บทที่ 4 ผลการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง อัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การเข้าร่วมและ สังเกตกิจกรรมภายในชุมชนครอบคลุมใน 6 ประเด็น ดังนี้
4.1 รูปแบบการรักษาอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่
4.2 อัตลักษณ์ไทใหญ่ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
4.3 ปัจจัยแวดล้อมภายใน (ครอบครัว/ชุมชน) และปัจจัยแวดล้อมภายนอก (หน่วยงาน ภาครัฐ/ภาคเอกชน) ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่
4.4 ศักยภาพของชุมชนในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และถ่ายทอดอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่
4.5 การส่งเสริมรูปแบบอัตลักษณ์ไทใหญ่เพื่อให้เกิดเครือข่ายเชื่อมโยงชุมชนท่องเที่ยวกลุ่ม ชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อสร้าง “ชุมชนต้นแบบด้านอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่”
4.6 ข้อเสนอแนะเพื่อให้การขับเคลื่อนด้านอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่เกิดประสิทธิภาพ
4.1 รูปแบบการรักษาอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่
ผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบการรักษาอัตลักษณ์ชนชาติไทใหญ่ ผ่านประวัติศาสตร์จากเอกสาร หลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของชนชาติไทใหญ่ ตลอดจนการลง พื้นที่วิจัยเพื่อส ารวจ สังเกต เข้าร่วมกิจกรรม และสัมภาษณ์เชิงลึกกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้
ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบพิธีกรรม ผู้น าชุมชน และเยาวชนชุมชนชาวไทใหญ่จ านวน 5 ชุมชน ในพื้นที่
อ าเภอปาย อ าเภอปางมะผ้า อ าเภอเมือง อ าเภอขุนยวม และอ าเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่ง สรุปประเด็นด้านรูปแบบการรักษาอัตลักษณ์ผ่านประวัติศาสตร์ชนชาติไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดังนี้
4.1.1 การรักษาอัตลักษณ์ผ่านประวัติศาสตร์ชนชาติไทใหญ่
ไทใหญ่ เป็นค าที่คนไทยทั่วไปใช้เรียกชื่อชนชาติหนึ่งในเขตตอนเหนือของประเทศ ไทย คนไทยภาคกลางในเขตราบลุ่มแม่น้ าเจ้าพระยารู้จักไทใหญ่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะ ปรากฏค า ๆ นี้อยู่ในกฎหมายตราสามดวง ในพระราชก าหนดเก่า พ.ศ.2042 (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) ชาวไทใหญ่มักเรียกตัวเองว่า “ไตโหลง” เป็นชาติพันธุ์หนึ่งในกลุ่มตระกูล “ไต” หรือ “ไทย” พวก พม่าเรียกชาวไทใหญ่ว่า “ฉาน” และชาวล้านนาและชาวเขินยังชอบเรียกชาว “ไตโหลง” ว่า “เงี้ยว”
ทั้งที่ชาวไตโหลงหรือแม้แต่พวกเขินเองไม่ชอบให้ใครมาเรียกกลุ่มของตนด้วยชื่อกลุ่มเช่นนั้น (เสมอชัย พูนสุวรรณ, 2546) อาณาบริเวณที่กลุ่มชาวไทใหญ่อยู่ร่วมกับชาวไทเขิน ไทลื้ออยู่ทางตอนเหนือของ ประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะมีภูมิล าเนาอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ าสาละวิน และบริเวณที่ราบสูงฉานมา ตั้งแต่เดิม ซึ่งในอดีตพรมแดนระหว่างรัฐฉานกับล้านนาไม่มีความแน่ชัด จึงมีการเดินทางไปมาระหว่าง สองฟากฝั่งแม่น้ าเมย และแม่น้ าสาละวิน ส่วนภาษาของชาวไทใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มคนที่พูดภาษาไท- กะได (Tai-Kadai Language Family) การเรียกชื่อชาวไทใหญ่นั้นชนชาติอื่นๆ เรียกชื่อแตกต่างกัน ออกไป เช่น พม่าเรียกไทยใหญ่ว่า ชาน หรือ ฉาน ซึ่งเป็นต้นเค้าให้ชาวตะวันตกเรียกคนไทใหญ่ใน เวลาต่อมา ส่วนชาวคะฉิ่นหรือจิ่งโพ เรียก ชาวไทใหญ่ว่า “อะชาม” ชาวชาง ชาวปะหล่อง และชาวว้า เรียกชาวไทใหญ่ว่า “เซียม” ค าทั้งหมดมาจากรากเหง้าของค าเดิมคือ “สยาม” “สาม” หรือ “ซาม”
ทั้งสิ้น (สถาบันวิจัยสังคม, 2551)
นอกจากนั้น “คนไท” หรือ “คนไต” เป็นค าที่คนท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งใช้เรียกตนเอง (Self- Reference) ชนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนไทยในภาคกลางรู้จักกันดีในนาม “ไทใหญ่” ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ที่รัฐฉาน ในประเทศพม่า “คนไต” ไม่ค่อยเรียกตัวเองว่า “ไทใหญ่” แต่พวกเขาจะรู้ค าว่าไทใหญ่คือค าที่คน ทั่วไปใช้เรียกพวกของตนเอง และไม่เคยใช้ค าว่า “ฉาน” ถึงแม้ว่าผู้อาวุโสบางคนที่เข้ามาอยู่ใน ประเทศไทยจะยังคิดว่ารัฐฉานเคยเป็นบ้านเกิดเมืองนอน เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมชาวไตดั้งเดิม แต่คนไทก็ไม่เคยเรียกตนเองว่า “ฉาน” (นิติ ภวัครพันธุ์, 2547) ส่วนภาษาที่คนไตพูดนั้นแตกต่างกัน หลายภาษา แต่ใช้ภาษาเขียนร่วมกันซึ่งมีภาษาเขียนคล้ายของพม่า ผู้คนในเขตภาคเหนือของไทย เรียกว่า “คนเมือง” เรียกคนไตว่า “เงี้ยว” แต่คนไตไม่ชอบถูกเรียกว่าเงี้ยวเพาะรู้สึกว่าเป็นค าพูดที่ดู
ถูกดูแคลนพวกตน มีข้อน่าสังเกตว่า “ไทใหญ่” คือพวกที่อยู่ทางลุ่มแม่น้ าคง (สาละวิน) และน้ ามาว หรือน้ าชเวลีซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของน้ าอิรวดี ส่วน “ไทน้อย” หมายถึงกลุ่มคนไทในลุ่มแม่น้ าโขงทาง ตะวันออกเลยเข้าไปในลาวและเวียดนาม กลุ่มนี้เป็นพวกที่เคลื่อนย้ายเข้ามาเป็นชาวล้านนา ล้านช้าง และสุโขทัย (ศรีศักร วัลลิโภดม และสุจิตต์ วงษ์เทศ, 2534) กลุ่มคนไทจากรัฐฉานของเมียนมาร์ หรือ ที่คนไทยเรียกว่าไทใหญ่ แต่เขาเรียกตนเองว่า “ไต” ได้กระจายตัวมาตามแม่น้ าสาสะวินหรือแม่น้ าคง เข้ามาอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน คนกลุ่มนี้เราเรียกรวมว่าล้านนา แต่แท้จริงแล้วมีลักษณะเฉพาะตัวที่
แตกต่างออกไป (กรมศิลปากร, 2539)
4.1.2 ประวัติศาสตร์ชนชาติไทใหญ่ในรัฐฉาน
รัฐฉาน (Shan State) มีอาณาเขตติดกับประเทศไทยทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของ รัฐ ทางทิศเหนือติดต่อกับรัฐคะฉิ่น และมณฑลยูนนาน ทางทิศใต้ติดต่อกับประเทศไทย ทิศตะวันออก ติดต่อกับประเทศลาว สภาพทางภูมิศาสตร์ของรัฐฉาน ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยภูเขาสูงทั่วพื้นที่ มีผืนป่า ที่มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าลักษณะพื้นดินในบริเวณที่ราบสูงฉานนั้น มี
ความสูงโดยเฉลี่ย 914 เมตร ส่วนใหญ่เป็นหินปูน ที่ราบสูงนี้อยู่ในระยะสึกกร่อนจึงมีหุบเขาลึกปรากฏ อยู่ทั่วไป มีแม่น้ าสาละวิน แม่น้ าสายหลักของรัฐฉาน และแม่น้ าสาขาไหลผ่านจากเหนือลงไปใต้ เมือง ต่าง ๆ ในรัฐฉานมักตั้งอยู่บนที่ราบหุบเขาเล็ก ๆ ของแม่น้ าสาขาที่ไหลลงแม่น้ าสายใหญ่ทั้งแม่น้ าอิระ วดี แม่น้ าโขงและแม่น้ าสาละวิน ชาวไทใหญ่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน โดยชาว ไทใหญ่กลุ่มนี้เคยมีศูนย์กลางอ านาจอันรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักในนามว่า อาณาจักรมาวหลวง (Mong Mao Long) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 อาณาจักรมาวหลวงมีอ านาจเข้มแข็งสามารถผนวกเอาดินแดน อื่น ๆ มาไว้ในครอบครองจ านวนมาก ทั้งเมืองเชียงตุง เมืองสีป้อ เมืองนาย เมืองยองห้วย เมือง แสนหวี เมืองมีด เมืองของหรือโมกอง และเมืองอาหมหรืออัสสัม ในบางสมัยได้ขยายอาณาเขตไปถึง ดินแดนพม่าตอนบนและทางตะวันออกทั้งหมด บางสมัยก็สามารถแผ่ขยายไปถึงจรดเขตมอญ ซึ่งอยู่
ทางตอนกลางของพม่าในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าอาณาจักรมาวหลวงสิ้นสุดลงเชื้อสายชาวไทใหญ่ยังคงมี
เมืองเล็กเมืองน้อยอยู่เช่นเดิม มีผู้น าปกครองอยู่ ภายใต้การปกครองของรัฐใหญ่ เช่น เมืองแสนหวี
สีป้อ เมืองนาย เมืองปาย ฯลฯ ในพม่า เป็นต้น
ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 สมัยพระเจ้าอนรธา แห่งอาณาจักรพุกาม (ค.ศ.1044- 1077) โดยมีการยอมรับอ านาจของอาณาจักรพุกามในระดับหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่กษัตริย์แห่ง เมืองมาวได้ยกพระธิดาให้เป็นสนมของพระเจ้าอนรธาเมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองต้าหลี่
(Tali) และในคราวที่พระเจ้าอนรธาเสด็จไปสร้างเจดีย์เปาริสัต (The Bawrithat Pagoda) ในเขตเมือง ยองห้วย พระองค์ได้รับการสวามิภักดิ์จากชาวไทใหญ่ ทรงทอดพระเนตรเห็นการท าชลประทานของ ชาวไทใหญ่ จึงได้เกณฑ์ข้าทาสชาวไทใหญ่มาขุดคลองสร้างฝายเพื่อการชลประทานด้วย และต่อจาก สมัยพุกามเป็นต้นมา ชาวฉาน (ไทใหญ่) ก็มักมีความเกี่ยวพันกับรัฐพม่าเสมอ โดยเฉพาะเรื่องกองทัพ ไทใหญ่ในการท าสงคราม (กนกอร สว่างศรี, 2552)
ส าหรับการปกครองในรัฐฉานภายใต้ระบบเจ้าฟ้านั้น มีลักษณะซับซ้อนในระดับหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาดินแดนในเขตภูเขาด้วยกัน ทั้งชุมชนของชาวเขาเผ่าชิน (Chin) คะฉิ่น (Kachin) รวมถึงชุมชนกะเหรี่ยง (Karen) ระบบเจ้าฟ้าจะให้อ านาจในการปกครองอยู่ที่ผู้ปกครอง แต่ก็ได้มีการกระจายอ านาจไปสู่ประชาชนโดยผ่านผู้ปกครองของแต่ละเมืองอย่างทั่วถึงและยุติธรรม ชาวไทใหญ่มีความเชื่อว่า ผู้ปกครองนั้นเปรียบเสมือน “ไข่ฟ้า” หรือ “โอรสแห่งสวรรค์” ที่ได้ถูกส่งให้
มาปกครองบ้านเมือง ขนานนามว่าเป็น “เจ้าฟ้า” (Chaofa) หรือที่พม่าเรียกว่า สอพวา (Sawbwa) ซึ่งหมายถึง “เจ้าแห่งฟ้า” หรือ “ผู้มีอ านาจแห่งฟ้า” อันเป็นต าแหน่งเจ้าฟ้าเป็นต าแหน่งสูงสุด มี
อ านาจเด็ดขาดด้านการทหารและพลเรือน และมีพระราชวังปรับของเจ้าฟ้าเรียกว่า “หอค า” หรือ
“หอแสง” และอาณาบริเวณที่ประทับเรียกว่า “เวียง” ซึ่งมักจะสร้างขึ้นอย่างแข็งแรง มีประตูเมือง หลายด้าน มีทางน้ าไหลผ่านเพื่อให้ชาวเมืองได้อุปโภคบริโภค และมีเชิงเทินรบที่จะคอยป้องกันข้าศึก บุกรุก หอค านี้ถือเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมบ้านเมือง เนื่องจากใช้เป็นสถานที่รับบรรณาการจาก
หัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านต่าง ๆ ดังเช่น ที่เมืองเชียงตุงภายในหอค าจะมีห้องโถง และบัลลังก์ส าหรับ เจ้าฟ้าขึ้นประทับ เพื่อรับบรรณาการ โดยแต่งตัวเต็มยศพร้อมเครื่องสวมศีรษะท าด้วยทองค า
ต าแหน่งของผู้ปกครองรองลงมาจากเจ้าฟ้า และมีอ านาจไปปกครองเมืองอื่น ๆ ภายในรัฐนั้นจะเรียกว่า เจ้าค าเมือง (Chao Khun Muang) หรือ ในภาษาพม่า เรียกว่า เมียวซา (Myoza) เจ้าค าเมืองหรือเมียวซานี้ เป็นผู้ที่สืบสายเลือดมาจากเจ้าฟ้า โดยทั่วไปจะเป็นน้องชายหรือ บุตรชาย ต าแหน่งเจ้าค าเมือง ยังหมายถึงการให้ผลประโยชน์ทั้งจากแรงงาน-ภาษีแก่ขุนนาง หรือกลุ่ม เชื้อพระวงศ์ โดยไม่ต้องปกครองและไม่สืบต่อเป็นมรดก ภายใต้ต าแหน่งเจ้าค าเมือง ก็จะมีต าแหน่ง พ่อเมือง (Paw-Muang) เฒ่าเมือง (Tao Muang) และต าแหน่ง ปู่เห็ง (Pu Haeng) ซึ่งเป็นผู้ปกครอง ท้องถิ่น ท าหน้าที่ดูแลหมู่บ้านทุกข์สุขของหมู่บ้าน พร้อมทั้งมีต าแหน่งปู่เห็ง ท าหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมความสัมพันธ์เป็นระหว่าง “เจ้าฟ้าผู้กิ๋นเมือง” หรือผู้เก็บภาษี กับประชาชน “ปู่เห็ง” จึงเป็น บุคคลส าคัญในการสร้างสัมพันธ์ในระดับชาวบ้านกับชนชั้นผู้ปกครอง เป็นตัวกลางในการสื่อ ความหมายระหว่างรัฐกับประชาชน ส าหรับต าแหน่งพ่อเมือง (Paw – Muang) เฒ่าเมือง (Tao Muang) โดยต าแหน่ง ก็คือที่ปรึกษาของเห็ง มีอ านาจทางด้านการตัดสินคดีความในหมู่บ้าน บุคคลที่
จะเข้ามาด ารงต าแหน่งนี้มักเป็นเชื้อสายของเจ้าฟ้า หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้ที่เจ้าฟ้าให้ความไว้วางใจเป็น พิเศษ ความสัมพันธ์ระหว่างต าแหน่งเห็ง พ่อเมือง เฒ่าเมือง (กนกอร สว่างศรี, 2552)
การเมืองการปกครองของรัฐฉานในสมัยที่ยังเป็นรัฐอิสระเมื่อชาวไทใหญ่ได้ตั้ง อาณาจักรครั้งแรกที่เมืองมาวหลวง มีเจ้าฟ้าปกครองอาณาจักรทั้งหมด ต่อมาก็แยกกันตั้งตัวเป็นเมือง อิสระทั้งหมด 9 เมือง แต่ละเมืองมีเมืองบริวารย่อย ๆ อีกหลายสิบเมือง คือ
1. เมืองก๋อง มีเมืองบริวาร 99 เมือง 2. เมืองยาง มีเมืองบริวาร 37 เมือง 3. เมืองสองสบ มีเมืองบริวาร 38 เมือง 4. เมืองมีด มีเมืองบริวาร 49 เมือง 5. เมืองนาย มีเมืองบริวาร 37 เมือง 6. เมืองแสนหวี มีเมืองบริวาร 49 เมือง 7. เมืองสีป้อ มีเมืองบริวาร 29 เมือง 8. เมืองยองห้วย มีเมืองบริวาร 39 เมือง 9. เมืองเชียงตุง มีเมืองบริวาร 39 เมือง
เมืองใหญ่ๆ ทั้ง 9 เมืองนั้น มีเจ้าฟ้าปกครองในแต่ละเมือง มีอ านาจเต็มในการ บริหารบ้านเมืองและสืบราชวงศ์เจ้าฟ้าต่อๆ กันมา (เรณู อรรฐาเมศร์, 2547)
ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 สมัยการครองราชย์ของพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์
พม่าแห่งราชวงศ์ตองอู ได้ขยายอ านาจเข้ามาปราบปรามนครรัฐต่างๆ ในบริเวณลุ่มน้ าส าคัญใน
ภูมิภาคอุษาคเนย์ ภายหลังจากการท าสงครามเอาชนะเหนือเมืองอังวะได้ในปี ค.ศ.1555 พระเจ้า บุเรงนอง ก็ได้ยกทัพเข้าตีหัวเมืองไทใหญ่ในเขตอิรวดีตอนบน เนื่องจากบรรดากลุ่มผู้ปกครองของ ไทใหญ่ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือแก่เมืองอังวะ จึงต้องปราบหัวเมืองไทใหญ่ในเขตดังกล่าวให้อยู่ใน อ านาจการรบถึงสองครั้ง ในปี ค.ศ.1555 และปี ค.ศ.1557 ท าให้พระเจ้าบุเรงนองสามารถได้รับ ชัยชนะเหนือแคว้นไทใหญ่ทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออก ตามพงศาวดารพม่าได้กล่าวไว้ว่า พระเจ้าบุเรงนองได้กรีฑาทัพเข้าปราบหัวเมืองเงี้ยว (หัวเมืองไทใหญ่) ในแม่น้ าอิระวดีตอนบน ถึงเขาปัตกายซึ่งเป็นเขาบรรทัดแยกภาคพม่าและอาซัม (อัสสัม) ออกจากกันได้อย่างเรียบราบ บรรดา เจ้าฟ้าที่มีอ านาจในหัวเมืองไทใหญ่อย่างเมืองกอง (โมคอง-Mogaung) และเมืองยาง (โมนยีน- Mohnyin) ต่างยอมอ่อนน้อมต่ออ านาจและยอมถือน้ าพระพิพัฒน์สัตยาต่อกษัตริย์บุเรงนอง โดยในปี
ต่อมาพระเจ้าบุเรงนองก็ได้เข้าปราบเจ้าฟ้าแห่งเมืองนายที่ได้รุกล้ าเขตแดนเมืองสีป้อซึ่งยอม สวามิภักดิ์ต่ออ านาจของพระเจ้าบุเรงนองอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่เฉพาะแต่เมืองนายเท่านั้น เมืองยอง ห้วย เมืองล้อกจอก และเมืองหนองหมื่นต่างก็ยอมอ่อนน้อมต่ออ านาจของพม่าเช่นกัน
ในสมัยพระเจ้าบุเรงนองได้น าเอาลัทธิธรรมเนียมแบบพม่าที่สอดคล้องกับประเพณี
และการปฏิบัติของสังคมศักดินาตามแบบไทใหญ่เข้ามาใช้ในการปกครอง โดยใช้วิธีประกันความภักดี
ของเจ้าฟ้าต่อกษัตริย์พม่าด้วยการก าหนดนโยบาย และมาตรการให้เจ้าฟ้าไทใหญ่ต้องส่งเชื้อพระวงศ์
เข้าไปอยู่ในราชส านักพม่า เพื่อการศึกษาและเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีและความรู้ด้านต่าง ๆ จากพม่า อีกด้านหนึ่งก็คือการท าให้เกิดความจงรักภักดี และป้องกันการก่อกบฏของบรรดาเจ้าไทใหญ่
ทั้งหลาย นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองด้วยการแต่งงานเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถเชื่อม ความสัมพันธ์ทางการปกครองได้เป็นอย่างดี โดยพระเจ้าบุเรงนองได้ยกเอาความสัมพันธ์เกี่ยวดอง ทางการแต่งงานเพื่อให้ไทใหญ่เกิดความจงรักภักดี อีกทั้งก าหนดให้เจ้าฟ้าไทใหญ่เกณฑ์ก าลังพลพล อาวุธ เสบียงอาหารให้กับกองทัพพม่าเพื่อการโจมตีอาณาจักรใกล้เคียง รวมถึงกองทัพที่ต้องคอย ปราบปรามไทใหญ่อื่น ๆ ที่มีความกระด้างกระเดื่อง หากว่าผู้น าไทใหญ่หรือเจ้าฟ้าคนใดส่อเค้าว่าจะ เป็นขบถก็จะถูกปราบปรามโดยผู้น าไทใหญ่ด้วยกันที่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของพม่า
อิทธิพลของพม่าในรัฐฉานเริ่มเสื่อมลงในช่วงปลายราชวงศ์คองบอง ส่วนหนึ่งมา จากการต่อต้านของบรรดาเจ้าฟ้าในเมืองต่างๆ และผลจากสงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าทั้งสองครั้ง (สงครามครั้งแรกในปี ค.ศ.1826 และครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1582) และในรัชสมัยของพระเจ้าสีป้อ (Thibaw) ซึ่งเป็นช่วงสงครามครั้งสุดท้ายระหว่างอังกฤษกับพม่า (ค.ศ.1885) ในปี ค.ศ.1881 ใน ขณะเดียวกันเมืองที่อยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ าสาละวินอย่างเมืองเชียงตุงก็ได้ก่อการกบฏต่อราชส านัก พม่า โดยมีเจ้าของไต (Chao Kong Tai) เจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงน ากองก าลังเข้าโจมตีกองทหารพม่าใน เชียงตุง และประกาศให้เมืองเชียงตุงเป็นอิสระ
ด้านเมืองเชียงตุงได้สนับสนุนเจ้าฟ้าเมืองนายและกลุ่มหัวเมืองที่เป็นพันธมิตรร่วม พยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากการปกครองของพม่า โดยในปี ค.ศ.1883 ได้เกิดการก่อกบฏครั้ง ส าคัญของเจ้าฟ้าเมืองนาย (ขุนจี – Chao Khun Gyi) ด้วยการร่วมมือกับหัวเมืองไทใหญ่ต่าง ๆ ใน ละแวกใกล้เคียง น าก าลังเข้าโจมตีที่มั่นและสังหารทหารพม่ารวมทั้งข้าหลวงปกครอง ชาวพม่า (Sitke – สิตเก) ที่เข้ามารักษาการณ์ในเมืองนาย ขณะเดียวกันก็มีเหตุการณ์เข้าปล้นสะดมและเผาเมืองบามอ (Bhamo) ของกลุ่มคะฉิ่น ในปี ค.ศ.1884-1885 โดยมีทหารรับจ้างชาวจีนที่ช่วยพม่าขับไล่กลุ่มคะฉิ่น ความสับสนวุ่นวายอันเกิดจากการก่อจลาจลในพม่าสมัยของพระเจ้าสีป้อ และการก่อกบฏของเจ้าฟ้า เมืองนายนี้ ได้แสดงถึงสถานะภายใต้ระบอบราชาธิปไตยของพม่าในรัฐฉานที่แทบหมดความสามารถ ในการปกครองและควบคุมรัฐฉานอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเมืองนายนั้นหมายถึงศูนย์กลางอ านาจในการ ควบคุมหัวเมืองไทใหญ่ทั้งปวงของพม่าในสมัยราชวงศ์คองบอง สภาพทางสังคม วัฒนธรรม และ เศรษฐกิจก่อนการเข้ามาของอังกฤษ (กนกอร สว่างศรี, 2552)
4.1.3 ความสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน
ชาวไทใหญ่เป็นพลเมืองกลุ่มใหญ่สุดในรัฐฉาน ส่วนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เป็นกลุ่ม รองลงมา ซึ่งได้ขนานนามว่าเป็นดินแดน “หลอยสามซิบ ไตสามซิบ” อันหมายถึง การเป็นรัฐแห่ง ภูเขาสามสิบลูก ไตสามสิบเผ่า สิ่งนี้ได้แสดงถึงธรรมชาติของรัฐฉานในทางภูมิศาสตร์และความเป็น พหุสังคม หรือการเป็นรัฐที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ค าว่า “ไตสามสิบเผ่า” นี้
รวมถึง ไตปะหล่อง ไตกะเร่ง (กะเหรี่ยง) ไตกะฉิ่น ไตชิน ไตปะด่อง ไตตะนุ ไตต่องสู่ ไตต่องโย่
ไตอางซา ไตกะตู่ ไตมูเซอ ไตลีซอ ไตยอยิ้น ไตก้อ (อีก้อ) ไตวะ ไตจะหน่อ ไตเมิงสา ไตมิ่น ไตขิ่น ไตลื่อ ไตมะยอก ฯลฯ ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวเขาบนที่สุด อาศัยอยู่ตามเขาอย่างกระจัด กระจาย มีบ้างที่อยู่ตามพื้นที่ราบริมทะเลสาบอินเล เช่น พวกอินต่า ตะนุ ตะนอ เป็นต้น กลุ่ม ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในรัฐฉาน ส่วนใหญ่อ่านเขียนไม่ได้ นอกจากบางกลุ่มที่ได้รับวัฒนธรรมทาง พระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับชาวพม่า กลุ่มชาวเขาเผ่าอื่น ๆ จะมีวัฒนธรรมและการแต่งกายที่เป็น เอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามเผ่า บางเผ่าอยู่กันเป็นสกุลต่าง ๆ และบางเผ่าก็อยู่กัน เป็นจ านวนมาก ดังเช่น จากการส ารวจในสมัยอังกฤษเข้าปกครองรัฐฉานนั้น พบว่ามีกลุ่มฉิ่นอาศัยอยู่
จ านวน 350,000 คน และคะฉิ่น 160,000 คน โดยต่างถูกปกครองด้วยหัวหน้าเผ่า หรือกลุ่มผู้อาวุโส (เพ็ญศรี กาญจโนมัย, 2523)
ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในรัฐฉานอันประกอบไปด้วยชนกลุ่มหลายกลุ่มนั้น หากพิจารณาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์จะสามารถแบ่งกลุ่มชาติพันธ์ในรัฐ ฉานออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน นั่นก็คือ กลุ่มคนในเขตพื้นราบและกลุ่มชาวเขาบนที่สูง ทั้ง 2
กลุ่มนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตนมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่อดีต โดยมีวิถีการด ารงชีพและ ระบบสังคมที่ตรงข้ามกัน กล่าวคือ ระบบสังคมในที่สูง
การขยายอิทธิพลทางการเมืองการปกครองระหว่างกัน โดยจะพบว่าเจ้าฟ้าในที่ราบ หุบเขาอาจจะมีอ านาจปกครองคลุมไปถึงพื้นที่สูง แต่กลุ่มคนบนที่สูงก็อาจจะยอมรับเจ้าฟ้าหลายคน หรือมีการยอมรับอ านาจของกันและกัน กลุ่มคนบนที่สูงอาจจะรับเอารูปแบบทางสังคมของคนในที่
ราบหุบเขามาใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนมาเป็นคนในที่ราบ ตราบใดที่พวกเขายังด ารงวิถีชีวิต อยู่บนที่สูง นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนพื้นราบและที่สูงภายในรัฐฉานแล้ว ชาวพื้นราบด้วย กันเองอย่างไทใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบริเวณฝั่งตะวันตกแม่น้ าสาละวิน และกลุ่มไทลื้อ ไทเขิน ที่
มีถิ่นฐานอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ าสาละวิน เหล่านี้ก็ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับสังคมภายนอก ดังเช่น การติดต่อทางการค้าระหว่างเมืองเชียงตุงและเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแม้ว่า ในปี ค.ศ.1837 รัฐบาล สยามมีค าสั่งห้ามไม่ให้เมืองเชียงใหม่ฟื้นฟูการค้าขายกับเมืองเชียงตุง เช่น ผู้ใหญ่บ้าน บ้านปากบง ได้รับค าสั่งว่าไม่ให้คนใด ๆ ผ่านด่านเพื่อไปค้าขายกับเมืองเชียงตุง แต่จากจดหมายเหตุของ McLeod นักการทูตชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามาส ารวจดินแดนในปี ค.ศ.1837 โดยผ่านเมืองล้านนาและเมือง เชียงตุง ได้ยืนยันว่า ยังคงมีการติดต่อกันทางการค้าโดยการลักลอบค้าขายระหว่างสองเมืองนี้ ซึ่ง นับวันจะขยายกว้างออกไปโดยไม่มีใครสามารถขัดขวางได้ ในจดหมายเหตุของ McLeod ยังกล่าวถึง ชาวจีนจ านวนหนึ่ง ซึ่งท างานในภาคต่าง ๆ ได้แก่ ช่างฝีมือ กรรมกรสร้างถนน หรือกุลีในเวียงเชียงตุง
นอกจากความสัมพันธ์ในการค้าชุมชนพื้นราบแล้ว ในรัฐฉานยังมีการติดต่อสัมพันธ์
กับสังคมภายนอก โดยการแลกเปลี่ยนภาษาวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมต่าง ๆ กับอาณาจักร ใหญ่อย่างอินเดีย จีน ผ่านอาณาจักรพม่าและสยาม (ล้านนา) ซึ่งมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางวัฒนธรรม ของกลุ่มคนไทพื้นราบในรัฐฉานทั้ง 2 ฟากฝั่งแม่น้ าสาละวินเป็นอย่างมาก การถ่ายทอดวัฒนธรรมจน ก่อให้เกิดเอกลักษณ์ร่วมกันที่ส าคัญ ก็คือ การรับเอาศาสนาพุทธจากอาณาจักรใหญ่เข้ามาในสังคมจน มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของผู้คนในรัฐฉาน และได้ฝังรากลึกในเวลาต่อมา บรรดาหัวเมือง ต่าง ๆ ในรัฐ ฉานฟากตะวันตกยังคงไม่ได้รับนับถือพุทธศาสนากันอย่างทั่วถึง ยกเว้นบางเมืองในรัฐฉานทางใต้
อย่างเมืองยองห้วยที่อาจรับพุทธศาสนาแบบพม่ามาแล้วตั้งแต่ในสมัยพุกาม หรือเมืองนาย ซึ่งมี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางวัฒนธรรมกับล้านนามาตั้งแต่ในสมัยพญามังราย ในปลายคริสต์ศตวรรษที่
13 เป็นเหตุให้ในบางแห่งที่ศาสนาพุทธยังเข้าไม่ถึง มีการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันแสดงถึงความเชื่อในสิ่ง เหนือธรรมชาติ (animistic worship) เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจและสังคมที่ส าคัญโดยแสดงออกใน รูปแบบของงานประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ยังคงนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบโบราณ อาทิ ในเมือง อ่งป่วง (Onbaung) หรือเมืองสีป้อ เมืองมีด และเมืองอื่น ๆ ในรัฐฉาน เมื่อเจ้าฟ้าสิ้นพระชนม์จะมีการ ปฏิบัติตามประเพณีความเชื่อแบบไสยศาสตร์ โดยการฆ่าข้าทาสและบรรดาช้างม้าตัวโปรดที่เจ้าฟ้า เคยประทับแล้วฝังไปพร้อม ๆ กับพระศพเจ้าฟ้า เพื่อมุ่งหวังจะให้ตามไปรับใช้เจ้านายต่อในโลกหน้า
การนับถือพระพุทธศาสนาในสังคมของกลุ่มคนพื้นราบในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 ได้
ท าให้เกิดการผสมกลมกลืนทางความเชื่อภายในรัฐ จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมจารีตรัฐฉานอยู่ในสภาวะ ระหว่างความเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติตามแบบชนเผ่าดั้งเดิม และความเป็นกลุ่มชนที่มีความเจริญทาง วัฒนธรรมโดยการรับเอาศาสนาพุทธเข้ามานับถือปฏิบัติ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่าง เคร่งครัด แต่หากพิจารณาพระพุทธศาสนาในฐานะปัจจัยที่ก าหนดให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม จารีตของกลุ่มคนพื้นราบในรัฐฉาน จะพบว่า พระพุทธศาสนาถือเป็นเครื่องมือส าคัญที่ผู้น าใช้เพื่อ เสริมสร้างความชอบธรรมทางอ านาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ดังจะเห็นได้ว่า สมัยที่รัฐฉานตกอยู่ในอ านาจการ ปกครองของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพม่าอย่างพระเจ้าบุเรงนอง ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศาสนา พุทธได้เป็นสิ่งที่สร้างแรงยึดเหนี่ยวให้เจ้าฟ้าและชาวไทใหญ่ยอมรับในการปกครองและวัฒนธรรมของ พม่า โดยพระองค์ได้น าเอาศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบพม่าเข้ามาเผยแพร่ในรัฐฉาน สั่งยกเลิก ประเพณีพื้นเมืองที่สะท้อนถึงความเชื่อแบบเก่าและขัดกับหลักพุทธศาสนา เช่น ห้ามการฆ่าสัตย์และ คนเพื่อการบูชายัญ รวมถึงประเพณีการฆ่าสัตว์และคนเพื่อการบูชายัญ รวมถึงประเพณีการฆ่าสัตว์
และคนในพิธีกรรมงานศพของเจ้าฟ้า ทรงสร้างเจดีย์ที่เมืองสีป้อและเมืองมีด อีกทั้งยังได้อุทิศที่ดินใน การสร้างวัด และเชิญพระสงฆ์ที่มีความรู้มาจ าวัดอยู่ในวัดที่สร้างใหม่เพื่อเผยแผ่ศาสนาด้วย ซึ่งบรรดา เจ้าฟ้า เสนาอ ามาตย์และขุนนางจะต้องเข้ามารฟังพระธรรมเทศนาในวันพระทุกสี่วันต่อเดือน และ เรียนรู้เกี่ยวกับจริยธรรมคุณธรรม นอกจากนี้ยังได้มีการน าเอาพระไตรปิฎกครึ่งหนึ่งมาไว้ที่วัดในเมือง สีป้อ และอีกครึ่งหนึ่งไว้ที่วัดในเมืองมีดอีกด้วย (กนกอร สว่างศรี, 2552)
นโยบายทางศาสนานิกายเถรวาทของพม่า ด าเนินควบคู่ไปกับมาตรการทางการ ปกครองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้อิทธิพลของวัฒนธรรมพม่า ทั้งรูปแบบศิลปะ สถาปัตยกรรม การแต่ง กายและวิธีการนับวันแบบพม่า สิ่งเหล่านี้ได้เข้าไปมีบทบาทในกลุ่มผู้น าและวิถีชีวิตของชาวไทใหญ่
อย่างต่อเนื่อง จึงกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมพม่ามีบทบาทอยู่พอสมควรในการปรุงแต่งอัตลักษณ์ในความ เป็นไทใหญ่ และกลุ่มไทอื่น ๆ บริเวณฝั่งฟากตะวันตกของแม่น้ าสาละวิน ในขณะที่รัฐฉานในฝั่ง ตะวันออกของแม่น้ าสาละวิน ซึ่งมีเมืองเชียงตุงเป็นเมืองหลัก ประกอบด้วยกลุ่มไทลื้อ และไทเขิน มี
พัฒนาการทางภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นเอกเทศต่างจากกลุ่มชาวไทใหญ่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการ ผสมผสานทางวัฒนธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ขณะที่กลุ่มไทใหญ่อยู่
ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลพม่า-ธิเบต โดยเฉพาะพม่า กลุ่มที่พม่าเรียกว่า คะฉิ่น แต่
ชาวไทลื้อ และไทเขิน ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มที่พูดภาษามอญ-เขมร เช่น ชาวลัวะ ข่า และ มอญ เป็นต้น เนื่องด้วยความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับวัฒนธรรมล้านนานี้ ได้ท าให้กลุ่มชนบริเวณฝั่ง ตะวันออกของแม่น้ าสาละวินรับเอาพุทธศาสนาในแบบที่ใกล้เคียงกับไทลื้อในสิบสองปันนาและไทย วนในล้านนา ซึ่งเป็นศาสนาที่มีการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์และความเชื่อ ดั้งเดิมเช่นเดียวกับล้านนา แม้ว่าในช่วงที่หัวเมืองบางแห่งได้ตกอยู่ภายใต้อาณัติของพม่าตั้งแต่สมัย
พระเจ้าบุเรงนอง แต่ชาวไทลื้อและไทเขินในฝั่งฟากตะวันออกของแม่น้ าสาละวิน ก็ยังคงรักษา อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมพื้นเมืองและพุทธศาสนาในแบบของตนเองไว้ โดยไม่ถูกกลืนด้วยวัฒนธรรม พม่าแต่อย่างใด ต่างจากหัวเมืองทางฟากตะวันตกของแม่น้ าสาละวิน ซึ่งได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรม พม่าและพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างเข้มข้นมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มเมืองที่ยังไม่ได้นับถือ พระพุทธศาสนามาก่อน (เสมอชัย พูนสุวรรณ, 2546)
ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับนครรัฐของกลุ่มชาติพันธุ์คือ ความสัมพันธ์แบบรัฐ ประเทศราช เมืองต่าง ๆ มีหน้าที่ส่งส่วยภาษีและเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ ให้แก่พม่านั้นเองหัว เมืองประเทศราชต่างๆได้ส่งเครื่องราชบรรณาการและแรงงานให้กับราชส านักพม่า จึงท าให้หัวเมือง ต่างๆ รวมทั้งรัฐไทใหญ่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับราชส านักพม่า รวมทั้งยังมีการสร้าง ความสัมพันธ์ทางเครือญาติโดยผ่านการแต่งงานระหว่างราชวงศ์พม่ากับธิดาเมืองประเทศราชต่าง ๆ ต่อมาช่วงสมัยพระจ้าสีป้อทรงเก็บภาษีจากหัวเมืองต่าง ๆ จ านวนมากอีกทั้งยังเป็นกษัตริย์ที่มีความ โหดร้ายได้สังหารบรรดาเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้ามินดง รวมทั้ง บรรดาผู้ที่มีเชื้อสายไทใหญ่ การ กระท าดังกล่าวท าให้บรรดาเจ้าฟ้าหัวเมืองต่าง ๆ ไม่พอใจและเริ่มแข็งข้อต่อราชส านักพม่า มีการตั้ง กองก าลังเป็นอิสระบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ าสาละวิน (เสมอชัย พูนสุวรรณ, 2546) การเมือง การปกครองและระบบเศรษฐกิจในช่วงอาณานิคม รัฐบาลอาณานิคมอังกฤษในรัฐฉานตอนเริ่มแรกได้
น ารูปแบบการจัดองค์กรทางการเมืองที่สถาปนาขึ้นในช่วงใกล้สิ้นสุดยุคก่อนอาณานิคม มาใช้กับ การเมืองบริหารในระดับล่าง ๆ แต่ก็ได้ค่อย ๆ เริ่มกระบวนการจัดระเบียบใหม่ตามหลักเหตุผลในส่วน ของระบบบริหารจากส่วนกลางที่ค่อย ๆ ซึมแทรกลงสู่เบื้องล่าง และส่งผลต่อชีวิต ประชากรจ านวน มากขึ้นเรื่อย ๆ ส าหรับกรณีของชนชั้นชาวนาที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบ กระบวนการนี้ ซึ่งเริ่มต้นอย่าง ช้า ๆ ด้วยเหตุผลหลายประการ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง กระบวนการนี้ด าเนินไปได้ด้วยดีใน เขตรัฐฉาน และในเขตคะยาซึ่งแยกออกจากกันในทางกฎหมายแต่ไม่ใช่ในทางการบริหารเหตุผลหนึ่งก็
คือรัฐบาลอังกฤษมีความห่วงใยเหมือนกษัตริย์พม่า ว่าที่ราบสูงไทใหญ่และเขตภูเขาที่ห่างไกลนั้นเป็น ภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ต่อรัฐ เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาภูมิภาคนี้เป็นเขตที่กองก าลัง จากภายนอกใช้เข้าโจมตีที่ราบลุ่มอิรวดี เหตุผลที่สองคือ รัฐฉานเป็น “รัฐที่มีความก้าวหน้าทาง การเมืองที่สุด” ในบรรดาดินแดนในเขตภูเขา กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐนี้มีโครงสร้างทางชนชั้นที่
ชัดเจน มีการปกครองที่มีลักษณะซับซ้อนกว่า และครอบครองพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กินอาณาบริเวณ มากกว่า ชุมชนของชาวเขาเผ่าชิน คะฉิ่น รวมถึงกระเหรี่ยงด้วย ในรัฐฉาน พวกเจ้าฟ้า (sawbwas) อยู่ใน ต าแหน่งที่เทียบได้กับเจ้าผู้ครองเหนือหัวที่เป็นอิสระแต่ส่งบรรณาการให้กับกษัตริย์ที่กรุงอังวะ และอยู่ในฐานะ ตู่-จี หรือเมี้ยว ภายใต้การควบคุมทางการบริหารของอ านาจจากส่วนกลาง (ปานแพร เชาวน์ประยูร, 2550) ) การแสวงหาผลประโยชน์ในรัฐฉานนั้นเริ่มต้นในศตวรรษที่ 20 โดยที่ก่อนหน้า นั้นอังกฤษก็เหมือนกับบรรดากษัตริย์อื่นๆ ของพม่าที่พยายามควบคุมพื้นที่และราษฎรของตนโดยที่มี
การเสียค่าใช้จ่ายถูกที่สุดเท่าที่ท าได้ เจ้าฟ้าซึ่งเป็นผู้ที่มีอ านาจทางการเมืองในขณะนั้นมีการ ด าเนินการเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้น้อยมาก ต่อมา ค.ศ. 1886 (พ.ศ. 2429) เจ้าหน้าที่อังกฤษได้ยื่น หนังสือต่อบรรดาเจ้าฟ้า อธิบายหลักการที่จะใช้เป็นแนวทางในการด าเนินนโยบายของตนผู้น าเหล่านี้
“ได้รับความมั่นใจว่าจะไม่มีการเข้าแทรกแซงใด ๆ ในกิจการภายในของรัฐ” ที่ตนปกครองอยู่แต่พวก เขาต้องยอมรับความเหนือกว่าของอังกฤษ ในขณะเดียวกันเพื่อแลกกับการที่บรรดาเจ้าฟ้ายอมรับ เงื่อนไขเหล่านี้และยอมส่งเครื่องราชบรรณาการประจ าปีเข้าคลังของรัฐบาลอินเดีย รัฐบาลอังกฤษจะ ยอมรับเจ้าฟ้าผู้ซึ่งมีอ านาจครอบ ครองจริง จะเชิดชูสิทธิต่าง ๆ ให้เสรีภาพ และเปิดประตูการค้าให้
ระหว่างปี ค.ศ. 1886 และ 1895 บรรดา เจ้าฟ้า ทั้งหลายต่างทยอยกันเข้าท าสัตย์ปฏิญาณแสดง ความจงรักภักดีต่ออังกฤษ และหลังจากถูกบังคับให้ละทิ้งข้ออ้างใดๆ ที่จะควบคุมพรมแดนของเขต ปกครองของตน พวกเขาก็รับแต่งตั้งให้อยู่ใต้การดูแลของผู้ช่วยผู้ดูแลชาวอังกฤษ อังกฤษได้ปฏิเสธ อ านาจของเจ้าฟ้าในการควบคมป่าไม้ เหมือนแร่และทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ ในดินแดนที่ตนเอง ปกครอง เมืองต่างๆที่ได้รับพัฒนาในช่วงนี้ถูกดึงอ านาจออกจากเจ้าฟ้าแล้วโอนไปขึ้นกับสภาท้องถิ่นที่
ควบคุมโดยผู้อพยพจากภายนอก เจ้าฟ้าจึงได้รับเอาวิธีการปกครองที่เป็นระเบียบมากขึ้น วิธีการเก็บ ภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนกฎหมายต่างๆก็ถูกท าให้เป็นมาตรฐานมากกว่าเดิม ค.ศ. 1890 (พ.ศ. 2433) (ปานแพร เชาวน์ประยูร, 2550)
กระบวนการท างานแบบราชการของรัฐที่มีการจัดระเบียบใหม่ตามหลักแห่งเหตุผล บางอย่างจะถูกน ามาบังคับใช้กับบรรดาเจ้าฟ้า แต่การเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญก็ไม่ได้เริ่มขึ้นจนกระทั่งถึง ต้นทศวรรษ 1920 ซึ่งถึงตอนนั้นเหตุการณ์ทางการเมืองในที่อื่นในอินเดียของอังกฤษ และในพม่า ก็
ท าให้การสถาปนาการจัดการบริหารแบบใหม่กลายเป็นความจ าเป็น รัฐอาณานิคมสามารถธ ารงการ ควบคุมเจ้าฟ้าไว้ได้ตลอดสมัยอาณานิคม โดยขู่ที่จะปลดพวกเขาออกจากต าแหน่ง หรือไม่ก็สลายรัฐ ของพวกเขาหากไม่ยอมตามข้อเรียกร้องของผู้ตรวจการ ตามจริงแล้วมีรัฐ 14 รัฐที่ถูกสลายไปโดย น ามาผนวกรวมกัน และยกเลิกสถานภาพของ เจ้าฟ้า ซึ่งท าให้เกิดหน่วยบริหารที่ใหญ่ขึ้นและมี
ประสิทธิภาพกว่าเดิมการปกครองแบบอาณานิคมท าให้ เจ้าฟ้า ท างานได้ง่าย ตราบเท่าที่ยอมเชื่อฟัง อังกฤษส าหรับหัวเมืองสองฟากแม่น้ าสาละวินอังกฤษยังคงให้รักษาระบบเจ้าฟ้าต่อไปภายใต้การดูแล ของข้าหลวงใหญ่และท าให้หัวเมืองนั้น ๆ รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ภายใต้ชื่อ สหพันธรัฐรัฐฉาน (Shan States Federation) ขึ้น เพื่อปกป้องบรรดาเจ้าฟ้า เนื่องจากเจ้าฟ้าหัวเมืองต่าง ๆ นั้นมีหน้าที่ดูแล กิจการภายในและงบประมาณของรัฐ ความเป็นรัฐฉานในทางการเมืองจึงเริ่มต้นนับแต่บัดนั้นเป็นต้น มา (เสมอชัย พูนสุวรรณ, 2546) ดังนั้นการปกครองในสมัยที่อังกฤษเข้าปกครอง ช่วง ค.ศ. 1885- 1947 (พ.ศ. 2428-2490) ส าหรับพม่านั้นอังกฤษได้ท าลายสถาบันกษัตริย์ของพม่าโดยสิ้นเชิง กษัตริย์ธีบอซึ่งปกครองพม่าในตอนนั้นได้ถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่รัตนคีรี ซึ่งเป็นเมืองเล็กในอินเดีย และ อังกฤษได้ผนวกพม่าเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดียโดยส่งข้าหลวงจากอินเดียเข้ามาปกครอง