1 วิศวกร, สํานักงานคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 44150
2 รองศาสตราจารย, หนวยวิจัยการออกแบบทอความรอนและเครื่องมือทางความรอน คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 44150
1 Engineer, Faculty Administrative office, Faculty of Engineering, Mahasarakham University, Kantharawichai District, Mahasarakham 44150, Thailand.
2 Associate Professor, Heat Pipe and Thermal Tools Design Research Unit (HTDR), Faculty of Engineering, Mahasarakham University, Kantharawichai District, Mahasarakham 44150, Thailand.
* Corresponding : Bopit bubphachot Heat Pipe and Thermal Tools Design Research Unit (HTDR), Faculty of Engineering, Mahasarakham University, Kantharawichai District, Mahasarakham 44150, Thailand. E-mail : [email protected]
ระยะหางแหวนจิกที่มีผลตอคุณภาพชิ้นงานในกระบวนการไฟนแบลงคกิ้ง The V-ring Distance on Workpieces Quality in Fine Blanking Process
นัฐราช แสนมีมา ,
1บพิธ บุปผโชติ
2*Nattarat Sanmeema,
1Bopit Bubphachot
2*Received: 7 November 2016 ; Accepted: 10 April 2016 บทคัดยอ
งานวิจัยนี้ทําการศึกษาอิทธิพลของระยะหางของแหวนจิกตอแรงตัดในกระบวนการไฟนแบลงคกิ้งดวยวิธีทางไฟไนตเอลิเมนต โดยกําหนดชิ้นงานในแบบจําลองเปนเหล็กกลาคารบอนปลานกลาง (S45C) มีความหนา 4 mm. ภายใตรูปรางแหวนจิกที่ระยะหาง 2.0, 2.8 และ 3.5 mm แมพิมพดายมีเสนผานศูนยกลางขนาด 20 mm. จากผลการศึกษาพบวา ระยะหางแหวนจิกที่เพิ่มขึ้น สงผลตอคาแรงตัดและการไหลตัวของเนื้อวัสดุในชิ้นงานลดลงอยางไรก็ตามระยะหางของแหวนจิกที่เหมาะในการศึกษาครั้งนี้
มีคาเทากับ 2.8 mm.
คําสําคัญ: ระยะหางแหวนจิกความเคนประสิทธิผลกระบวนการไฟนแบลงคกิ้ง
Abstract
This research studies the effect of v-ring distance on blanking force in fine blank process by using finite element method. In simulation model, the workpiece materials were medium carbon steel (S45C) with thickness of 4 mm. The v-ring shape was used with distance of 2.0, 2.8 and 3.5 mm. and die diameter of 20 mm. From the simulation results, the v-ring shapes at increased distances have effects on decrease of blanking force value and the material flow.
However, the optimum of v-ring distance in this study was 2.8 mm.
Keywords: The v-ring distance, Effective stress, Fine blanking process.
บทนํา
เทคโนโลยีการตัดโลหะดวยกระบวนการตัดละเอียด (Fine blanking process) เปนกระบวนการตัดชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพ การทํางานที่รวดเร็วและตนทุนที่ตํ่าเนื่องมาจากการไดมาซึ่ง ผิวชิ้นงานตัดที่เรียบตรงและมีความเที่ยงตรงสูงโดยปราศจาก รอยแตก ดังนั้นจึงไมมีความจําเปนในการทําการตกแตงผิว งานตัดในกระบวนการถัดไป เชนกระบวนการตกแตงรอยตัด จากขอไดเปรียบเหลานี้จึงทําใหเทคโนโลยีการตัดละเอียดได
รับความสนใจและถูกนํามาประยุกตใชอยางแพรหลายมากใน หลายอุตสาหกรรม เชน อุตสาหกรรมผลิตชิ้นสวนยานยนต อุตสาหกรรมผลิตชิ้นสวนอิเล็กทรอนิคสเปนตนจากขอดีของ กระบวนการตัดละเอียดที่ดีกวากระบวนการตัดทั่วไปนั้นเปน ผลเนื่องมาจากสภาวะเงื่อนไขในการตัดที่แตกตางกันกลาวคือ ในกระบวนการตัดละเอียดนั้นจะใชแรงในการกดยึดชิ้นงาน และแรงตานการเคลื่อนที่ของพันชที่มีคามากกวาการตัดทั่วไป มากรวมทั้งใชแหวนจิกรูปตัววี (V-ring) ที่มีขนาดรูปรางแตก
ตางกันซึ่งการเลือกใชคาตางๆเหลานี้นั้นก็จะสงผลตอการไหล ของเนื้อวัสดุในชิ้นงานและสงผลกระทบตอแรงที่ใชในการตัด เฉือนชิ้นงานใหขาดจากกัน1,2 ดังแสดงคาแนะนํารูปรางแหวน จิกใน Figure 1. และ Table 1.
ในป 2545 ศุภกฤษณ3 ไดทําการศึกษาระยะหางของ แหวนจิกจากขอบตัดที่เหมาะสมที่มีตอคุณภาพชิ้นงานอลูมิเนียม บริสุทธิ์ (A1100-O) หนา 4 mm โดยกําหนดระยะหางของแหวนจิก จากขอบตัด 4 ระยะคือ 2.5 2.8 3.0 และ 3.5 mm พรอมทั้ง เปรียบเทียบกับกรณีไมมีแหวนจิก จากการทดลองทําการ เก็บผลของคุณภาพขอบตัดความสัมพันธระหวางแรงตัดและ ระยะทางในการตัด ผลการวิจัยพบวาระยะหางของแหวนจิก จากขอบตัด 2.8 mm จะทําใหไดชิ้นงานที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด และเมื่อใชแหวนจิกที่อยูใกลขอบตัดมากและเมื่อใชแหวนจิก จะใชแรงในการตัดมากกวาในกรณีไมใชแหวนจิกนอกจากนั้น พบวาผลที่ไดจาก โปรแกรมไฟไนตเอลิเมนต (Deform2D) ก็มีแนวโนมไปในทิศทางเดียวกับผลการทดลองและในป 2554 ณัฐศักดิ์, คมกริช และ ภาสพิรุฬห[4] ไดประยุกตใชแหวนจิก เพื่อเพิ่มคุณภาพชิ้นงานในแมพิมพตัดวัสดุที่ทําการศึกษาคือ เหล็กกลาไรสนิม (AISI 430) หนา 2 mm ที่ระยะหางจากขอบ ตัดชิ้นงาน 2.5 mm และมีความ สูงของแหวนจิกตางกันคือ 0.4, 0.6, 0.8 และ 1.0 mm โดยพบวาความสูงของแหวนจิก เพิ่มขึ้นจะมีผลใหระยะความสูงของครีบรอยฉีกขาดสวนโคง มน มีคาลดลง และ ระยะความสูงของสวนเรียบตรงเพิ่มขึ้น แผนกดจับชิ้นงานที่มีแหวนจิกชวยเพิ่มคุณภาพของขอบตัด ชิ้นงานเหล็กกลาไรสนิมเกรด AISI 430
จากงานวิจัยที่ผานมาทั้งหารทดลองและแบบจําลอง ทางไฟไนตเอลิเมนตของอิทธพลระยะหางของแหวนจิกที่มีผล ตอคุณภาพชิ้นจะเห็นไดวาการเปลี่ยนชนิดของวัสดุชิ้นงานใน การตัดดวยกระบวนการไฟนแบลงคกิ้ง จําเปนตองมีการ ออกแบบระยะหางของแหวนจิกใหเหมาะสมกับวัสดุชนิดนั้น เนื่องจากแหวนจิกจะสงผลโดยตรงตอคุณภาพชิ้นงาน[6] และ จาการศึกษางานวิจัยในอดีตในการศึกษาระยะหางแหวนจิกใน กระบวนการไฟนแบลงคกิ้งโดยเนนไปที่การทําการทดลองที่
ตองใชงบประมาณคาใชจายในการศึกษาสูงและใชเวลานาน[1-4, 6]
การที่จะทํางานศึกษาที่ประหยัดคาใชจายและเวลา ซึ่งแบบ จําลองทางไฟไนตเอลิเมนตจึงเปนทางเลือกหนึ่งที่สามารถ ดําเนินการได7-9 ดังนั้นการศึกษานี้มุงเนนที่จะนําแบบจําลอง มาใชในการศึกษาระยะหางของแหวนจิกที่มีผลตอรอบตัด เฉือนเกิดขึ้นในชิ้นงาน ในกระบวนการตัดละเอียดดวยแบบ จําลองทางไฟไนตเอลิเมนต
วัตถุประสงคของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาระยะหางแหวนจิก (V-ring) ที่มีผลตอ คาความเคนประสิทธิผลในกระบวนการไฟนแบลงคกิ้ง
2. เพื่อศึกษาระยะหางแหวนจิก (V-ring) ที่มีผลตอ คุณภาพชิ้นงานในกระบวนการไฟนแบลงคกิ้ง
วิธีดําเนินการวิจัย
การศึกษาอิทธิพลระยะหางของแหวนจิกที่มีผลตอ คาความเคนประสิทธิผล และคุณภาพของชิ้นงานในกระบวน การไฟนแบลงคกิ้งงานวิจัยนี้จะใชระเบียบวิธีไฟไนตเอลิเมนต โดยใชโปรแกรมทางคอมพิวเตอร (Deform2D) เพื่องายและ ประหยัดเวลาในการคํานวณ แบบจําลองที่ใชเปนแบบ 2 มิติ
อยางงาย ดังแสดงใน Figure 2 โดยจะศึกษา ระยะหางของ แหวนจิกที่ทําการศึกษา 3 ระดับ คือ 2.0, 2.8 และ 3.5 mm ชิ้นงานที่จะทําการตัดเปนเหล็กกลาคารบอนปานกลางรีดเย็น (JIS S45C) ขนาดความหนา 4 mm โดยสมการคอนสติตูทีฟว ของวัสดุไดมาจากการทดสอบแรงดึง ดังแสดงใน Table 2 สําหรับเสนผานศูนยกลางของดายที่ทําการศึกษามีขนาด 20 mm โดยมีชองหางระหวางแมพิมพเทากับ 0.5 %t กําหนดใหวัสดุ
ชิ้นงานเปนแบบอีลาสติก พลาสติก (Elasto-plastic) ชุดแม พิมพิ์ประกอบดวยพันซ (Punch), ดาย (Die), แหวนจิก (V-ring) และเคาเตอรพันช (Counter punch) กําหนดใหเปนแบบ ของแข็ง (Rigid) สําหรับจํานวนการแบงเอลิเมนตที่ใชสําหรับ ชิ้นงานใช 3,000 เอลิเมนตเปนแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพื่อใหเกิด การแตกหักของวัสดุในแบบจําลอง จึงตองกําหนดคาการ แตกหักวิกฤต (Critical value, C) ดังสรุปคาตางใน Table 2
Die
Punch V-ring
Counter punch
Figure 1 V-ring shapes5, 9
Table 1 The V-ring design (dimension in mm and angle in degree)5, 9
Thickness A HR R
1.0 – 1.7 1.0 0.3 0.2
1.8 – 2.2 1.4 0.4 0.2
2.3 – 2.7 1.7 0.5 0.2
2.8 – 3.2 2.1 0.6 0.2
3.3 – 3.7 2.5 0.7 0.2
3.8 – 4.5 2.8 0.8 0.2
Table 2 Simulation conditions
Simulation model Equation/Constant
Material type Wopkpiece: Elasto-plastic
Mold: Rigid
Material JIS:S45C (หนา 4 mm)
Flow stress
Diameter ∅ 20 mm
Clearance 0.5%t
Speed 0.1%/sec
Fracture Rice&Tracy (α:1)
Critical value(C) 0.25
Friction (µ) 0.1
Die
Workpiece V-ring
Punch
Counter punch
Figure 2 Simulation model in fine blanking process by the Deform 2D
ผลการทดลองและการวิเคราะหผล
คาความเคนประสิทธิผลที่ไดจากแบบจําลอง จากการใชแบบจําลองไฟนไนเอลิเมนต Deform2D ในการศึกษาพบวาความเคนประสิทธิผลของวัสดุจะมีไมเทา กันตามการเปลี่ยนแปลงระยะหางของแหวนจิก ซึ่งมีผลตอ การกระจายตัวของคาความเคนประสิทธิผลในเนื้อวัสดุ เมื่อ
ระยะหางของแหวนจิกมีคานอยจะมีผลทําใหเกิดแหวนจิก ไปเพิ่มความเคนใหกับแนวตัดเฉือนของกระบวนการทําการ ตัดสูงขึ้น และจะลดลงตามระยะหางของแหวนจิกที่เพิ่มขึ้น ทุกวัสดุที่ทําการศึกษาทดลองโดยไดทําการบันทึกคาความเคน ประสิทธิผลจะลดลงตามระยะพันชกดลึก 3 ระดับคือ 25 50 และ 75%t ตามลําดับดังแสดงใน Figure 3
Deep distance (%t)
V-ring distance (mm)
2.0 2.8 3.5
25
50
75
Figure 3 The effective stresses at difference of deep and v-ring distance
คาการไหลตัวของวัสดุที่ไดจากแบบจําลอง ความเร็วการไหลตัวของเนื้อวัสดุทุกเงื่อนไขในการ ทดลองจะมีการไหลตัวที่เทากันที่ระยะพันชกดลึก 25 %t แต เมื่อพันชเคลื่อนที่กดลึกมากกวา 50 %t ที่ระยะหางแหวนจิก 2.8 mm จะมีทิศทางของการไหลตัวของเนื้อวัสดุเขาสูแนวตัด
เฉือนสูงกวาระยะหางแหวนจิก 2.0 และ 3.5 mm ซึ่งแสดงให เห็นวาเปนระยะหางของแหวนจิก 2.8 mm เปนระยะหางที่
เหมาะสมที่สุดที่จะไดชิ้นงานมีคุณภาพรอยตัดเฉือนดีที่สุดใน การศึกษานี้ดังแสดงใน Figure 4
Deep distance (%t)
V-ring distance (mm)
2.0 2.8 3.5
25
50
75
Figure 4 The material flow at difference of deep and v-ring distance
สรุปผลการวิจัย
จากการศึกษาผลของคาแรงตัดชิ้นงานและทิศทางการไหลตัว ของวัสดุ ที่ระยะหางและรัศมีของแหวนจิก (V-ring) แตกตาง กันโดยใชแบบจําลองไฟไนตเอลิเมนตดังแสดงการศึกษา สามารถสรุปผลการศึกษาไดดังนี้
1. ผลการจําลองทางไฟไนตเอลิเมนตของแหวนจิก (V-ring) ที่ระยะหางแตกตางกันมีผลตอความเคนประสิทธิผล ในชิ้นงานและแนวการตัดเฉือนชิ้นงาน
2. ผลการจําลองทางไฟไนตเอลิเมนตของแหวนจิก (V-ring) ที่ระยะหางแตกตางกันมีผลตอทิศทางการไหลตัวของ วัสดุในกระบวนการและสงผลใหความเคนอัดภายในเนื้อวัสดุ
เกิดการเปลี่ยนแปลงสอดคลองกับงานวิจัยสุทัศนและคณะฯ (2550, หนา 298)8 ซึ่งมีผลทําใหเกิดรอยแตกที่แนวตัดเฉือนได 3. ระยะหางแหวนจิก(V-ring) ที่เหมาะสมจากการ ศึกษานี้คือ 2.8 mm
กิตติกรรมประกาศ
คณะผูวิจัยขอขอบคุณคณะวิศวกรรมศาสตรมหาวิทยาลัย มหาสารคามที่ใหทุนสนับสนุน และขอขอบคุณมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกลาธนบุรีที่ใหความอนุเคราะหใชโปรแกรม ในการศึกษาครั้งนี้
เอกสารอางอิง
1. K. Maitri and D. Surangsee, “Sheet Metal Forming Process Optimization Using FEM Analysis,” The 21th Conference of the Mechanical Engineering, Chonburi, pp. 970-975, 17-19 Oct 2007 (in Thai).
2. P. Natthasak, L. Komgrit, and S. Bhadpiroon,
“Application of Vee-Ring for Quality Increase the workpiece in Blanking Die,” IE Network Conference 2011, Chonburi, pp. 1062-1066, 20-21 Oct 2011 (in Thai)
3. ศุภกฤษณ ศรีสําเริง. การศึกษาระยะหางของแหวนจิก จากขอบตัดที่มีอิทธิพลตอคุณภาพ ของชิ้นงานในงาน ไฟนแบลงค. กรุงเทพมหานคร: ฐานขอมูลวิทยานิพนธ ไทย; 2545.
4. ณัฐศักดิพรพุฒิศิริ, คมกริชละวรรณวงษ, ภาสพิรุฬหศรี
สําเริง. การประยุกตใชแหวนจิกเพื่อเพิ่มคุณภาพชิ้นงาน ในงานแมพิมพตัด. การประชุมวิชาการขายงานวิศวกรรม อุตสาหการ ประจําป 2554 ; 20 – 21 ตุลาคม 2554.
ชลบุรี
5. บพิธบุปผโชติ. กระบวนการตัดเฉือน. ตํารากระบวนการ ขึ้นรูปโลหะแผน. สํานักวิชาวิศวกรรมศาสตรมหาวิทยาลัย มหาสารคาม; 2556. 115 – 132.
6. พิสิษฐศรีนอย, ศิริชัยตอสกุล. การศึกษาอิทธิพลแหวน จิกในกระบวนการตัดไฟนแบลงคกิ้งโดยการจําลองไฟไนต เอลิเมนต. วารสารวิชาการพระจอมเกลาพระนครเหนือ. 2557;24(1): 75-86.
7. สุทัศนทิพยปรักมาศ, มาซาฮิโกะจิน, มาซาโอะมูราคาวา. การวิเคราะหการไหลของเนื้อวัสดุของรอยฉีกขาดในงาน ตัดไฟนแบลงค. วารสารวิจัยและพัฒนามจธ. 2550;30(2):
293-300.
8. สุรวุฒิ ยะนิล, ชาญถนัดงาน, ศิริศักดิ์ หาญชูวงศ. การ วิเคราะหหาแรงในการไฟนแบลงคโดยระเบียบวิธีไฟไนต เอลิเมนต. วารสารวิชาการพระจอมเกลาพระนครเหนือ. 2546;13(3): 75-86
9. Schuler, “Metal Forming Handbook”, Springer-Verlag Berlin Heidelberg, 1998.
Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)