ปญหากฎหมายเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายระหวางประเทศของไทย : ศึกษากรณีการสงมอบ LEGAL PROBLEM RELATING TO INTERNATIONAL SALE CONTRACTS
OF THAILAND : DELIVERY OF GOODS
สวรินทร เสาวคนธ
นักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม E-mail : [email protected]
บทคัดยอ
ปจจุบันการซื้อขายสินคามิไดจํากัดเฉพาะภายในประเทศเทานั้น ดวยความกาวหนาทางวิทยาการทําใหมี
การติดตอซื้อขายสินคาระหวางประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนี้ เมื่อเกิดปญหาหรือเกิดการผิดสัญญาในการซื้อขายสินคา ระหวางประเทศ และเมื่อมีขอพิพาทขึ้นสูศาลไมวาของประเทศใด มักเกิดปญหาเกี่ยวกับการนํากฎหมายมาปรับ ใชแกขอพิพาทดังกลาว ดวยเหตุนี้คณะกรรมาธิการวาดวยกฎหมายการคาระหวางประเทศแหงสหประชาชาติ
(UNCITRAL) และตัวแทนของประเทศตางๆ จึงไดรวมกันยกรางอนุสัญญาสหประชาชาติวาดวยสัญญาซื้อขาย สินคาระหวางประเทศ (CISG) ขึ้น เพื่อใหการซื้อขายสินคาระหวางประเทศมีความเปนเอกภาพ อนึ่ง บทบัญญัติ
ของ CISG ดังกลาว ยังไดรับรองสถานะของธรรมเนียมปฏิบัติของคูสัญญาเชน INCOTERMS ซึ่งเกี่ยวของกับ การสงมอบสินคาอันเปนกรณีที่วิทยานิพนธฉบับนี้หยิบยกขึ้นมาศึกษาดวย
ดวยเหตุที่ประเทศไทยยังมิไดเขารวมเปนภาคี CISG เมื่อเกิดปญหาหรือเกิดการผิดสัญญาในการซื้อขาย สินคาระหวางประเทศ และมีขอพิพาทขึ้นสูศาลไทย ศาลไทยก็ตองใชประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยบังคับแก
ขอพิพาทดังกลาว ซึ่งอาจทําใหการตัดสินคดีของศาลไทยไมสอดคลองกับหลักสากล เนื่องจากประมวลกฎหมาย แพงและพาณิชยมีหลักเกณฑที่สําคัญ ๆ หลายประการในเรื่องการสงมอบแตกตางจาก CISG และ INCOTERMS
ผูวิจัยเห็นวาการที่จะแกไขปญหาดังกลาวไดมีอยู 2 แนวทาง แนวทางแรก คือ การเขารวมเปนภาคี CISG แลวออกกฎหมายอนุวัติการ แนวทางที่สอง คือ การปรับปรุงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยหรือจัดทํา กฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขายสินคาระหวางประเทศขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งในแนวทางที่สองนี้จะรวมถึงการออก กฎหมายรับรองสถานะของ INCOTERMS ดวย ซึ่งทั้งสองแนวทางดังกลาว มีขอดีและขอเสียแตกตางกันไป อยางไรก็ตาม ไมวาประเทศไทยจะเลือกแนวทางใด ก็ลวนแตเปนประโยชนตอการซื้อขายสินคาระหวางประเทศ ของไทยทั้งสิ้น
คําสําคัญ :
ซื้อขายระหวางประเทศ สงมอบABSTRACT
International sales are not presently limited as domestic. The growing numbers of such substantially relate to the development of new technologies. In the case where there is any problem relating to international sales, or any breach thereof, and the case is to decided before a court, ‘governing law’ issue is thus raised.
In order to solve this problem and to harmonize the law of international sales, the United Nation Commission on International Trade Law (UNCITRAL) and delegates form all over the world have thus drafted and later launched the United Nations on Contracts for the International Sale of Goods (CISG) in 1980. In addition, according to CISG’s provisions, the International Rules for the Interpretation of Trade Terms (INCOTERMS), which relates to delivery issues and covers the scope of this thesis, are also recognized.
Thailand is not yet the contracting state of CISG, any problem relating to international sales or any breach thereof is thus decided before Thai court by Thai law, i.e. the Civil and Commercial Code (CCC).
As there are a number of potential discrepancies on delivery issues between CCC, CISG and INCOTERMS, non-conformity to international standard are accordingly found under Thai jurisdiction.
To solve this legal problem, the writer hereby proposes two methods for Thailand, i.e. (1) ratifying and implementing CISG, and (2) amending CCC or enacting a new international sales law including officially recognizing INCOTERMS as a body of law. Any of which, however, would be beneficial for Thailand in term of its international sales in the future.
KEYWORDS:
Internation sale, Delivery1. ความเปนมาและความสําคัญของปญหา
สัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศเปนสัญญาตางตอบแทนที่คูสัญญาตางมีสิทธิและหนาที่จะตองปฏิบัติ
ตอกันเชนเดียวกับสัญญาซื้อขายทั่วไป แตมีลักษณะสําคัญที่แตกตางออกไป คือ เปนสัญญาที่คูสัญญา สองฝายมี
สถานประกอบธุรกิจอยูตางประเทศกันโดยผูขายตองสงมอบสินคา เอกสารตางๆ ที่เกี่ยวกับสินคาและโอน กรรมสิทธในสินคาใหแกผูซื้อ สวนผูซื้อก็ตองรับมอบสินคาและชําระราคาใหแกผูขาย อีกทั้ง มีการขนสงสินคา จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งโดยผูขนสง จึงกอใหเกิดสัญญาอื่น ๆ ตามมา เชน สัญญาประกันภัย สัญญา เลตเตอรออฟเครดิต (Letter of Credit) ซึ่งมีสัญญาซื้อขายเปนสัญญาหลัก ดวยเหตุนี้สัญญาซื้อขายระหวาง ประเทศจึงมีความยุงยากสลับซับซอนกวาสัญญาซื้อขายภายในประเทศ
“การสงมอบ” นับวามีความสําคัญมากในสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศ เนื่องจากเปนวิธีการที่จะ ทําใหสินคาไปอยูในความครอบครองของผูซื้อ ดังนั้น ปญหาวาวิธีการในการสงมอบจะทําการสงมอบกันอยางไร และสําเร็จลงเมื่อใด จะตองสงมอบเมื่อใด ณ สถานที่ใด ถาการสงมอบนั้นไมถูกตองตรงตามสัญญา ผูซื้อ ผูขายจะ มีสิทธิหนาที่ตอกันอยางไรและอายุความในการฟองคดีเปนเชนไร มักเกิดขึ้นเนืองๆ ในสัญญาซื้อขายสินคา ระหวางประเทศ โดยทั่วไปเมื่อเกิดขอพิพาทหรือเกิดมีการผิดสัญญาขึ้นระหวางคูสัญญาในสัญญาซื้อขายสินคา
บังคับกับสัญญา (Applicable Law) กลาวคือ ในกรณีที่ตกลงกันไว คูสัญญามักตกลงกันใหใชกฎหมายซื้อขาย ภายใน (Domestic Sales Law) ของประเทศผูซื้อหรือผูขาย หรือของประเทศที่สามเปนกฎหมาย ที่ใชบังคับกับ สัญญา ในกรณีที่มิไดตกลงกันไวก็จะขึ้นอยูกับหลักกฎหมายระหวางประเทศแผนกคดีบุคคล (Private International Law) หรือหลักกฎหมายขัดกัน (Conflict of Law) ของประเทศที่มีการฟองคดีวาจะยอนสงใหใช
กฎหมายซื้อขายภายในของประเทศใด อยางไรก็ตาม กฎหมายเหลานี้ลวนแลวแตเปนกฎหมายซื้อขายภายในยอม ขาดหลักเกณฑสําคัญ ๆ อันเปนองคประกอบของสัญญาซื้อขายระหวางประเทศหรือขาดความเหมาะสมที่จะ นํามาใชบังคับแกสัญญาซื้อขายระหวางประเทศ อันเปนปญหาประการสําคัญตอการซื้อขายระหวางประเทศ
สําหรับการแกไขปญหาดังที่กลาวมาขางตนและสรางหลักเกณฑเกี่ยวกับการซื้อขายระหวางประเทศใหมี
ความเปนเอกภาพ คณะกรรมาธิการวาดวยกฎหมายการคาระหวางประเทศแหงสหประชาชาติ (United Nation Commission on International Trade Law : UNCITRAL) และตัวแทนของประเทศตางๆ รวม 62 ประเทศ ไดรวมกันยกรางอนุสัญญาสหประชาชาติวาดวยสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศ (United Nation Convention on Contracts for the International Sale of Goods 1980 : CISG) ขึ้น CISG ไดวางหลักเกณฑในสัญญาซื้อขาย ระหวางประเทศไวอยางกวาง ๆ ไมไดครอบคลุมทุกเรื่อง แตมีจุดมุงหมายในการบัญญัติสิทธิหนาที่และ การเยียวยาขั้นพื้นฐานของผูซื้อและผูขายในสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศ อันเปนหลักที่เกิดจากการ ผสมผสานและประนีประนอมของระบบกฎหมายตาง ๆ ซึ่งการสงมอบและการรับมอบนั้นถือเปนสิทธิและหนาที่
ของผูซื้อและผูขาย โดย CISG บัญญัติไวอยางชัดเจนวาผูขายจะตองจัดสงสินคาที่ซื้อขายกันนั้นพรอมเอกสาร ใหแกผูซื้อ สวนผูซื้อก็มีหนาที่ที่จะตองรับมอบสินคาที่ซื้อขายนั้น ปจจุบันมีประเทศที่เขารวมเปนภาคีอนุสัญญานี้
ถึง 73 ประเทศ
นอกจากนี้แลวยังมีประเพณีทางการคาที่สําคัญ นั่นก็คือ International Rules for the Interpretation of Trade Terms : INCOTERMS ซึ่งไดจัดทําขึ้นโดยหอการคานานาชาติ (International Chamber of Commerce : ICC) INCOTERMS เกิดขึ้นจากความพยายามของนักนิติศาสตรและพอคาที่จะกําหนดความหมายของคําเฉพาะ ทางการคาเพื่อใหเปนมาตรฐานเดียวกัน โดยมีความพยายามที่จะทําใหจารีตประเพณี และธรรมเนียมทางการคา ระหวางประเทศมีความชัดเจนขึ้น เพราะถึงแมจารีตประเพณีและธรรมเนียมระหวางประเทศจะเปนบรรทัดฐานที่
สอดคลองกับความตองการของประชาคมพอคาระหวางประเทศ แตเมื่อไมเปนลายลักษณอักษรแลวยอมขาด ความแนนอน ดังนั้น เพื่อทําใหกฎเกณฑดังกลาวชัดเจนขึ้นและเปนมาตรฐานเดียวกัน ICC ไดทําประมวลจารีต ประเพณีและธรรมเนียมทางการคาดังกลาวใหเปนลายลักษณอักษร โดยไดจัดพิมพ INCOTERMS ขึ้นออก เผยแพรเปนครั้งแรกในป ค.ศ. 1936 และไดทําการปรับปรุงใหทันสมัยเรื่อยมา ลาสุดฉบับปจจุบัน เรียกวา
“INCOTERMS 2000” นอกจากจุดมุงหมายหลักดังกลาวแลว การจัดทํา INCOTERMS ขึ้นก็เพื่อแสดงถึงขอตกลง เกี่ยวกับวิธีการสงมอบสินคาที่ซื้อขายกัน นอกจากนี้ยังครอบคลุมเกี่ยวกับคุณภาพของสินคา จํานวนสินคา ราคา สินคา การบรรจุหีบหอ และการชําระราคาสินคาดวย
ถึงแมวาประเทศไทยรูจักการซื้อขายระหวางประเทศมาเปนเวลานานตั้งแตสมัยกรุงสุโขทัยจวบจนถึง ปจจุบัน ประเทศไทยก็ยังไมมีกฎหมายเฉพาะที่จะใชบังคับแกขอพิพาททางดานการซื้อขายระหวางประเทศ ทั้งประเทศไทยก็ยังมิไดเขารวมเปนภาคี CISG ดวย ในทางปฏิบัติศาลไทยตองปรับใชประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยซึ่งเปนกฎหมายภายในกับขอพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายระหวางประเทศ ถึงแมวาจะมีบทบัญญัติที่
เกี่ยวกับการซื้อขายและกําหนดเรื่องการสงมอบสินคาที่ทําการซื้อขายกันไว แตก็ไมเปนที่คุนเคยกับคูสัญญาฝายที่
เปนตางชาติหรือแพรหลายในระดับระหวางประเทศ จึงขาดความเหมาะสมที่จะนํามาบังคับใชแกสัญญาซื้อขาย สินคาระหวางประเทศ ทั้งยังไมสอดคลองกับขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติทางการคาระหวางประเทศอันเปน มาตรฐานสากลดวย ในอดีตที่ผานมากอนที่ประเทศไทยจะมีการจัดตั้งศาลทรัพยสินทางปญญาและการคาระหวาง ประเทศนั้น ศาลไทยมีโอกาสไดวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการซื้อขายสินคาระหวางประเทศอยูบาง ซึ่งคดีที่ไดรับ การวิพากษวิจารณมากที่สุดคดีหนึ่งไดแก คดีที่รูจักกันดีในนามของ “ฎีกาขาวนึ่ง” (คําพิพากษาที่ 3046/2537) ซึ่งเปนกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศในสินคาขาวนึ่ง ระหวางโจทกผูซื้อซึ่งเปนบริษัท ในตางประเทศกับจําเลยผูขายซึ่งเปนบริษัทในประเทศไทยโดยติดตอกันทางโทรพิมพ และกําหนดเงื่อนไขโดยใช
วิธีการสงมอบสินคาตาม INCOTERMS ในกลุม F Free onboard Vessel (FOB) โดยศาลฎีกาฟงขอเท็จจริงวา โจทกและจําเลยที่ 1 ไดมีโทรพิมพติดตอซื้อขายขาวนึ่งตอกันตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.9 ภายหลังติดตอกันทาง โทรพิมพแลว โจทกไดเปดเลตเตอรออฟเครดิตมายังธนาคารกรุงเทพ จํากัด เพื่อชําระเงินคาขาวนึ่งตามที่มีการ ติดตอกันไวตามโทรพิมพเอกสารหมาย จ.5 ถึง 9 แตจําเลยที่ 1ไมสามารถจัดสงขาวนึ่งใหโจทกได เพราะเงื่อนไข ตามเลตเตอรออฟเครดิตที่กําหนดไวทางจําเลยที่ 1 ไมสามารถปฏิบัติได แลววินิจฉัยปญหาขอกฎหมายวา การซื้อขายขาวนึ่งระหวางโจทกกับจําเลยทั้งสองไดเกิดขึ้นแลว เมื่อการเจรจายุติลงตามเอกสารโทรพิมพหมาย จ.5 ถึง จ.9 แตตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา 456 วรรคสอง กําหนดวาสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย
ซึ่งตกลงกันมีราคาหารอยบาทหรือกวานั้นขึ้นไป สัญญาจะซื้อ จะขาย คํามั่นในการขายทรัพยที่มีราคาหารอยบาท หรือกวานั้นขึ้นไปตองมีหลักฐานเปนหนังสือลงลายมือชื่อฝายผูตองรับผิดดวย หรือไดวางประจําไวหรือไดชําระ หนี้บางสวนแลวจึงจะฟองรองบังคับคดีไดตามเอกสารหมาย จ. 5 ถึง จ. 9 ไมปรากฏหลักฐานการชําระหนี้
บางสวนหรือการวาง มัดจําหรือลายมือชื่อของจําเลยทั้งสองที่ตองรับผิด โจทกจึงไมสามารถฟองรองใหบังคับ แกจําเลยทั้งสองได ที่โจทกฎีกาโตแยงวามีแกงไดในเอกสารดังกลาว ศาลฎีกาตรวจแลวเห็นวาเปนเรื่องที่มิได
โตแยงและวากลาวมากอนในศาลชั้นตนทั้งไมปรากฏแกงไดในเอกสารดังโจทกอางแตอยางใด คดีฟงไดวาสัญญา ตกลงซื้อขายขาวนึ่งระหวางโจทกกับจําเลยที่ 1 ไมสามารถจะฟองรองบังคับคดีกันได พิพากษายืน
จากคําวินิจฉัยของศาลในคดีนี้ อาจจะเห็นวาไมมีสวนใดที่วินิจฉัยถึงการสงมอบเลย แตประเด็นที่ผูวิจัย ตองการนําเสนอจากขอเท็จจริงในเรื่องนี้ คือ คูสัญญาไดตกลงกันโดยใชวิธีการสงมอบสินคาตาม INCOTERMS ในกลุม F Free onboard Vessel (FOB) แตประเด็นในการสงมอบมิไดเปนปญหาขึ้นมาสูศาลฎีกา คงมีแตประเด็น ที่วา สัญญาซื้อขายขาวนึ่งระหวางโจทกกับจําเลยเกิดขึ้นแลวหรือไม และจะฟองบังคับคดีกันไดหรือไม ซึ่งหาก พิจารณาในแงความเปนธรรมและความรูสึกของวิญูชนแลว คงจะเห็นไปในแนวทางเดียวกันวา จําเลยผูขายเปน ฝายผิดสัญญาโดยไมมีสาเหตุที่จะแกตัวใด ๆ ได ควรจะตองรับผิดตามสัญญาและตกเปนฝายแพคดี แตผลของ คําพิพากษาดังกลาวขางตนกลับมีผลออกมาในทางตรงกันขาม ดังนี้ จึงสะทอนใหเห็นวา คําพิพากษาฎีกาที่
3046/2537 เกิดจากความไมสอดคลองของแนวปฏิบัติทางการคาระหวางประเทศของประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชยของไทย
ดังนั้น เพื่อแกไขปญหาดังกลาว ผูวิจัยจึงมีความเห็นวาประเทศไทยควรเขารวมเปนภาคี CISG หากไมเขา รวมเปนภาคี CISG แตประเทศไทยควรทําการปรับปรุงกฎหมายแพงและพาณิชยไมวาจะเปนการปรับปรุง
ตัวบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย การแยกกฎหมายพาณิชยออกจากกฎหมายแพง แลวรวม กฎหมายพาณิชยและการซื้อขายสินคาระหวางประเทศมาอยูดวยกัน หรือไมก็จัดทํากฎหมายซื้อขายสินคาระหวาง ประเทศขึ้นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ประเทศไทยก็ควรที่จะออกกฎหมายเพื่อรับรองสถานะของ INCOTERMS อันจะเปนการแกไขปญหาเกี่ยวกับการสงมอบไดโดยเฉพาะอีกดวย
2. วัตถุประสงคของการวิจัย
2.1 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับความเปนมา แนวความคิด ทฤษฎีและหลักเกณฑเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสินคา ระหวางประเทศ
2.2 เพื่อศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการสงมอบในสัญญาซื้อขายระหวางประเทศตาม CISG และ INCOTERMS
2.3 เพื่อศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการสงมอบในสัญญาซื้อขายสินคาของไทยตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
2.4 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายเกี่ยวกับการสงมอบในสัญญาซื้อขายระหวางประเทศตาม CISG และ INCOTERMS กับประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย สําหรับการหาแนวทางในการแกไขปญหาและพัฒนา กฎหมายตอไป
3. สมมติฐานการวิจัย
การที่ประเทศไทยมีเพียงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ซึ่งเปนกฎหมายที่บัญญัติถึงการซื้อขาย และการสงมอบสินคาที่ซื้อขายกันและมีหลักเกณฑหลายประการที่แตกตางจาก CISG และ INCOTERMS อันเปนแนวปฏิบัติทางการคาระหวางประเทศซึ่งเปนมาตรฐานสากล อีกทั้งประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยก็
เปนเพียงกฎหมายภายในของประเทศไทยเทานั้น จึงขาดความเหมาะสมที่จะนํามาใชบังคับแกสัญญาซื้อขายสินคา ระหวางประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยควรจะเขารวมเปนภาคี CISG หรือทําการปรับปรุงกฎหมายแพงและพาณิชย
โดยแยกกฎหมายพาณิชยออกจากกฎหมายแพง แลวรวมกฎหมายพาณิชยและการซื้อขายสินคาระหวางประเทศ เขาดวยกัน หรือไมก็จัดทํากฎหมายซื้อขายสินคาระหวางประเทศขึ้นใหม รวมทั้งการออกกฎหมายเพื่อรับรอง สถานะของ INCOTERMS
4. ขอบเขตของการวิจัย
ศึกษาประวัติความเปนมาของการซื้อขายสินคาระหวางประเทศในอดีตจนถึงปจจุบัน รวมทั้งหลักเกณฑ
เกี่ยวกับการซื้อขายสินคาระหวางประเทศตาม CISG, INCOTERMS และประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
ของไทย โดยเนนในเรื่องการสงมอบเพื่อเปรียบเทียบใหเห็นถึงความไมสอดคลองของประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยของไทยกับCISG และ INCOTERMS อันเปนแนวปฏิบัติทางการคาระหวางประเทศซึ่งเปน มาตรฐานสากล
5. วิธีดําเนินการวิจัย
วิทยานิพนธฉบับนี้ใชวิธีการศึกษาแบบวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาจากตําราทาง วิชาการ วารสาร ขอมูลสารสนเทศทางอินเตอรเน็ต บทความในทางกฎหมายและสาขาที่เกี่ยวของ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมทั้งกฎหมาย คําพิพากษาฎีกา ที่เกี่ยวของ
6. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
6.1 เพื่อทราบถึงความเปนมา แนวความคิด ทฤษฎีและหลักเกณฑเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสินคาระหวาง ประเทศ
6.2 เพื่อทราบถึงกฎหมายเกี่ยวกับการสงมอบในสัญญาซื้อขายระหวางประเทศตาม CISG และ INCOTERMS
6.3 เพื่อทราบถึงกฎหมายเกี่ยวกับการสงมอบในสัญญาซื้อขายสินคาของไทยตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
6.4 เพื่อทราบแนวทางในการแกไขปญหากฎหมายเกี่ยวกับการสงมอบในสัญญาซื้อขายระหวางประเทศ ของประเทศไทย
7. แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศ
7.1 ความเปนมา แนวความคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายระหวางประเทศ 7.2 ลักษณะของสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศ
8. กฎหมายวาดวยสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศในสวนที่เกี่ยวกับการสงมอบตาม CISG และINCOTERMS
8.1. โครงสรางของ CISG 8.5 ธรรมเนียมปฏิบัติและแนวปฏิบัติของคูสัญญา 8.2 ขอบเขตของการบังคับใช CISG 8.6 การสงมอบตาม CISG
8.3 CISG กับความตกลงของคูสัญญา 8.7 การสงมอบตาม INCOTERMS 8.4 CISG กับการตีความและการอุดชองวาง
9. กฎหมายวาดวยการซื้อขายสินคาในสวนที่เกี่ยวกับการสงมอบของประเทศไทยตามประมวล กฎหมายแพงและพาณิชย
9.1 วิวัฒนาการของการซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
9.2 สถิติการซื้อขายสินคาระหวางประเทศของประเทศไทย
9.3 กฎหมายที่เกี่ยวของกับการซื้อขายสินคาระหวางประเทศของประเทศไทย 9.4 บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยในสวนที่เกี่ยวกับการสงมอบ
10. วิเคราะหปญหากฎหมายเกี่ยวกับการสงมอบในสัญญาซื้อขายระหวางประเทศตาม CISG และ INCOTERMS เปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย และแนวทางในการแกไขปญหา
10.1 วิเคราะหปญหาการสงมอบระหวาง CISG เปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
10.2 วิเคราะหปญหาการสงมอบระหวาง INCOTERMS เปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชย
10.3 แนวทางในการแกไขปญหาการสงมอบในสัญญาซื้อขายระหวางประเทศของประเทศไทย
11. บทสรุป
เมื่อเกิดปญหาหรือขอพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศขึ้น ในกรณีที่กฎหมายไทย เปนกฎหมายที่ใชบังคับแกสัญญาดังกลาว แตเนื่องจากประเทศไทยมิไดมีบทกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวกับการซื้อขาย สินคาระหวางประเทศ ศาลไทยจึงตองนําประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยอันเปนกฎหมายสารบัญญัติ
และเปนกฎหมายภายในของประเทศไทยในเรื่องนิติกรรม หนี้ สัญญา และซื้อขายมาบังคับแกสัญญาซื้อขายสินคา ระหวางประเทศดังกลาว ดวยความที่ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยเปนเพียงกฎหมายภายในและไดบัญญัติ
ขึ้นมาเปนเวลานานแลวยอมขาดหลักเกณฑที่สําคัญ ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายสินคาระหวางประเทศ ดังจะเห็นไดจาก คําพิพากษาที่ 3046/2537 ซึ่งเปนคําพิพากษาที่ถูกวิพากวิจารณอยางมาก ประเทศไทยจึงไดออกกฎหมายตางๆ มาเพื่อเสริมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย อาทิเชน พระราชบัญญัติวาดวยธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส พ.ศ. 2544 รวมถึงไดมีการจัดดั้งศาลทรัพยสินทางปญญาในป พ.ศ. 2539 ดวย แตก็ไมสามารถ แกไขปญหาเกี่ยวกับการซื้อขายสินคาระหวางประเทศไดทุกเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของความแตกตางระหวาง บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยกับหลักเกณฑการซื้อขายสินคาระหวางประเทศตาม CISG ซึ่งวิทยานิพนธฉบับนี้ไดเนนที่เรื่องการสงมอบสินคาระหวางประเทศซึ่งก็เปนเรื่องที่มีความสําคัญมากเรื่องหนึ่ง ดังนั้น ผูวิจัยจึงเห็นวาประเทศไทยควรจะทําการปรับปรุงระบบกฎหมายดังกลาวเสียใหม ซึ่งมีอยู 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก เขารวมเปนภาคี CISG แลวออกกฎหมายอนุวัติการให CISG เปนกฎหมายภายใน แนวทางที่สอง ไมเขารวมเปนภาคี CISG แตทําการปรับปรุงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ไมวาจะเปนการปรับปรุงตัว บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย การแยกกฎหมายพาณิชยตางหากจากกฎหมายแพงแลวรวม กฎหมายพาณิชยและการซื้อขายสินคาระหวางประเทศมาอยูในบังคับกฎหมายฉบับเดียวกัน แตการปรับปรุง ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยนั้นทําไดยากและมีขอจํากัดหลายประการซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการเขาเปน ภาคี CISG
ในสวนของ INCOTERMS ที่ถือวาเปนประมวลจารีตประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติทางการคาที่
หอการคานานาชาติไดจัดทําขึ้น ซึ่งในทางกฎหมายแลว INCOTERMS ไมใชกฎหมายระหวางประเทศ หรือ กฎหมายภายในประเทศของประเทศใดประเทศหนึ่ง การนํา INCOTERMS มาใชก็ขึ้นอยูกับความตกลงของ คูสัญญา แต INCOTERMS ก็นับวามีประโยชนอยางมากในการซื้อขายสินคาระหวางประเทศ เพราะ INCOTERMS ไดกําหนดภาระหนาที่ในการขนสงสินคาจากผูขายเพื่อสงมอบใหแกผูซื้อ ดังที่ CISG ไดให
ความสําคัญกับ INCOTERMS จึงไดบัญญัติรับรอง INCOTERMS ไวในมาตรา 9 แหง CISG ดังได ดังนี้ จึงไม
กอใหเกิดปญหาในการนํา INCOTERMS มาใชบังคับแกสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศ ซึ่งกฎหมายไทย
หาไดมีบทบัญญัติเชนนี้ไม ประเทศไทยจึงควรจะออกกฎหมายรับรองสถานะของ INCOTERMS ซึ่งจะเปน ประโยชนตอการซื้อขายสินคาระหวางประเทศ แตถาเขารวมเปนภาคี CISG ก็เทากับวาประเทศไทยไดยอมรับนํา INCOTERMS มาใชโดยไมตองออกกฎหมายรับรองสถานะของ INCOTERMS อีก
12. ขอเสนอแนะ
ประเทศไทยควรหาทางออกไมวาจะเปนการเขารวมเปนภาคี CISG แลวออกกฎหมายอนุวัติการ หรือปรับปรุงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ไมวาจะเปนการแกไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย การแยกกฎหมายพาณิชยตางหากจากกฎหมายแพง การรวมกฎหมายพาณิชยและการซื้อขายสินคา ระหวางประเทศเขาดวยกัน การบัญญัติกฎหมายซื้อขายสินคาระหวางประเทศขึ้นโดยเฉพาะ รวมทั้งการออก กฎหมายรับรองสถานะของ INCOTERMS
13. รายการอางอิง
กิตติศักดิ์ ปรกติ, 2549. “อนุสัญญาวาดวยสัญญาซื้อขายระหวางประเทศ UN-Convention on Contracts for the Internation Sale of Goods.” ใน. การสัมมนาทางวิชาการ ครั้งที่ 1/2549 เรื่อง แนวทางในการจัดทําราง พระราชบัญญัติสนธิสัญญาซื้อขายสินคาทางพาณิชย และรูปแบบเนื้อหาของกฎหมายที่เหมาะสม.
กรุงเทพฯ.
จุมพิตา เรืองวิชาธร, 2546. “International Convention กับสัญญาซื้อขายระหวางประเทศ : ถึงเวลาหรือยัง ?.”
วารสารนิติศาสตร. 33, 2 : 381-383.
ชวลิต อัตถศาสตร, 2546. คูมือการการศึกษากฎหมายการคาระหวางประเทศ. กรุงเทพฯ: สํานักอบรมศึกษา กฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภา.
ชัชวาล ศรสุราษฎร, 2547. การโอนความเสี่ยงภัยในการซื้อขายสินคาระหวางประเทศตามอนุสัญญา
สหประชาชาติวาดวยสัญญาซื้อขายสินคาระหวางประเทศ ค.ศ. 1980. สารนิพนธนิติศาสตรมหาบัณฑิต, คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
ณัฐพงศ โปษกะบุตร, 2550. “การพัฒนากฎหมายซื้อขายสินคาระหวางประเทศของไทย.” เอกสารประกอบ การสอนวิชา หลักกฎหมายเอกชน หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
ภัชลี ภูมิกองแกว, 2546. การผิดสัญญาในสาระสําคัญในสัญญาซื้อขายระหวางประเทศ. สารนิพนธนิติศาสตร มหาบัณฑิต, คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.
สุทธิพล ทวีชัยการ, 2549. “ประเทศไทยกับความจําเปนในการเรงพัฒนากฎหมายซื้อขายระหวางประเทศ.” ใน.
การสัมมนาทางวิชาการ ครั้งที่ 1/2549 เรื่อง แนวทางในการจัดทํารางพระราชบัญญัติสนธิสัญญาซื้อขาย สินคาทางพาณิชย และรูปแบบเนื้อหาของกฎหมายที่เหมาะสม. กรุงเทพฯ.
สุนัย มโนมัยอุดม, 2546. คูมือการการศึกษากฎหมายการคาระหวางประเทศ. กรุงเทพฯ : สํานักอบรมศึกษา กฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภา.