Provincial Development and Its Identity in the Cold War Era in Thailand Pinyapan Potjanalawan
Assistant Professor, Faculty of Humanities and Social science, Lampang Rajabhat University
Corresponding Author: [email protected]
Received: December 22, 2018 Revised: August 22, 2019 Accepted: September 2, 2019 Abstract
This article aims to discuss the concept of provincial development from state policy and practice that was growing in the time of Cold War era to confront the Communist Party of Thailand and simultaneously developing the areas. This operation affected the perception of the people about the image of their province that related to provincial administration and vice versa. This policy weakened the power of local administrative organizations, such as provincial administrative organizations and municipalities. Provincial development took part in the building the provincial identity through image creation, tourism, and provincial mottoes. Only large and potential provinces were successful, contributing to inequality among the provinces in each region in contrast to the local people's expectation. This article describes this phenomenon by employing the historical approach to examining historical documents.
Keywords: provincial development, cold war, provincial identity, tourism, provincial motto
การพัฒนาและอัตลักษณจังหวัดยุครอยตอสงครามเย็นในไทย ภิญญพันธุ พจนะลาวัณย
ผูชวยศาสตราจารย คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง ผูจัดทําบทความตนฉบับ: [email protected]
ไดรับบทความ: 22 ธันวาคม 2561 ปรับปรุงแกไข: 22 สิงหาคม 2562 ตอบรับตีพิมพ: 2 กันยายน 2561 บทคัดยอ
บทความนี้มีจุดประสงคเพื่ออภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาจังหวัดจากนโยบายและปฏิบัติการของ รัฐที่เฟองฟูขึ้นมาในสภาพสงครามเย็นเพื่อตอสูกับพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทยและพัฒนาทองที่ไปพรอมๆ กัน สิ่งเหลานี้ไดสงผลใหการรับรูของประชาชนทั่วไปผนึกแนนกับความเปนจังหวัดอันเปนการบริหารราชการสวน ภูมิภาค ในทางกลับกันก็ทําใหการบริหารสวนทองถิ่นอยางองคการบริหารสวนจังหวัด และเทศบาลออนแอลงไป ดวย ปฏิบัติการดังกลาวยังมีสวนในการสรางอัตลักษณประจําจังหวัดผาน ภาพลักษณ การทองเที่ยวและคําขวัญ ประจําจังหวัด กระนั้นการพัฒนาดังกลาวที่มีเพียงจังหวัดขนาดใหญและมีศักยภาพเทานั้นที่ประสบความสําเร็จก็
ไดสรางความเหลื่อมล้ํา สวนทางกับความคาดหวังของคนในทองถิ่น บทความนี้จะทําการอธิบายปรากฏการณ
ดังกลาวโดยใชการศึกษาดวยแนวพินิจทางประวัติศาสตรผานหลักฐานเชิงเอกสารเปนหลัก คําสําคัญ การพัฒนาจังหวัด สงครามเย็น อัตลักษณจังหวัด การทองเที่ยว คําขวัญประจําจังหวัด
บทนํา
จังหวัดเปนหนวยการเมืองภายใตการบริหารราชการสวนภูมิภาคที่รัฐใหความสําคัญมาอยางยาวนาน ตั้งแตกอนปฏิวัติสยาม 2475 และทวีความสําคัญมาตลอด ตางไปจากการบริหารราชการสวนทองถิ่นที่มักถูก ลดทอนอํานาจไปตามสถานการณทางการเมืองโดยเฉพาะในชวงรัฐบาลเผด็จการที่มักละเลยและเห็นวาการ ปกครองแบบประชาธิปไตยและการเมืองแบบตัวแทนเปนอุปสรรคตอการพัฒนา ดังนั้นจังหวัดในฐานะเชนนี้จึงมี
ความสําคัญตอการปกครอง บริหารและพัฒนาหนวยพื้นที่ของแตละจังหวัดเปนอยางยิ่ง ผูเขียนเคยนําเสนอ บทความ "อํานาจนําของ “สิงห”: การสรางพื้นที่ในเขตเมืองของขาราชการนักปกครองสวนภูมิภาค จากหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2" (ภิญญพันธุ พจนะลาวัณย, 2559) มากอนแลว แตเนนที่บทบาทของพวกเขาในฐานะตัวแทน ของรัฐที่มีบทบาทสําคัญในการปราบปรามและพัฒนาตั้งแตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงทศวรรษ 2500 บทความนี้จะขยายใหเห็นภาพที่กวางขวางกวาบทบาทของผูวาราชการจังหวัด โดยเนนไปที่การสรางภาวะที่
เรียกวา "การพัฒนาจังหวัด" ขึ้นมา
คําถามในการศึกษานี้ก็คือ หนวยการเมืองระดับภูมิภาคนั่นคือ จังหวัดไดมีความเปลี่ยนแปลงเชนไร ในชวงทศวรรษ 2510 จนถึงปลายทศวรรษ 2520 อันเปนชวงสําคัญและจุดที่สถานการณสงครามเย็นมีความตึง เครียดเปนอยางสูงทั้งภายในประเทศและระดับภูมิภาค
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวของมีอยู 2 ประเด็นนั่นคือ อัตลักษณแบบภูธร (provincial identity) และการ พัฒนาที่ไมเทาเทียม (uneven development) ทั้งคูปรากฏอยูในงานของโยชิโนริ นิชิซากิที่ชื่อวา Political Authority and Provincial Identity in Thailand: The Making of Banharn-buri (Nishizaki, 2011) งาน ของเขาใหความสําคัญกับอัตลักษณแบบภูธร (provincial identity) ที่สงผลตอการสรางสุพรรณบุรีผานอํานาจ ทางการเมืองของบรรหาร ศิลปอาชาที่พลิกฟนจากเมืองที่ลาหลัง-ดอยพัฒนา อันเนื่องมาจากการพัฒนาที่ไมเทา เทียมเนื่องจากตําแหนงแหงที่เสนทางคมนาคมที่หางไกลจากศูนยกลาง กลาวกันวากอนป 2499 ยังไมมีถนนเชื่อม ระหวางสุพรรณบุรี-กรุงเทพฯ (Nishizaki, 2011 : 35-37) หากนิชิซากิไดใหความสําคัญของบารมีของนักการเมือง ที่สรางจังหวัดสุพรรณบุรีขึ้นมาทฤษฎีอัตลักษณแบบภูธรทําใหเห็นการสรางอํานาจตอรองทางการเมืองของหนวย การเมืองระดับพื้นที่ขึ้นมา สวนทฤษฎีการพัฒนาที่ไมเทาเทียมนั้นชวยอธิบายใหเห็นถึงความเหลื่อมล้ําภายใตการ เติบโตของเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากผลของการแบงงานกันทํานั้น ผลประโยชนไมไดกลับมาทุกคนอยางเสมอหนา หากกระจุกตัวอยูในเมืองใหญและพื้นที่ศูนยกลาง (Parwell, M. and Arghiros, D., 1996) ดังนั้นการพัฒนาจึง มุงเนนไปบางพื้นที่อยางเชนพื้นที่ศูนยกลางทางการเมืองหรือพื้นที่โดยละเลยการพัฒนาในพื้นที่อื่น ๆ
ระเบียบวิธีการศึกษาของบทความนี้จะทําการวิเคราะหดวยแนวพินิจทางประวัติศาสตรผานหลักฐานเชิง เอกสารเปนหลัก โดยชุดเอกสารที่นาสนใจก็คือ อนุสาร อ.ส.ท. ที่ทําใหพบเห็นมิติของการสรางอัตลักษณแบบภูธร ผานการนิยามในหนวยพื้นที่จังหวัดตาง ๆ
1. อํานาจของผูวาราชการจังหวัด กับ บทบาทของเทศบาลที่หายไป
อาจกลาวไดวา เทศบาลเปนตัวแทนของสภาทองถิ่นที่ผูกพันกับกระบวนการทางประชาธิปไตยที่สัมพันธ
กับพื้นที่อยางสูงไดถูกลดความสําคัญไปพรอมกับการเมืองระดับประเทศ นับแตรัฐประหาร 2500 เปนอยางชา
ภายใตบรรยากาศรัฐบาลเผด็จการตั้งแตสฤษดิ์ ธนะรัชต จนถึงถนอม กิตติขจร แมภายหลังจะมีความพยายามที่จะ ใหเทศบาลมีบทบาทเพิ่มขึ้น แตในที่สุดหลังจากที่ถนอมรัฐประหารตัวเอง ก็มีประกาศคณะปฏิวัติที่สงผลตองาน ดานเทศบาล โดยเฉพาะกรณีการเลือกตั้งของสมาชิกที่หมดวาระนั่นคือ"ไมสมควรใหมีการดําเนินการเลือกตั้ง" ให
ใชวิธีการแตงตั้งผานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย อนึ่งการระงับดังกลาว ทั้งรวมไปถึงการเลือกตั้งระดับสภาจังหวัด และสภาเทศบาลไปดวยเทศบาลจึงกลายเปนหนวยงานระดับรองที่รับผิดชอบพื้นที่ โดยมีสวนกลางควบคุมการ ดําเนินการอยางเครงครัด นั่นผลักดันใหเทศบาลปฏิบัติเพียงภารกิจทั่วไปอยางเชน การรักษาความสะอาด เก็บ ขยะ ฯลฯ มากกวาจะมีบทบาทนําในการสรางนโยบายที่สงผลตอการเปลี่ยนแปลงทองถิ่นของตนอยางจริงจัง อยางไรก็ตามเปนที่ทราบกันวา เทศบาลเองก็มีปญหาความขัดแยงภายในสภาเทศบาลและผูบริหาร ดังที่ปรากฏใน วิทยานิพนธป 2512 ไดชี้วา (ดิเรก ตันวิรัช, 2512 : 120-122) ในทางปฏิบัติไดมีการขัดแยงระหวางสภาเทศบาล และคณะเทศมนตรีอยูเปนประจํา "แทบทุกเทศบาล" สมาชิกสภาเทศบาลพยายามจะลมคณะเทศมนตรีจึง พยายามไมผานเทศบัญญัติที่คณะเทศมนตรีเสนอ โดยเฉพาะอยางยิ่งเทศบัญญัติงบประมาณ ในอีกดานสภา เทศบาลมักไมยอมใหความเห็นชอบในการเสนอแตงตั้งคณะเทศมนตรีของผูวาราชการจังหวัดอันเปนปญหาที่สั่งสม มาตั้งแตทศวรรษ 2490 ทําใหการดําเนินงานเทศบาลหยุดชะงัก ไมตอเนื่อง ไมเจริญรุงเรืองเทาที่ควรสงผลตอ ประชาชนที่เบื่อหนายและไมสนใจเทศบาลในที่สุด งานศึกษาในตนทศวรรษ 2520 ก็ยังชี้ใหเห็นถึงความขัดแยง ระหวางคณะเทศมนตรีกับสภาเทศบาลอยู สาเหตุสําคัญมาจากกการชวงชิงอํานาจเพื่อเปนผูนําในการบริหาร เนื่องจากสมาชิกสภาและผูบริหารแตละคนมีอาชีพเปนนักธุรกิจและเจาของกิจการตาง ๆ การไดมีอํานาจบริหาร จะเอื้อประโยชนใหธุรกิจที่ตนมีสวนดวย และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ยังเอื้อใหสภาเทศบาลสามารถ ถอดถอนเทศมนตรีไดงายเกินไป (จงศักดิ์ สุวรรณประดิษฐ, 2521)
ในสถานการณการเมืองชวงสงครามเย็น การปกครองที่ไมเปนเอกภาพและเต็มไปดวยความขัดแยงจึง ไมใชเรื่องดีและสมควรแลวที่จะถูกควบคุมเห็นไดจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 336 ที่ใหอํานาจผูวาราชการใน การพิจารณารางเทศบัญญัติงบประมาณประจําป หากเห็นดวยกับสภาเทศบาลก็ใหรางนั้นตกไป หากไมเห็นดวย คือ สนับสนุนรางที่เสนอโดยคณะเทศมนตรีก็ใหคืนไปที่สภาเทศบาลพิจารณาใหม หากสภาเทศบาลไมเห็นดวยอีก ครั้ง ผูวาราชการจังหวัดก็จะสงไปใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย หากสนับสนุนรางก็สงไปใหผูวาราชการ จังหวัดลงชื่ออนุมัติไดเลย หากเห็นตรงกับสภาก็ใหรางนั้นตกไป(ราชกิจจานุเบกษา, 2515, 13 ธันวาคม : 202) นั่น หมายถึงการแทรกแซงจากสวนภูมิภาคและสวนกลางลงไปยังทองถิ่น เพื่อแกไขปญหาสภาเทศบาลตีรวนเทศ บัญญัติงบประมาณประจําปนั่นเอง
ผูวาราชการจังหวัดเปนผูมีอํานาจสูงสุดในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยมิถูกคนในทองที่ตรวจสอบและ คานอํานาจไดอยางมีประสิทธิภาพมากนัก แตพวกเขาจะถูกควบคุมโดยรัฐบาลจากสวนกลางผานกระทรวงที่มี
อํานาจมากที่สุดในขณะนั้นคือ กระทรวงมหาดไทยพบวา หลายจังหวัด ผูวาราชการดํารงตําแหนงอยางยาวนาน เชน นิรันดร ชัยนาม ดํารงตําแหนงผูวาราชการจังหวัดเชียงใหม ยาวนานกวา 11 ป ตั้งแตป 2503-2514 (จังหวัด เชียงใหม, 2561) เชนเดียวกับสุบิน เกษทอง ผูวาราชการจังหวัดลําปาง(2504-2515) (จังหวัดลําปาง, 2561), พล วงศาโรจน (นครปฐม 2501 –2510) (จังหวัดนครปฐม, 2561), สมชาย กลิ่นแกว (ขอนแกน 2503-2511) (จังหวัด ขอนแกน, 2561), วิชาญ บรรณโศภิษฐ (นาน 2503-2510) (จังหวัดนาน, 2561), ชูสงา ไชยพันธุ (ฤทธิประศาสน)
(เชียงราย 2504-2512) (กรมประชาสัมพันธ จังหวัดเชียงราย, 2561), รังสรรค รังสิกุล (ศรีษะเกษ 2504 - 2512) (จังหวัดศรีษะเกษ, 2561), สันต เอกมหาชัย (นครศรีธรรมราช 2503-2512) (จังหวัดนครศรีธรรมราช, 2561) หมอมเจา ทองคําเปลว ทองใหญ (จันทบุรี 2501-2507, สงขลา 2507-2515) (จังหวัดจันทบุรี, 2561, จังหวัด สงขลา, 2561) เปนตน นาสังเกตวาการครองตําแหนงที่ยาวนานของเหลาผูวาราชการจังหวัดอยูในชวงทศวรรษ 2500-2510 อันเปนชวงที่สงครามเย็นในภูมิภาคกําลังกอตัว จึงอาจกลาววายุคดังกลาวเปนยุคทองของอํานาจผูวา ราชการจังหวัดที่มีลักษณะเปนผูนําที่มีระยะเวลาการทํางานที่ยาวนาน สอดคลองกับรัฐบาลในยุคดังกลาวที่เปน รัฐบาลเผด็จการ สมัยที่สฤษดิ์ ธนะรัชต และถนอม กิตติขจรเปนนายกรัฐมนตรี แตการครองอํานาจที่ยาวนาน เชนนี้ไมเกิดขึ้นมากนักในทศวรรษ 2520 ที่อยางมากก็อาจเพียง 4-5 ป
2. ปญหาความมั่นคง กับ การควบคุมพื้นที่จังหวัด
การปะทะกันของกองกําลังพรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทยกับกองกําลังของรัฐบาลที่นครพนม ที่รูจัก กันในนามเหตุการณแตกเสียงปนขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2508 (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, 2552) ทําใหกองกําลังของ พรรคคอมมิวนิสตแหงประเทศไทยที่แฝงตัวอยูบริเวณชายขอบของประเทศไทยเปนที่รูจักในวงกวาง แตเหตุการณ
ที่เกิดขึ้นยังถือวาอยูไกลกรุงเทพฯ และหัวเมืองสําคัญตาง ๆ อยูมากนัก ตอมาความเขมขนของสถานการณเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ กรมรักษาดินแดนไดสรางพระพุทธรูปพระพุทธนิโรครันตรายชัยวัฒนจตุรทิศเมื่อป 2511 ประจํา 4 ภูมิภาค ไดแก ลําปาง ราชบุรี สระบุรี และพัทลุง (ศิลปวัฒนธรรมออนไลน, 2561)ปตอมารัฐบาลประกาศ “เขตแทรกซึม ของคอมมิวนิสต” อยางกวางขวาง ใน 36 จังหวัด แบงเปน 4 เขต นั่นหมายถึงวา เปนจํานวนเกินครึ่งหนึ่งของ พื้นที่ประเทศเทศไทย (ขณะนั้นมี 71 จังหวัด) เขตที่มีมากที่สุดคือ เขต 2 ภาคอีสาน มีจํานวนถึง 15 จังหวัดหรือ ทุกจังหวัดในภูมิภาคนี้ ที่นอยที่สุดคือ เขต 3 ภาคเหนือ (ที่รวมเหนือตอนบนและลางแลว) มีเพียง 6 จังหวัด (ราช กิจจานุเบกษา, 2512, 8 กรกฎาคม : 2138-2140, ราชกิจจานุเบกษา, 2512, 26 ธันวาคม : 6-9)ในระดับ ประชาชนทั่วไปอาจไมไดรับรูถึงภัยนี้มากนักในชวงตนทศวรรษ 2510 แตการประกาศเชนนี้แสดงใหเห็นถึงความ วิตกกังวล พรอมกับการใชประกาศเพื่อการใชดําเนินการของภาครัฐ สอดคลองกับหนวยงานทองเที่ยวที่รัฐ รับผิดชอบ
สถานการณเชนนี้มิไดมีเพียงปจจัยของรัฐบาลไทยที่เกี่ยวของ การตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกาก็เปนสวน หนึ่งของความเปลี่ยนแปลงจากสงครามเย็น กลาวกันวาป 2512 มีทหารอเมริกันประจําการจํานวนสูงสุดกวา 49,000 คนในไทยทั้งทหารบก ทหารอากาศ ทหารเรือ หนวยนาวิกโยธินและหนวยทหารชางเทคนิคประจําตาม ศูนยวิจัยขาวกรองสื่อสาร (ปนเพชร จําปา, 2545 : 142)มีฐานทัพสําหรับปฏิบัติการเพื่อทิ้งระเบิดในเวียดนามที่
ประจําอยูที่ทาอากาศยานของไทยจํานวน 8 แหงนั่นคือ สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ, สนามบินนครราชสีมา, สนามบินนครพนม, สนามบินตาคลี นครสวรรค, สนามบินอุดรธานี, สนามบินอุบลราชธานี, สนามบินอูตะเภา ชลบุรี และสนามบินน้ําพอง ขอนแกน ทําใหมีทหารอเมริกันเขาประจําการจํานวนหลายหมื่นคน (ยุวรี โชคสวน ทรัพย, 2554 : 87-88) กรุงเทพฯ ก็เปนที่ตั้งของหนวยจัสแมก (JUSMAG) อันเปนที่ปรึกษาทางการทหารในไทย บริเวณถนนสาทร (ยุวรี โชคสวนทรัพย, 2554 : 77-78) ยังไมตองนับถึงหนวยทหารอเมริกันอื่น ๆ ในไทยอีกเชนที่
จังหวัดลําปางกรณีของลําปาง พบวาเปนที่ตั้งของสถานีสื่อสารทหารอากาศสหรัฐ บริเวณ อ.เกาะคา มีเนื้อที่ 299
บนทางหลวงหมายเลข 1 ที่อยูหางจากตัวเมืองราว 15 กิโลเมตร เริ่มกอสรางประมาณ ป 2514สถานีดังกลาว ปฏิบัติการทั้งดานการรบ การสื่อสาร รวมไปถึงหนวยชวยเหลือประชาชนมีฐานปฏิบัติการชวยเหลือดังกลาวใน 4 อําเภอ นั่นคือ อําเภอเมืองลําปาง, เกาะคา, หางฉัตร และแมทะเปนดําเนินการรวมกับเจาหนาที่ระดับสูงของ จังหวัด อันประกอบดวย ผูกํากับการตํารวจภูธรเขต 5, ผูบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 7 คายสุรศักดิ์มนตรี, เจาหนาที่ฝายพัฒนาชุมชน, เจาหนาที่ฝายการศึกษา, เจาหนาที่ฝายสาธารณสุข, เจาหนาที่ฝายสังคมสงเคราะห, นายอําเภอ และผูบังคับกองทั้ง 4 อําเภอ ประชุมรวมกับเจาหนาที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกา ตอมาไดมีการจัดตั้ง หัวหนาหนวยชวยเหลือประชาชนของสถานีสื่อสารทางอากาศสหรัฐเกิดขึ้นในป 2516 (เมฆินทร เมธาวิกูล, 2520 : 5, 44-45, 51-52, 54-55) จึงเห็นไดวา รัฐใหความสําคัญเปนอันดับตนๆ กับความมั่นคงของประเทศการควบคุม พื้นที่จังหวัดอยางเครงครัดโดยหนวยงานจากสวนกลางและสวนภูมิภาคจึงเปนเรื่องเรงดวน
ปลายทศวรรษ 2510 จึงเปนชวงเวลาสําคัญของความกังวลของรัฐที่มีตอภัยคุกคาม มีการประเมินกันวา ประชากรในอําเภอที่มีการแทรกซึมของผูกอการรายในป 2518 รัฐบาลประเมินไววา มีมากถึง 8,795,113 คนจาก จํานวนประชากรทั้งหมด 43,775,000 คน(สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2520 : 143) จึงไมมีอะไรดีไปกวาใหการปกครองสวนภูมิภาคที่นําโดยผูวาราชการจังหวัดเปนหัวเรือหลักฝายพลเรือนที่
ทํางานรวมกับฝายความมั่นคง และทหาร ชวงนี้มีการเปลี่ยนแปลงระดับจังหวัดก็คือ มีการยุบรวมจังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรีรวมเขาดวยกันเรียก นครหลวงกรุงเทพธนบุรี เมื่อป 2514 ตามประกาศคณะปฏิวัติ (ราชกิจจา นุเบกษา, 2514, 21 ธันวาคม : 816-819) ปตอมาไดเปลี่ยนเปน กรุงเทพมหานคร(ราชกิจจานุเบกษา, 2515, 13 ธันวาคม : 187-201) ป 2515 นี้ยังมีการตั้งจังหวัดยโสธรขึ้น โดยเปนสวนที่แยกออกมาจากจังหวัดอุบลราชธานี
(ราชกิจจานุเบกษา, 7 กุมภาพันธ : 1-3) แสดงใหเห็นถึงอํานาจการเมืองของการปกครองสวนภูมิภาคนั้นยังคง เปนฐานที่มั่นสําคัญ
3. ฐานพัฒนาเพื่อความมั่นคงสูเมืองภูมิภาค พื้นที่ชนบท-เมือง
นอกจากผูวาราชการจังหวัดแลว พบวาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และองคกรระดับชาติมี
บทบาทตอการกําหนดอนาคตเขตจังหวัดดวย การพัฒนาดังกลาวอยูภายใตบรรยากาศความกังวลของ "การแทรก ซึมและบอนทําลายจากผูกอการราย" เนื่องจากเปนพื้นที่แหงแลง ยากจน และหางไกล และที่ผานมาพื้นที่เหลานี้
มิไดพัฒนาอยางจริงจัง หาก "มุงแตการปราบปรามเทานั้น"(สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแหงชาติ, 2520 : 138) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ไดสรุปวางานพัฒนา ของรัฐชวงนี้ประสบความเปลี่ยนแปลงและผันผวนหลายดานไมวาจะเปนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอินโดจีน วิกฤติการณทางการเงินระหวางประเทศ วิกฤติการณน้ํามันและภาวะเงินเฟอ เงินฝดและเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก รอยตอแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (2515-2519) และฉบับที่ 4 (2520-2524) ถือเปนชวง "วิกฤติ" ของขบวนการ วางแผนและการบริหารนโยบายเศรษฐกิจแหงชาติ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและผูนําทางการเมือง ปญหาวิกฤตการณทาง เศรษฐกิจอันเนื่องมาจากน้ํามันแพง ปญหาคาครองชีพ การขาดดุลการคาและ ดุลการชําระเงิน ความตองการลดความเหลื่อมล้ําของรายไดระหวางเมืองและชนบทก็เพิ่มขึ้น(สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2524 : 395)
สอดคลองกับแนวคิดการแกไขปญหาเมืองโตเดี่ยวของกรุงเทพฯ"กระจายความเจริญออกไปจาก กรุงเทพมหานคร" เพื่อเปน "แหลงสกัดการอพยพจากชนบทเขาสูกรุงเทพมหานคร" แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแหงชาติ ฉบับที่ 4(พ.ศ.2520-2524) จึงมีนโยบายสรางเมืองหลักเพื่อ โดยหวังพัฒนาเมืองในภาคตาง ๆ ให
เปน "เมืองหลัก" ทําหนาที่ดูดซับแรงงานที่จะอพยพเขากรุงไวตามหัวเมืองนั้นๆ ไดแก ขอนแกน อุดรธานีในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ, เชียงใหมสําหรับภาคเหนือตอนบน, พิษณุโลก ภาคเหนือตอนลาง, สงขลา-หาดใหญภาคใต
ฝงทะเลตะวันออก, ภูเก็ต ภาคใตฝงทะเลตะวันตก และชลบุรีในภาคตะวันออก การสรางเมืองหลักมีแผนเนนไปที่
นโยบายและมาตรการการควบคุมการใชที่ดินในเมืองจัดทําผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ, การพัฒนาบริการขั้น พื้นฐานของเมือง, การมีงานทําและพัฒนาเมืองหลักใหเปนสวนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาชนบทและภาค (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2520 : 249-250) นั่นหมายถึง การเกิดขึ้นของ การบริหารนโยบายรวมศูนยอํานาจอยูที่ศูนยกลางภาค ขอสังเกตก็คือ บางสวนมีลักษณะคลายกับระบบมณฑล เทศาภิบาลในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย ที่มีเมืองศูนยกลางที่มีอาณาเขตการบริหารกวางขวางในระดับภูมิภาค เพียงแตวา ไมไดมีลักษณะการปกครองที่มี ศาลาวาการมณฑล และตําแหนงอยางขาหลวงประจํามณฑล การ วางแผนเชนนี้ทําใหเกิดการกระจุกตัวของทรัพยากร นําไปสูการปรับปรุงในแผนฉบับตอมา นั่นคือการเพิ่ม "เมือง รอง" มาคูกับเมืองหลักในแตละภาค
การตอสูกับ พคท. ประสบความสําเร็จมากขึ้น ดวยนโยบาย 66/2523 และสถานการณในภูมิภาค ทําให
เกิดอดีตนักศึกษาและบุคคลสําคัญในพคท. ทยอยมอบตัวตอทางการ ตั้งแตป 2523-2525 (ธิกานต ศรีนารา, 2551 : 299-321)แมจะยังไมสามารถเอาชนะไดอยางเบ็ดเสร็จ แตรัฐบาลก็พยายามพัฒนาพื้นที่ในเขตตางจังหวัด มากยิ่งขึ้น เห็นไดจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) ที่ใหความสําคัญกับ
"เมืองรอง"โดยมุงหวังใหเมืองรองเปนแหลงจางงานเบื้องตนในทองถิ่นและใหบริการทางสังคมและการเกษตรแก
ประชาชนในชนบท ในฐานะที่ "รับชวงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมตอจากเมืองหลัก กระจายไปสูประชาชน สวนใหญในภูมิภาคไดอยางจริงจัง" โดยเนนการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดยอม ศูนยกลางบริการทางการเกษตร และพัฒนาขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของเมืองรอง ไดกําหนดใหลําปางและเชียงรายเปนเมืองรองของ ภาคเหนือ สวนอุบลราชธานี รอยเอ็ดและสุรินทรเปนเมืองรองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือระยองและฉะเชิงเทรา คือเมืองรองภาคตะวันออก กาญจนบุรีและเพชรบุรีเปนเมืองรองภาคตะวันตก สวนปตตานีเปนเมืองรองของ ภาคใต(สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2524 : 189-190)
การพัฒนาชนบท ระดับจังหวัด ในชวงกลางทศวรรษ 2520 ประสบปญหาวา การพัฒนาชนบทมักใช
คณะกรรมการระดับชาติตั้งขึ้น และมีการตั้งหนวยงานใหมๆ ขึ้นมาเรื่อยจนทําใหเกิดการซ้ําซอน เชน คณะกรรมการประสานนโยบายและแผนพัฒนาชุมชน ระดับตําบล (กพช.ต.) ซอนสภาตําบล ตั้ง คณะกรรมการ สรางงานในชนบทระดับจังหวัด (กสจ.) ซอนคณะกรรมการพัฒนาจังหวัด (กพจ.) และองคการบริหารสวนภูมิภาค และทองถิ่นผูกติดกับกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียว จึงทําใหไมเปนที่ยอมรับจากกระทรวงอื่น องคกรนอก มหาดไทยจึงมีองคกรบริหารของตนขึ้นมา ทําใหขาดเอกภาพ แผนพัฒนาจังหวัดถูกมองวาเปนเรื่องของ กระทรวงมหาดไทยเทานั้น จึงไมไดรับการประสานงานจากหนวยงานอื่น งบประมาณที่อยูในกระทรวงอื่นก็ไมได
รับการจัดสรรอยางที่ควรจะเปน สํานักงานจังหวัดก็ไมสามารถปฏิบัติหนาที่เปนหนวยทางวิชาการและวางแผน
ประสานงานโครงการไดอยางแทจริง (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2524 : 408-410) ขณะที่ในเขตตัวเมืองอันเปนศูนยกลางทางเศรษฐกิจและธุรกิจภาคเอกชน รัฐใหความสําคัญกับสถาบัน ธุรกิจเอกชน 3 หนวยคือ หอการคาไทย สมาคมอุตสาหกรรมไทยและสมาคมธนาคารไทย และเสนอใหจัดตั้ง คณะกรรมการรวมระหวางรัฐบาลและธุรกิจเอกชนในระดับสูง นําไปสูนโยบายและมาตรการรวมกันระหวางรัฐ และเอกชนเพื่อทําโครงการใหทั้งสองภาคประสานกัน และแบงเบาความรับผิดชอบของรัฐ (สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2524 : 418-419) ในเวลาตอก็คือ คณะกรรมการรวม ภาครัฐและเอกชนเพื่อแกไขปญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2524 มีนายกรัฐมนตรี
เปนประธานในระดับชาติในระดับจังหวัดเริ่มตั้งขึ้นในป 2526(จังหวัดอางทอง, 2561) อันมีผูวาราชการจังหวัดเปน ประธาน เห็นไดวาจังหวัดมีบทบาทสําคัญอยางยิ่งทั้งในเขตเมืองและชนบท จากการวางนโยบายจากระดับชาติ
ขณะที่ทองถิ่นระดับองคการบริหารสวนจังหวัดนั้นแทบจะไมมีบทบาทเลย ขณะที่เทศบาลยังพอมีบทบาท เนื่องจากเปนเขตตัวเมืองที่เปนศูนยกลางธุรกิจของจังหวัด และนักการเมืองทองถิ่นไมนอยที่อยูในภาคธุรกิจเอกชน 4.อัตลักษณจังหวัด การพัฒนาการทองเที่ยวและกีฬา
กอนที่คําขวัญประจําจังหวัดจะประดิษฐขึ้น แนวคิดวาดวย "ของดี" เปนคําที่ใชกันอยางแพรหลายอัน เปนตัวบงชี้ถึงทรัพยากรประจําถิ่น เชน หนังสือ ของดีนครลําปาง(ทรงชัย เจตะบุตรและคณะ, 2512) หรือการที่
ลัดดาแลนด เชียงใหมเผยวามีจุดประสงคที่จะ "เปนแหลงรวบรวมของดีลานนาไทย" (อนุสาร อ.ส.ท., 2513 : 75) เมื่อป 2513 ที่นาสังเกตก็คือ อนุสาร อ.ส.ท. อันเปนนิตยสารยอดนิยมมีการกลาวถึงของดีของจังหวัดและทองถิ่น ตาง ๆ ไวไมนอยทําใหพอเห็นบรรยากาศของยุคสมัยไดเปนอยางดีวา "ของดี" นั้นมีสวนสรางอัตลักษณของ ทองถิ่นตาง ๆ ขึ้นมา ฉบับเดือนพฤษภาคม 2516 ที่เปนฉบับพิเศษแนะนําจังหวัดแมฮองสอนก็มีบทความที่ชื่อวา
"ของดีแมฮองสอน" (อนุสาร อ.ส.ท., 2516ก : 18) ปเดียวกันยังพบการกลาวถึง "ของดี" ที่เชียงใหมและลําปาง (อนุสาร อ.ส.ท., 2516ข : 10, 35) การที่กองบรรณาธิการอางถึง "ของดีสุโขทัย" ป 2519(อนุสาร อ.ส.ท., 2519 : 82) "ของดีสงขลา" ป 2522 (อนุสาร อ.ส.ท., 2522 : 16) หรือกระทั่งการที่จังหวัดเพชรบุรีจัดงาน "ของดีเมือง เพชรบุรี" เมื่อตนป 2529(อนุสาร อ.ส.ท., 2529ก : 5) ทามกลางบรรยากาศที่แตละจังหวัดคนหาทรัพยากร สินคา ของที่ระลึก สถานที่ทองเที่ยวนั้น การคนหาอัตลักษณของตนมันถูกผูกไวกับระบบราชการที่นําโดยผูวาราชการ จังหวัด เนื่องจากกลไกทางอํานาจที่ใหพื้นที่ของตําแหนงนี้มากดังที่กลาวมาแลว จึงไมแปลกอะไรที่คนจํานวนมาก ใหความหวังวาการพัฒนาเมือง-จังหวัดขึ้นอยูกับตัวบุคคลและความสามารถของคนในตําแหนงนี้
กิจกรรมหนึ่งที่แสดงถึงการเนนจังหวัดก็คือ การจัดการแขงขันกีฬาเขตแหงประเทศไทยที่นอกจากจะมี
จุดประสงคเพื่อคัดนักกีฬาไปแขงขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 เริ่มตนเมื่อป 2510 ทําใหมีการแบงเขตจังหวัดเปน 5 เขต แบงเปนภูมิภาคตาง ๆ เชน ภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ภาคกลาง, ภาคกลางตอนลางและภาคตะวันออก และ ภาคใต เพียงปเดียวไดแบงออกเปน 9 เขต โดยแบงภาคเหนือตอนบน-ตอนลาง, ภาคอีสานตอนบน-ตอนลาง, ภาคใตตอนบน-ตอนลาง, ภาคกลางตอนลาง, ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกนาจะเพื่อความสอดคลองของ จํานวนประชากรและสภาพภูมิศาสตรการเดินทาง เจาภาพการแขงขันครั้งที่ 2 เปนตนมาจัดนอกกรุงเทพฯทั้งสิ้น ไดแก เชียงใหม (2511), สงขลา (2512), นครราชสีมา (2513), นครสวรรค (2514), ราชบุรี (2515),
นครศรีธรรมราช (2516), ชลบุรี (2517), ลพบุรี (2518), อุดรธานี (2519), กรุงเทพฯ (2520), อุบลราชธานี
(2521), ลําปาง (2522), ปตตานี (มีนาคม 2524), อุดรธานี (พฤศจิกายน 2524), ภูเก็ต (2525), พิษณุโลก (มกราคม 2527 เปลี่ยนชื่อเปน การแขงขันกีฬาแหงชาติ), เชียงราย (2528), จันทบุรี (2529), รอยเอ็ด (มกราคม 2530), ลพบุรี (ธันวาคม 2530) ฯลฯ (ศูนยวิชาการและเทคโนโลยีกีฬา, 2561)การเปนเจาภาพนอกจากจะ หมายถึงการเกิดขึ้นของสาธารณูปโภคทางกีฬาอยาง สนามกีฬากลางจังหวัดแหงใหมแลว ยังทําใหจังหวัดนั้นๆ เปนขาวในหนาสื่อ ที่จะนําไปสูการแนะนําจังหวัดเพื่อการทองเที่ยวอีกดวย กอนจะมีการแขงขันกีฬาเขตแหง ประเทศไทย มีการแขงขันคัดเลือกในระดับภูมิภาคกอน และทําใหเกิดจังหวัดเจาภาพที่รับรองการแขงขันยอย ดังกลาวอีกดวย เห็นไดจากการแขงขันกีฬาเขต 5 ที่ลําปางเปนเจาภาพในป 2516 ที่มีการทําสูจิบัตรอยางจริงจัง แนะนําประวัติศาสตร ความเปนมา แหลงทองเที่ยว สิ่งที่นาสนใจของจังหวัด(สํานักงานจังหวัดลําปาง, 2516) อยางไรก็ตามก็มีเพียงจังหวัดสวนนอยที่ไดเปนเจาภาพในระดับประเทศ กีฬาเขตแหงประเทศไทยเปนสนามการ แขงขันทั้งในเชิงกีฬาระหวางจังหวัด และที่ประชัน-ประชาสัมพันธจังหวัดเจาภาพใหเปนที่รูจักกันไปทั่วประเทศ
อีกปรากฏการณหนึ่งที่สะทอนใหเห็นถึงจังหวัดนิยมทางดานกีฬาก็คือรายการแขงขันฟุตบอล
ไทยแลนดคัพ ป 2527 สมาคมฟุตบอลแหงประเทศไทยฯ เปนผูริเริ่มโดยรวมมือกับชมรมฟุตบอลของจังหวัดตาง ๆ จัดการแขงขันรายการดังกลาวขึ้น โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหฟุตบอลไดกระจายสูตางจังหวัดทั่วประเทศ, พัฒนา สงเสริมทีมฟุตบอลไทยใหกาวหนา และพัฒนานักฟุตบอลใหมีมาตรฐานทั้งเชิงกีฬา ระเบียบวินัยและมีสุขภาพ พลานามัยที่ดีการแขงขันฟุตบอลรายการนี้ นอกจากจะเปนการสรางพื้นที่ระดับชาติรวมกันแลว ยังเปนการสราง ความรูสึกเชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ระดับภูมิภาคอีกดวย เนื่องจากมีการแบงการแขงขันเปน 5 ภาคนั่นคือ ภาคเหนือ, กลาง, ตะวันออกเฉียงเหนือ, ตะวันออก และใต แชมปของภาคตาง ๆ จะไดรับการคัดเลือกใหเขามาแขงขันใน รอบสุดทาย ในปแรก ลพบุรีเปนทีมชนะเลิศ(สิทธิ รัตนราษี, 2540 : 52) การผูกฟุตบอลเขากับภูมิภาคและจังหวัด นับไดวาชวยสรางกระแสจังหวัดนิยมขึ้นในทองถิ่นตาง ๆ คูขนานไปกับกระแสทองถิ่นนิยมในวงการวิชาการ ตางจังหวัดที่มีความคึกคัก ไมวาจะเปนประวัติศาสตร โบราณคดี คติชนศึกษา อันเนื่องมาจากการสนับสนุนของ ภาครัฐ การเปลี่ยนขนานใหญนี้เกิดขึ้นในชวงที่ที่ปญหาคอมมิวนิสต และภัยคุกคามความมั่นคงของรัฐเริ่มคลี่คลาย ลงทีมที่ชนะเลิศระหวางป 2527-2539 ลวนมาจากทุกภูมิภาค นครราชสีมา และ สตูล เปนจังหวัดที่ครองแชมป
มากที่สุดคือ 2 ครั้ง รายชื่อเหลานี้ไมมีจังหวัดกรุงเทพฯรายการดังกลาวจึงเปนตัวแทนของเสียงของคนตางจังหวัด อยางแทจริง
5. คําขวัญประจําจังหวัด อัตลักษณจังหวัดที่เนื่องมาจากการทองเที่ยว
ในยุครัฐบาลใหความสําคัญกับการทองเที่ยว ผูวาราชการจังหวัดถือเปนตัวแทนสําคัญเห็นไดชัดจากการ ประชุมเพื่อแกไขปญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมทองเที่ยวในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคม 2525 ที่กรุงเทพฯ ที่นายกรัฐมนตรีคาดหวังวาการทองเที่ยวจะมีสวนกระจายความเจริญและรายไดไปยังทองถิ่นเนื่องจาก เห็นวาจะแกปญหาการวางงาน และเห็นวา ผูวาราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีและผูบริหารในสวนภูมิภาคควรจะ ใหความสนใจ(อนุสาร อ.ส.ท., 2525ง : 10) ยิ่งชัดเจนเมื่อรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยประกาศนโยบาย "ใหผูวา ราชการจังหวัดทั่วประเทศดําเนินการสงเสริมการทองเที่ยวและชักจูงใหมีผูไปเที่ยว อันจะเปนการพัฒนาเศรษฐกิจ
การบริการ พาณิชยกรรมและหัตถกรรมของประชาชนในทองถิ่นใหมีรายไดเพิ่มขึ้น" (อนุสาร อ.ส.ท., 2526ข : 7) เดือนมกราคม 2527 กระทรวงมหาดไทยและการทองเที่ยวแหงประเทศไทยรวมกันจัดประชุมเพื่อพัฒนาและ สงเสริมการทองเที่ยวทั่วประเทศ ผูเขารวมคือ ผูวาราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี หนวยราชการที่เกี่ยวของกับ ธุรกิจทองเที่ยว ภาคเอกชนและผูแทนสื่อมวลชนจากจังหวัดตาง ๆ ทั่วประเทศรวม 311 คน กระทรวงมหาดไทย ไดกําหนดงานสงเสริมการทองเที่ยวเปนนโยบายหลักประการหนึ่งของกระทรวง และชี้วางบประมาณของจังหวัดที่
จะใชในการพัฒนาและสงเสริมมาจาก 4 ชองทางคือ งบขององคการบริหารสวนจังหวัดหรือองคการบริหารสวน ทองถิ่น, งบของคณะกรรมการพัฒนาชนบทแหงชาติ, ระดมทุนจากภาคเอกชนที่เกี่ยวของกับธุรกิจทองเที่ยว และ รายไดจากการจัดกิจกรรมหรือเทศกาลวัฒนธรรมของทองถิ่นหรือการประกอบธุรกิจทองเที่ยวโดยตรง (อนุสาร อ.
ส.ท., 2527ก : 8)
ภาพของจังหวัดตาง ๆ จึงสัมพันธกับการวางตําแหนงแหงที่ของตนที่จะเปนจุดหมายปลายทางการ ทองเที่ยวเพื่อสรางรายไดใหกับทองถิ่น ไมนอยจับมือกับธุรกิจภาคเอกชนที่มีกิจการเกี่ยวของโดยตรง เชน ผูวา ราชการจังหวัดแมฮองสอนตั้ง "ชมรมสงเสริมการทองเที่ยว" ใหมีบทบาทชวยดูแลการทองเที่ยวของจังหวัด พยายามดึงเอกชนเขามารวม อยางเชนโรงแรม รานอาหาร รานขายของที่ระลึก ศูนยวัฒนธรรมจังหวัดแมฮองสอน (อนุสาร อ.ส.ท., 2525ก : 76) พิษณุโลกตั้งชมรมธุรกิจทองเที่ยว (อนุสาร อ.ส.ท., 2527ค : 29)ระนองจัดตั้งชมรม ธุรกิจทองเที่ยวระนองในป 2528 (อนุสาร อ.ส.ท., 2533 : 68) เชนเดียวกับลําปางก็ตั้งชมรมธุรกิจการทองเที่ยว จังหวัดลําปางเพื่อยกระดับใหไดมาตรฐาน สรางความสัมพันธอันดีระหวางผูประกอบการธุรกิจทองเที่ยวกับหนวย ราชการและสถาบันเอกชนสงเสริมการเผยแพรการทองเที่ยวของจังหวัดลําปาง สงเสริมการอนุรักษธรรมชาติ
แหลงทองเที่ยวศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม(อนุสาร อ.ส.ท., 2529ข : 7) จะเห็นไดวาชมรม ธุรกิจทองเที่ยวเกิดขึ้นในชวงกลางถึงปลายทศวรรษ 2520 แสดงใหเห็นถึงการตื่นตัวของนักธุรกิจที่มีบทบาทสําคัญ ในระดับจังหวัดซึ่งสวนใหญมักอยูในเขตตัวเมือง
จุดเปลี่ยนสําคัญก็คือการที่รัฐบาลประกาศใหป 2530 เปนปแหงการทองเที่ยวไทย ครั้งที่ 2 หลังจากที่
เคยประสบความสําเร็จมาแลวในป 2523 ในครั้งนี้มีสงผลใหจังหวัดตาง ๆ ตื่นตัวในดานการทองเที่ยวและที่สําคัญ ก็คือเกิดการคิดคนคําขวัญประจําจังหวัดใหสอดคลองไปกับปแหงการทองเที่ยวไทยเพื่อใชการประชาสัมพันธและ สงเสริมการทองเที่ยวไปสูทองถิ่นโดยแตละจังหวัดคิดคนขึ้นจากการนําเอกลักษณเดนของเมืองตนมาแตงใหสัมผัส คลองจองกันเพื่อใหจดจํางาย และจูงใจในการทําประชาสัมพันธเพื่อเผยแพรชื่อเสียงของจังหวัด แตไมไดมีลักษณะ ประกาศครั้งเดียว เพราะคําขวัญแตละแหงตองรอการตัดสินใจของแตละจังหวัดจึงชาเร็วไมเทากันทําใหคําขวัญ กวาจะครบทุกจังหวัดตองรอขามปไปถึงป 2531(อนุสาร อ.ส.ท., 2530 : 106, อนุสาร อ.ส.ท., 2531ก : 16-17) และคําขวัญเหลานั้นไดกลายมาเปนคําขวัญประจําจังหวัดที่ใชกันทุกวันนี้ หรือกลาวไดอีกแบบคือ การทองเที่ยวได
มีบทบาทในการกอรูปและการรับรูของจังหวัดตาง ๆ ขึ้นมาดวย
6. เมืองปด-เมืองผาน ความนอยเนื้อต่ําใจของเมืองนอกศูนยอํานาจ -เมืองที่พัฒนาอยางลาชา
อยางไรก็ตาม แมการขยายตัวของการทองเที่ยวจะทําใหรายไดจากการทองเที่ยวของประเทศเพิ่มขึ้น อยางมหาศาล แตจังหวัดที่ไดรับผลประโยชนจากการทองเที่ยวโดยตรงนั้นเปนเพียงสวนนอย ความสําเร็จของการ
ทองเที่ยวจึงมิสามารถปดบังความลมเหลวของจังหวัดตาง ๆ ที่เปนเมืองที่ไมใชจุดหมายปลายทาง เมืองและชนบท ที่ยังดอยการพัฒนา การพัฒนาที่ไมเทาเทียมนั้นเปนปญหาใหญที่เนื่องมาจากนโยบาย งบประมาณสนับสนุนของ แตละแหงที่แตกตางกันไป การเจริญเติบโตของมีตัวชี้วัดอยูอยางนอย 2 ประการ นั่นคือ สภาพเศรษฐกิจ และการ เปนที่รูจักในฐานะเปนแหลงทองเที่ยวที่มีแขกบานแขกเมืองมาเยี่ยมเยียน กรณีแรก มีเรื่องเลาที่นาสนใจอยู 2 เรื่องที่สะทอนใหเห็นถึงการพัฒนาที่ไมเทาเทียมอันเกิดจากการเปรียบเทียบกับเมืองขางเคียง เรื่องแรกคือ การ กลาวโทษผูนําในระดับจังหวัดอยาง ผูวาราชการจังหวัดโดยตรง กับ อีกเรื่องคือการเปรียบเทียบกันระหวางเมือง- จังหวัดที่อยูขางเคียงกันแตประสบความสําเร็จในการพัฒนาที่ตางกัน เรื่องแรกเปนเรื่องของผูวาราชการจังหวัด ลําปางยุคหนึ่งที่ตัดสินใจผิดพลาด ดวยการเลือกสถานีโทรทัศนแทนที่จะสรางมหาวิทยาลัย สงผลตอความไมเจริญ หรือการพัฒนาจังหวัดที่ไมเปนไปตามที่คาดหวัง ทั้งที่ในความเปนจริงอํานาจการเลือกสรางมหาวิทยาลัยภาคเหนือ ที่เชียงใหมนั้นเปนนโยบายมาจากรัฐบาลสวนกลาง1 (ภัทริยา คงธนะ, 2558 : 71)ไมวาจะจริงหรือไม มันก็ได
สะทอนใหเห็นถึงการประเมินการตัดสินใจของผูวาราชการจังหวัดที่ในทศวรรษ 2500 ที่สงผลตอการพัฒนาที่
ลมเหลว อีกเรื่องเลาหนึ่งที่พบวา ผูมีเงินในเมืองขนาดใหญเดินทางไปกูเงินเศรษฐีในเมืองขนาดเล็กกวา ตัวอยาง ดังกลาวพบไดระหวางคูหาดใหญ-สงขลา (อนุสาร อ.ส.ท., 2526ก : 59) และ อุทัยธานี-นครสวรรค (อนุสาร อ.
ส.ท., 2531ข : 27) เรื่องเลาเชนนี้สะทอนถึงความรูสึกนึกคิดของผูคนในจังหวัดที่ยังมีความภาคภูมิใจในจังหวัดของ ตน แมจะเปนเมืองขนาดเล็กกวา แตลึกๆ แลวก็รูสึกวาจังหวัดหรือเมืองของตนนาจะพัฒนาไดดีกวานี้
เชนเดียวกับเมืองที่ไมไดรับการสงเสริมการทองเที่ยว เมืองที่ไมเปนที่รูจักกันดี คําวา “เมืองปด" มักถูก ใชอางถึงเมืองของตนไมวาจะเปนจังหวัดที่เดินทางเขาถึงยากหรือไมก็ตาม เปนเมืองที่คนไมสนใจ พบเห็นบอยครั้ง ใน อนุสารอ.ส.ท. ไมวาจะเปนขอเขียนในสารคดีทองเที่ยว หรือจดหมายที่สงมาจากทางบาน เชน ชัยภูมิ(อนุสาร อ.ส.ท., 2523ข : 15)ปราจีนบุรี (อนุสาร อ.ส.ท., 2523ค : 84)อุทัยธานี (อนุสาร อ.ส.ท., 2524 : 85)สุพรรณบุร�