขียว (สูง 1,347 เมตร) ยอดเขาปลายห้วย น้ำาเย็น (สูง 1,224 เมตร) ยอดเขาปลายห้วยไทรใหญ่
(สูง 1,253 เมตร) ฯลฯ มีลำาห้วยที่สำาคัญ ได้แก่ ห้วยขาแข้ง มีความยาวประมาณ 20 กิโลเมตร ไหลลงสู่แม่น้ำาแม่กลอง นอกจากห้วยหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีห้วยแยกขนาดเล็ก อีกมากมาย จุดที่สูงสุดของพื้นที่ คือ ยอดเขาปลายห้วย ขาแข้ง อยู่ในจังหวัดตากที่อยู่ทางตอนเหนือ มีระดับ ความสูงจากระดับน้ำาทะเล 1,687 เมตร ส่วนใหญ่เป็น ภูเขา บางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขา ไม่มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่
ทรัพยากรป่าไม้เป็นสังคมป่าดงดิบเขา สังคมป่าดงดิบชื้น สังคมป่าดงดิบแล้ง สังคมป่าผสมผลัดใบ และสังคมป่า เต็งรัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อยู่ถึง 130 ชนิดพันธุ์ ซึ่งในจำานวนนี้จัดเป็นสัตว์ป่าสงวน ตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 อยู่ถึง 6 ชนิด ได้แก่ ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมเสร็จ เลียงผา เก้งหม้อ และแมวลายหินอ่อน (Wildlife Conservation Information Section, 2018)
การจัดการพื้นที่กันชนเป็นแนวนโยบายของการใช้
ประโยชน์ที่ดินในบริเวณพื้นที่กันชน โดยมุ่งที่การใช้
ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบที่ทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไปจากสภาพป่าพรหมจรรย์น้อยที่สุด หรือให้มีโอกาส เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ในเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งน้อยที่สุด เช่น รักษาเป็นป่าสงวน
แห่งชาติที่สมบูรณ์ไว้ ใช้ประโยชน์ด้านการปลูกสร้าง สวนป่า หรือหากเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ของราษฎรก็มุ่งให้
ใช้ประโยชน์ในด้านการปลูกไม้ยืนต้น หรือทำาการเกษตร ในรูปแบบวนศาสตร์ชุมชน (social forestry) ตามนโยบาย ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบแนวเขตจะต้อง ปลอดจากหมู่บ้านและที่ทำากินของราษฎร ส่วนพื้นที่
ชั้นนอกส่วนที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติซึ่งมีราษฎรบุกรุก เข้าไปทำากินบางส่วน มีนโยบายที่จะจัดเป็นพื้นที่สวนป่า ในรูปแบบหมู่บ้านป่าไม้ หรือสวนป่าของบริษัทไม้อัดไทย จำากัด ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานป่าในแถบนี้ โดยพื้นที่ป่า บางส่วนอาจต้องจัดให้ราษฎรทำากินในรูปของสิทธิทำากิน (ส.ท.ก.) (Faculty of Forestry Kasetsart University, 1989)
พื้นที่กันชนเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่
อื่นๆ ซึ่งต้องอนุรักษ์ไว้เป็นพื้นที่ป่าผลิตผลสวนป่า แหล่งน้ำาและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน หน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบพื้นที่ เช่น ป่าไม้จังหวัด และป่าไม้เขตกรมชลประทาน บริษัทไม้อัดไทย และ กรมทรัพยากรธรณี โดยต้องจัดการพื้นที่โดยไม่ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากข้อมูล ที่กล่าวอ้างเบื้องต้น ในการนี้ ป่ากันชนรอบเขตรักษาพันธุ์
สัตว์ป่า มีรัศมี 5 กิโลเมตร มีหน่วยงานในพื้นที่หลักๆ คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สถานีป้องกัน ไฟป่าห้วยขาแข้ง หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อน. 8, อน. 9 โครงการส่งน้ำาและบำารุงรักษาทับเสลา อ่างเก็บน้ำา ห้วยขุนแก้ว กรมทรัพยากรธรณี ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร จังหวัดอุทัยธานี กองทัพบก จังหวัดอุทัยธานี และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยมีชุมชนที่อาศัยอยู่
ในพื้นที่ และมีป่าชุมชนรอบแนวผืนป่าห้วยขาแข้งถึง 43 เครือข่าย ประกอบด้วยสมาชิกจำานวนมากกว่า 1,000 คน ที่เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่กันชน (buffer zone) เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
พื้นที่กันชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีการบริหารจัดการ ความเข้มข้น กฎหมาย บทบาท หน้าที่ ขอบเขตพื้นที่ การทับซ้อนของพื้นที่ การบุกรุกป่า ของนายทุนและชาวบ้านในพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมาย สภาพสังคม และชุมชนในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมประเพณี
การใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรม
การลักลอบล่าสัตว์ป่า การใช้ประโยชน์จากป่าทั้งจาก คนในและนอกพื้นที่ป่า การผนวกพื้นที่ป่ากันชนให้เป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มุมมองเกี่ยวกับพื้นที่หรือการเข้าใจ ที่ไม่ตรงกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน ในพื้นที่ ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาของพื้นที่
ป่ากันชน ดังนั้น วิธีการบริหารจัดการหรือวิธีแก้ปัญหา ทรัพยากรที่มีเหลือน้อยในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแต่
รัฐและเอกชนเท่านั้น ยังมีมิติของผู้ที่อาศัยในพื้นที่ ซึ่งมี
วิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่และปัญหาที่เกิดจาก พื้นที่ เพื่อให้สามารถร่วมมือกันออกแบบกติกา มารยาท เกี่ยวกับการแก้ปัญหาป่ากันชนร่วมอย่างยั่งยืนได้ โดย การแก้ปัญหาป่ากันชนในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้งนั้น การแก้ไขปัญหาร่วมกันและการมอบข้อมูล เพื่อช่วยในการตัดสินใจแก้ปัญหาป่ากันชนเป็นสิ่งจำาเป็น ในพื้นที่ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาการจัดการและปัญหาของ การจัดการป่ากันชนร่วม เพื่อเป็นแนวทาง/ยุทธศาสตร์
ในการจัดการป่ากันชนร่วมของชุมชนบริเวณ เขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งต่อไป
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาการจัดการและปัญหาของการจัดการ ป่ากันชนร่วมของชุมชนบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง
2. เพื่อเสนอยุทธศาสตร์การจัดการป่ากันชนร่วม ของชุมชนบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง การทบทวนวรรณกรรม
แนวคิดป่ากันชน
1) พื้นที่แนวกันชน ได้มีการกำาหนดอย่างเป็น ทางการตามกฎหมาย คือ พื้นที่แนวกันชนขนาดกว้าง อย่างน้อย 5 กิโลเมตรซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการจัดการ เร่งด่วนที่สุด ทั้งนี้ ได้มีการนำาเสนอโครงการพื้นที่
แนวกันชนสำาหรับแนวเขตด้านตะวันออกของเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในแผนจัดการใหม่ แต่จะต้อง ขยายไปถึงแนวเขตด้านทิศใต้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวรด้วย ตามแผนที่มีการเสนอแนะว่า จะมีการจัดการพื้นที่ให้เป็นแนวเขตกันชนของเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าร่วมกับป่าชุมชนที่เกี่ยวข้อง โดยจะต้องมี
การปรึกษาหารือกับชาวบ้านในท้องถิ่นเกี่ยวกับ
รายละเอียดของวิธีการใช้งานและการบริหารจัดการ (Berknuller & Mukherjee, 1989)
2) “พื้นที่กันชน” (buffer zone) เป็นคำาที่มี
ความหมายกว้าง หมายถึง พื้นที่โดยรอบหรือติดกับพื้นที่
อนุรักษ์ซึ่งอาจเป็นชุมชน หรือเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมด้าน เศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในท้องถิ่นที่คำานึงถึง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่นี้ให้ความหมาย ครอบคลุมถึง “แนวกันชน” ซึ่งจะกำาหนดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่
กับบริบทของท้องถิ่น ส่วนขอบเขตของพื้นที่จะขึ้นอยู่กับ ข้อตกลงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย (stakeholders) โดยเฉพาะประชาชนในท้องถิ่น (Nakwibunwong, Phongphrom, & Aphiwatthanakun, 2007)
การจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชน
คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของออสตรอมเจ้าของรางวัล โนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์จากการเป็นผู้นำาในการพัฒนา กรอบการวิเคราะห์เกี่ยวกับพฤติกรรมรวมหมู่ที่เกิดขึ้น ด้วยตนเอง (self-organizing collective action) ผลงานของออสตรอมในปี 1990 เป็นหนังสือเล่มหลัก ที่นำามาสู่การได้รับรางวัลโนเบล และผลงานใน ปี 2010 เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรร่วม (common-pool resources) คือ ออสตรอมสามารถสกัด “หลักการ ออกแบบกติกา” (design principles) ออกมาจากกรณี
การจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชนที่ประสบความสำาเร็จ ทั่วโลก เพื่อตอบคำาถามว่าการจัดการทรัพยากรร่วม เหล่านี้มีจุดร่วมประการใดบ้าง หลักการที่ออสตรอมสกัด ออกมา 8 ประการ ได้แก่ 1) ความชัดเจนของขอบเขต 2) ความสอดคล้อง 3) ระบบที่เปิดให้สมาชิกส่วนใหญ่
มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและปรับปรุงกฎกติกา 4) การสอดส่องดูแลที่มีประสิทธิผล 5) มีการลงโทษอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป 6) มีกลไกจัดการความขัดแย้ง 7) รัฐให้
การยอมรับในสิทธิของชุมชน และ 8) สำาหรับทรัพยากรร่วม ที่มีขนาดใหญ่ กติกาและกระบวนการจัดการทรัพยากร จะต้องเชื่อมโยงสอดรับกับระบบที่ใหญ่กว่า อาทิ กฎหมาย การจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชนที่ประสบความสำาเร็จ นั้นมีลักษณะที่ตรงกับหลักการออกแบบกติกาข้างต้น ทุกข้อ ส่วนชุมชนที่ล่มสลายมักจะมีลักษณะสอดคล้อง กับหลักการออกแบบกติกาเพียง 1-2 ข้อเท่านั้น โดย ชุมชนที่ล้มเหลวมักจะขาดกลไกการจัดการความขัดแย้ง
ไม่ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ และไม่ได้เชื่อมโยงกับ ระบบนิเวศสังคมที่ใหญ่กว่า นอกจากนี้ ออสตรอมยังชี้
ให้เห็นว่า ปัจจัยสำาคัญที่ทำาให้คนในชุมชนสามารถ มาตกลงออกแบบกฎกติกากันได้ตั้งแต่ต้น คือ
“ความไว้วางใจ (trust)” และ “การตอบแทน (reciprocity)” เพราะผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ย่อมร่วมมือกันง่ายกว่า และตอบแทนกันได้ง่ายทั้ง ทางบวก (เช่น ให้การชื่นชมยกย่องคนที่ช่วยอนุรักษ์
ทรัพยากรชุมชน) และทางลบ (เช่น ประณามผู้ที่เอา เปรียบคนอื่น) ในแง่นี้ การค้นพบของออสตรอมยืนยัน ถึงประโยชน์ของการช่วยเหลือเกื้อกูล ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน อันเป็นคุณธรรมพื้นฐานของภูมิปัญญาตะวันออกรวมทั้ง ในไทยมาช้านาน (Bunnag, 2011)
สิทธิชุมชนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
กระบวนการใช้สิทธิของชุมชนจะนำาไปสู่การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จากการศึกษาป่าชุมชน ในจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า การที่ชุมชนมี
ความเข้มแข็ง และสมาชิกภายในชุมชนมีความไว้วางใจ กันและกันสูง เป็นปัจจัยของการร่วมมือกันที่จะนำาไป สู่ความเจริญก้าวหน้าของสังคม โดยชุมชนตระหนักถึง การร่วมมือและร่วมกันเสียสละประโยชน์ส่วนตน ในระยะสั้นเพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวเพื่อคนรุ่นลูก รุ่นหลาน นอกจากนี้ ชุมชนยังให้ความสำาคัญกับการพึ่งพา ตนเองผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและกระบวนการเรียนรู้
ผ่านกระบวนการทำาวิจัยชุมชน มีกระบวนการเรียนรู้และ ถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยให้ความสำาคัญกับกระบวนการ ภายในชุมชนและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับ ภายนอกชุมชนได้อย่างสอดคล้องกลมกลืนกับ ความต้องการของสมาชิกในชุมชน (Khumsup, 2015)
ป่าชุมชนเทคโนโลยีอำานาจควบคุมชุมชน
แนวคิดนี้มองป่าชุมชนในฐานะทางเลือกการจัดการ ทรัพยากรป่าไม้ หรือในฐานะที่เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง ในการเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ ป่าชุมชน ช่วยรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และช่วยบรรเทาปัญหา ความยากจนให้ชาวชนบท โดยตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา สังคมไทยมีการขับเคลื่อนขบวนการป่า
ชุมชนที่เรียกร้องให้รัฐมอบอำานาจให้กับชุมชนในเขต ป่าเพื่อจัดการทรัพยากรที่อยู่ติดกับหมู่บ้านของตนเอง การศึกษาพบว่า คำาว่า “ป่าชุมชุน” ถูกตีความและ ถูกทำาความเข้าใจต่างกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างก็
พยายามช่วงชิงการนิยามความหมายป่าชุมชน ที่สะท้อนความเชื่อ ความรู้ และอุดมการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับทรัพยากรป่าไม้
(Onprom, 2011) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่ากันชนร่วม ของชุมชน มีดังต่อไปนี้คือ
1) เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่ง ชาติ พ.ศ. 2507 เนื่องจากป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติ
ที่สำาคัญของชาติและรัฐบาลได้กำาหนดจุดหมายไว้
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติว่าจะสงวนป่าไม้ไว้เป็น เนื้อที่ประมาณร้อยละ 50 เนื้อที่ประเทศไทย คือ เป็นเนื้อที่
ป่าสงวนราว 250,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 156 ล้านไร่
จากการที่ป่าไม้ที่สงวน คุ้มครองไว้แล้ว และที่ยังมิได้สงวน คุ้มครองได้ถูกบุกรุกและถูกทำาลายไปเป็นจำานวนมาก แม้ป่าไม้ในบริเวณต้นน้ำาลำาธารก็ถูกแผ้วถางเผาทำาลายไป เป็นอันมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความแห้งแล้ง พื้นดิน พังทลาย ลำาน้ำาตื้นเขิน หรือเกิดอุทกภัยอันเป็นผลเสียหาย แก่การเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่า ที่ใช้บังคับอยู่ มีวิธีการไม่รัดกุมเหมาะสมต้องเสียเวลา ดำาเนินการเป็นเวลานาน จึงจะประกาศกำาหนดเป็น ป่าสงวนหรือเป็นป่าคุ้มครองได้ เป็นเหตุให้บุคคล บางจำาพวกฉวยโอกาสทำาลายป่าได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนั้น มีการกำาหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ไม่เหมาะสมกับ กาลสมัย ผู้กระทำาผิดไม่เข็ดหลาบเป็นช่องทางให้มี
การบุกรุกทำาลายป่ามากขึ้น รัฐบาลจึงเห็นเป็นการจำาเป็น อันรีบด่วนที่จะต้องดำาเนินการปรับปรุงกฎหมายเรื่องนี้
เสียใหม่ เพื่อให้สามารถดำาเนินการคุ้มครองป้องกัน เพื่อ รักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าของชาติ และ เพื่อมิให้อาชีพเกษตรกรรมของประชาชนส่วนใหญ่และ เศรษฐกิจของประเทศถูกกระทบกระเทือนจากผลของ การทำาลายป่า (National Reserved Forest Act, 1964)
2) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีความมุ่งหมาย ในการควบคุมการตัดไม้ ทำาไม้ และของป่าหวงห้าม รวมทั้งการควบคุมการนำาไม้และของป่าเคลื่อนที่
ออกจากป่า เพื่อมิให้มีการตัดไม้ทำาลายป่าโดยไม่จำาเป็น และสงวนไม้มีค่าบางชนิดเอาไว้ โดยได้กำาหนดประเภท ชนิดไม้ และของป่าหวงห้าม นอกจากไม้และของป่า ที่กฎหมายหวงห้ามแล้ว ประชาชนก็อาจจะใช้ประโยชน์
โดยการตัดไม้ที่ไม่หวงห้ามหรือเก็บของป่าที่ไม่หวงห้าม ไปเป็นประโยชน์ของตนได้ (Forest Act, 1941)
3) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.
2535 การขยายพันธุ์สัตว์ป่าและให้การสงวนและคุ้มครอง สัตว์ป่าควบคู่กันไป และเนื่องจากปัจจุบันได้มีความตกลง ระหว่างประเทศในการที่จะร่วมมือกันเพื่อสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่าของท้องถิ่นอันเป็นทรัพยากรที่สำาคัญ ของโลก ดังนั้น เพื่อปรับปรุงให้มาตรการในการสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับ ความตกลงระหว่างประเทศสมควรปรับปรุงกฎหมายว่า ด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเสียใหม่จึงจำาเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ (Wildlife Preservation and Protection Act, 1992)
กรอบแนวคิดในการวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ป่ากันชนเกี่ยวกับความเป็นมาและการจัดการจากกรณี
ศึกษาที่ประสบผลสำาเร็จและล้มเหลวในการจัดการ ทรัพยากรร่วม และการประยุกต์ใช้จากปรากฏการณ์
ประเทศไทยเรื่องสิทธิการจัดการจากชุมชนเมื่อเปลี่ยนไป เป็นรัฐจัดการ มุมมองในฐานะอำานาจในการจัดการชุมชน ผ่านป่าชุมชน การจัดการทรัพยากรร่วมในต่างประเทศ มูลเหตุหรือภูมิหลังก่อนการเกิดกฎหมายฉบับใหม่ ของ หน่วยงานภาครัฐ กลุ่มป่ากันชน องค์กรภาคเอกชน ผ่าน การดำาเนินการ บุคลากร และกิจกรรมที่ดำาเนินการ โดยใช้
หลักการออกแบบกติกาในการจัดการทรัพยากร (design principle) ของ Elinor Ostrom (Bunnag, 2011) เพื่อศึกษาการจัดการและปัญหาการจัดการป่ากันชน และเสนอยุทธศาสตร์การจัดการป่ากันชนห้วยขาแข้ง และแนวทางในการจัดการป่ากันชนร่วมที่เกิดจาก ความร่วมมือของรัฐและชุมชนในอนาคตได้ โดยมีกรอบ การวิจัยดังนี้
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
ระเบียบวิธีวิจัย
รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ต้องการ ศึกษาการจัดการ ปัญหา และเสนอยุทธศาสตร์การจัดการ ป่ากันชนร่วมของชุมชนบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง
ขอบเขตด้านแนวคิด ทฤษฎี
แนวคิดที่นำามาการศึกษาทางด้านแนวคิดทฤษฎี
และผลการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ตลอดจน ผู้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ 1) แนวคิดป่ากันชน 2) การจัดการทรัพยากรร่วม ของชุมชน 3) สิทธิชุมชนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
4) ป่าชุมชนเทคโนโลยีอำานาจควบคุมชุมชน 5) การจัดการ ทรัพยากรร่วมในต่างประเทศ และ 6) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ขอบเขตด้านเนื้อหา
ผู้วิจัยมุ่งศึกษาปัญหาของการจัดการป่ากันชนร่วม แนวทางในการจัดการป่ากันชนร่วมของชุมชนบริเวณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยจะศึกษาครอบคลุม ประเด็นต่างๆ ดังนี้ ปัญหาของการจัดการป่ากันชนร่วม และนโยบายของรัฐ บริบททั่วไปของทรัพยากรป่าไม้
ได้แก่ สภาพทั่วไปของป่า ประวัติของป่าไม้เขตรักษาพันธุ์
สัตว์ป่าห้วยขาแข้งโดยสังเขป นโยบายและการจัดการป่า กันชนร่วม เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่เกี่ยวข้อง ย้อนหลัง 2 ปี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเขตรักษาพันธุ์
สัตว์ป่า และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวทางในการจัดการ ป่ากันชนร่วม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการป่ากันชนร่วม
ขอบเขตด้านพื้นที่
ขอบเขตด้านพื้นที่ที่ศึกษา ได้แก่ กลุ่มป่าเขาเขียว ประกอบไปด้วยป่าชุมชนไผ่งาม อำาเภอลานสัก จังหวัด อุทัยธานี กลุ่มป่าเขาวงศ์ ประกอบไปด้วยชุมชนบ้านโป่ง มะค่า อำาเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี กลุ่มป่าคอกควาย ประกอบด้วยบ้านคุ้มเกล้า อำาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
และกลุ่มป่าบ้านไร่ ประกอบด้วยบ้านศาลาคลอง อำาเภอ บ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
ขอบเขตด้านระยะเวลา
1 ตุลาคม 2560 ถึง 28 เมษายน 2562
ขอบเขตด้านผู้ให้ข้อมูลสำาคัญ
ผู้วิจัยเลือกผู้ให้ข้อมูลสำาคัญแบบเจาะจง (purposive) จำานวน 47 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่/อดีตเจ้าหน้าที่
ที่เคยปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ประธานกลุ่มป่า ผู้แทนภาคประชาชน กลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรม “กินข้าวป่า เล่าความหลังฟังปัญหา” และกลุ่มที่เข้าร่วมการจัดเวที
สาธารณะ โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม และกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม ดังต่อไปนี้
1. กลุ่มใหญ่ 3 กลุ่มที่ศึกษา มีดังต่อไปนี้
กลุ่มที่ 1 ได้แก่ เจ้าหน้าที่/อดีตเจ้าหน้าที่ที่เคย ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ หัวหน้ากลุ่มกลุ่ม พัฒนาระบบบริหาร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช (อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง) อดีตหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อน. 8 และอดีต กำานันตำาบลระบำา (โครงการส่งน้ำาและบำารุงรักษาทับเสลา) จำานวน 3 คน
กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ประธานกลุ่มป่าที่มีความเกี่ยวข้อง ในพื้นที่ จำานวน 4 คน ซึ่งครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ดังนี้
1) กลุ่มป่าเขาเขียว ประกอบไปด้วยป่าชุมชนไผ่งาม อำาเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี 2) กลุ่มป่าเขาวงศ์
ประกอบไปด้วยชุมชนบ้านโป่งมะค่า อำาเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี 3) กลุ่มป่าคอกควาย ประกอบด้วย บ้านคุ้มเกล้า อำาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และ 4) กลุ่ม ป่าบ้านไร่ ประกอบด้วยบ้านศาลาคลอง อำาเภอบ้านไร่
จังหวัดอุทัยธานี
กลุ่มที่ 3 ได้แก่ ผู้แทนภาคประชาชนที่ใช้ประโยชน์
จากป่ากันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จำานวน 8 คน 2. กลุ่มย่อย 2 กลุ่ม มีดังต่อไปนี้
2.1) กลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรม “กินข้าวป่าเล่า ความหลังฟังปัญหา” ประกอบด้วยกลุ่มประชาชน จำานวน 16 คน ในพื้นที่บ้านท่ามะนาว หมู่ที่ 1 ตำาบลระบำา อำาเภอ ลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เป็นกลุ่มย่อยที่ไม่ใช่กลุ่มที่ให้
การสัมภาษณ์เชิงลึก และกลุ่มที่เข้าร่วมเวทีสาธารณะ 2.2) กลุ่มที่เข้าร่วมเวทีสาธารณะ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ผู้นำากลุ่มป่ากันชน องค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนในพื้นที่
จำานวน 16 คน โดยเป็นการจัดเวทีสาธารณะ 1 ครั้ง ณ องค์การบริหารส่วนตำาบลป่าอ้อ อำาเภอลานสัก จังหวัด
อุทัยธานี เพื่อง่ายต่อการเดินทางและลดค่าใช้จ่าย และเพื่อไม่เป็นการรบกวนเวลาผู้ให้ข้อมูลสำาคัญ จนมากเกินไป ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ ผู้นำากลุ่มป่ากันชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทน สถาบันการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ อำาเภอลานสัก อำาเภอห้วยคต อำาเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ผู้วิจัยได้กำาหนดเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งวิธีการสร้างเครื่องมือ และการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือ ดังนี้
1. แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in depth interview) โดยการสัมภาษณ์ในประเด็น บริบททั่วไปของทรัพยากร ป่าไม้ ปัญหาของการจัดการป่ากันชนร่วม การจัดการ ป่ากันชนร่วมของชุมชน นโยบายและการจัดการ ป่ากันชนร่วม แนวทางในการจัดการป่ากันชนร่วม
“หลักการออกแบบกติกา (design principles)”
ยุทธศาสตร์ต่อการจัดการป่ากันชนร่วม และข้อเสนอแนะ การจัดการป่ากันชนร่วม
2. แบบสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (non-participant observation) ในประเด็นการกระทำา (กิจกรรมในการ จัดการป่ากันชนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำากลุ่ม ประชาชน ผู้แทนจากภาคเอกชน) แบบแผนการกระทำา (การกระทำา หรือพฤติกรรมที่เป็นกระบวนการมีขั้นมีตอนและ มีลักษณะต่อเนื่องจนเป็นแบบแผนของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำากลุ่ม ประชาชน ผู้แทนจากภาคเอกชน) ความหมาย (จากการกระทำาและแบบแผนการกระทำาของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำากลุ่ม ประชาชน) ความสัมพันธ์ (ความสัมพันธ์
ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำากลุ่ม ประชาชน) การมีส่วนร่วม ในกระบวนการจัดการป่ากันชนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำากลุ่ม ประชาชน และสภาพสังคม (สภาพสังคม ในพื้นที่) ของภาครัฐ ผู้นำากลุ่ม ประชาชนทั่วไป
3. แบบบันทึกกิจกรรม “กินข้าวป่าเล่าความหลัง ฟังปัญหา” ในประเด็นความหลังเกี่ยวกับป่า ปัญหา ในปัจจุบัน แนวเขตป่าอดีตและปัจจุบัน กติกาการใช้
ประโยชน์ ประวัติศาสตร์ชุมชน ความเป็นมาป่าชุมชน การขอคืนพื้นที่ป่าเพื่อขยายพื้นที่ป่าชุมชนเพิ่มเติม แนวทางการบริหารจัดการป่าชุมชนร่วม และแนวทาง การบริหารจัดการป่ากันชนร่วมในเชิงยุทธศาสตร์
4. แบบบันทึกความคิดเห็นการจัดเวทีสาธารณะ ในประเด็นการจัดการป่ากันชนร่วมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ปัญหาการจัดการป่ากันชนร่วม การบูรณาการร่วมกัน หลายภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงรุก การรับฟังปัญหา ทำาให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในประเด็นทรัพยากรร่วม ขององค์กรที่เป็นกลาง การส่งเสริมได้เกิดรายได้จาก ปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการบริหารจัดการ ป่ากันชนร่วมในเชิงยุทธศาสตร์
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ ข้อมูลในครั้งนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบสังเกต แบบไม่มีส่วนร่วม แบบบันทึกกิจกรรมกินข้าวป่าเล่า ความหลังฟังปัญหา และแบบบันทึกความคิดเห็น การจัดเวทีสาธารณะ เพื่อเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่
เกี่ยวข้องในพื้นที่ ประธานกลุ่มป่ากันชน องค์กรเอกชน และประชาชน ผู้วิจัยใช้การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ แบบสามเส้าด้านวิธีการเก็บข้อมูล โดยเก็บข้อมูลโดยใช้
เครื่องมือชุดเดียวกันทั้ง 3 กลุ่มเพื่อตรวจสอบความเหมือน หรือแตกต่างกันของคำาตอบที่ได้รับ พร้อมหาสาเหตุของ ความเหมือนความต่างนั้น จากนั้นจึงวิเคราะห์ สังเคราะห์
และสรุปผลในรูปของการบรรยายพรรณนา แต่เนื่องจาก ใช้เครื่องมือชุดเดียวกัน จึงมีการปรับข้อความตาม ความเหมาะสมให้สอดคล้องกับผู้ให้ข้อมูลสำาคัญทั้ง 3 กลุ่ม การบริหารความเสี่ยง
ในการลงพื้นที่สัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้ติดต่อกับผู้ให้ข้อมูล หลักทั้ง 47 คน เพื่อนัดวัน เวลา สถานที่ ตามที่ผู้ให้ข้อมูล หลักสะดวก ทั้งนี้ ในการเข้าร่วมกิจกรรม การสัมภาษณ์
แบบไม่เป็นทางการ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และ การจัดเวทีสาธารณะ ผู้วิจัยได้มีการขออนุญาตถ่ายภาพ และบันทึกเสียงก่อนการดำาเนินการทุกครั้ง เพื่อลด ความหวาดระแวงของผู้ให้ข้อมูลหลัก และเพื่อเป็น การไม่ไปรบกวนผู้ให้ข้อมูลหลักจากการประกอบอาชีพ หลักด้วย ส่วนในบางพื้นที่ที่ต้องสำารวจพื้นที่จริง ผู้วิจัย ได้ติดต่อกับเจ้าของพื้นที่ล่วงหน้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ กิจกรรมกินข้าวป่า โดยผู้วิจัยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่
เกิดขึ้น เช่น ค่าอาหาร ค่าสถานที่ ค่าน้ำามัน เป็นต้น
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยเอกสาร และการวิจัย ภาคสนาม ผู้วิจัยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลดังต่อไปนี้
1. การสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (in depth interview) ผู้วิจัยทำาการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการกับเจ้าหน้าที่/
อดีตเจ้าหน้าที่ที่เคยปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ประธาน กลุ่มป่ากันชน และผู้แทนภาคประชาชนที่ใช้ประโยชน์จาก ป่ากันชน
2. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ผู้วิจัยทำาการเก็บ ข้อมูลโดยการสังเกตปฏิกิริยาผู้ให้ข้อมูลสำาคัญ ขณะสัมภาษณ์ว่ามีความพึงพอใจมากน้อยเพียงใด และ ความร่วมมือของบุคคลทั่วไป (เช่น ยิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้น เต็มใจ ไม่หวาดกลัว เป็นต้น) โดยใช้แบบ สังเกตแบบมีโครงสร้าง (structured observation) 3. การเข้าร่วมกิจกรรม “กินข้าวป่าเล่าความหลัง ฟังปัญหา” การสำารวจแนวเขตป่ากันชน การกำาหนด กติกาป่ากันชน ผู้วิจัยทำากิจกรรมร่วมกับกลุ่มประชาชน ในพื้นที่ บ้านท่ามะนาว หมู่ที่ 1 ตำาบลระบำา อำาเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี
4. การจัดเวทีสาธารณะ ณ องค์การบริหารส่วน ตำาบลป่าอ้อ อำาเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี
ในการเก็บข้อมูล ผู้วิจัยขออนุญาตใช้เทปบันทึกเสียง ในขณะสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลการสัมภาษณ์ที่ครบถ้วน นอกจากการบันทึกในแบบแบบสัมภาษณ์ การขออนุญาต ใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกภาพขณะสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำาคัญ และบันทึกภาพการสังเกตการณ์ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อ นำามาเป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของการวิจัยในการสร้าง เครื่องมือเพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) โดยการนำาข้อมูลเบื้องต้นจาก การสำารวจเอกสาร มาประกอบกับข้อมูลจากภาคสนาม ที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึกและ การสังเกตปฏิกิริยาผู้ให้ข้อมูลสำาคัญ จากนั้นจึงอธิบาย ข้อมูลที่รวบรวมได้ดังกล่าวด้วยวิธีการพรรณนา เชิงประวัติศาสตร์โดยเน้นหลักการออกแบบกติกาใน การจัดการทรัพยากร (design principle)
ผลการวิจัย
วัตถุประสงค์ที่ 1 ด้านการจัดการป่ากันชนร่วมของ ชุมชนบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบว่า มีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานเข้ามาทำากิจกรรม ร่วมกับชุมชน เช่น การปลูกป่า การลาดตระเวนร่วม และการสร้างฝายชะลอน้ำาเพื่อให้พื้นป่ามีความชุ่มชื้น และสมดุลในฤดูแล้ง ทั้งนี้ ภาครัฐให้การสนับสนุนด้าน งบประมาณ อุปกรณ์ และบุคลากรในการสำารวจป่า ลาดตระเวนร่วมกัน โดยดำาเนินการผ่านคณะกรรมการ ป่าชุมชน ทำาให้ชุมชนเข้าใจเจตจำานงในการรักษาพื้นป่า เพื่ออนาคต ในการนี้ ชุมชนมีความชัดเจนของขอบเขต ความสอดคล้อง กฎกติกาของชุมชน และระบบที่เปิดให้
สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและปรับปรุง กฎกติกา และการสอดส่องดูแลที่มีประสิทธิผล มี
การลงโทษอย่างเป็นขั้นตอน มีกลไกจัดการความขัดแย้ง รัฐให้การยอมรับในสิทธิของชุมชน มีกติกาและ กระบวนการจัดการทรัพยากร และมีการเชื่อมโยงสอดรับ กับระบบที่ใหญ่กว่า อาทิ กฎหมาย เป็นต้น
ด้านปัญหาการจัดการป่ากันชนร่วมของชุมชนบริเวณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ในปัจจุบัน พบว่า มีปัญหาด้านการรับรู้ความชัดเจนขอบเขตพื้นที่ของ ประชาชนในและนอกพื้นที่ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชุมชน นอกจากนั้น มีการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำาเกษตรกรรม การล่าสัตว์ การตัดไม้
และมีบุคคลภายนอกเข้ามาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ โดย เข้ามาดักและล่าสัตว์ และหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ดโคน ไม้ข้าวหลาม โดยที่ไม่เคารพกฎ กติกาของชุมชน ในการนี้
กรรมการป่าชุมชนส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ จึงมีความยาก ลำาบากในการดูแลรักษาป่าชุมชน และการสืบทอดภารกิจ ระหว่างรุ่นสู่รุ่นของคนในชุมชนเอง และยังมีปัญหาช้างป่า หรือสัตว์ป่าออกมาทำาลายพืชผลและ พืชไร่ของคน ในชุมชน นอกจากนั้น เมื่อมีการกระทำาความผิดหรือ ละเมิดข้อตกลง กฎ กติกา ระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่
ของรัฐระดับปฏิบัติการในพื้นที่ ก็มีการว่ากล่าว ตักเตือน หรือการจับดำาเนินคดี ซึ่งทำาให้ลดความไว้เนื้อเชื่อใจ และสร้างความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน หรือสร้าง ความขัดแย้งได้ ในกรณีนี้ หน่วยป้องกันรักษาป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่
ประสานงานกับชุมชน แต่ส่วนใหญ่เมื่อทำาผิดครั้งแรก