• Tidak ada hasil yang ditemukan

โลก Modern & Post Modern

N/A
N/A
Protected

Academic year: 2024

Membagikan "โลก Modern & Post Modern"

Copied!
12
0
0

Teks penuh

(1)

291

»‚·Õè 19

©ºÑº·Õè 4 μ.¤.

-

¸.¤.

2556

โลก Modern & Post Modern

ประภัสสร ทองยินดี

นักศึกษาปริญญาโท (พัฒนสังคมศาสตร), คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร

E-mail: [email protected]

ธีรยุทธ บุญมี. (2550). โลก Modern

& Post Modern. กรุงเทพฯ: สายธาร.

192 หนา.

หนังสือ โลก Modern & Post Modern เปนงานเขียนเลมที่ 2 ที่จัดอยู

ในโครงการหนังสือชุดองคความรู

บูรณาการและถอนรื้อความคิดตะวันตก ชุดแรก ของ ธีรยุทธ บุญมี หนังสือ โลก Modern & Post Modern ผูเขียน นําเสนอเนื้อหาใหผูอานไดเห็นถึง เหตุการณทางประวัติศาสตรที่สําคัญ ของชาติตะวันตก รวมไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในสังคมยุคสมัยใหมและสังคมยุคหลัง สมัยใหมโดยประกอบไปดวยเนื้อหาที่

หลากหลาย เชน ประวัติศาสตร ศิลปะ วัฒนธรรม เปนตน

(2)

292

Vol. 19 No. 4 Oct.

- Dec.

2013

ผูเขียนไดแบงเนื้อหาที่สําคัญออกเปน 2 สวนดวยกัน ไดแก สวนที่ 1 คือ สังคมสมัยใหม ประกอบไปดวยเนื้อหาทั้งหมด 6 บทดวยกัน ไดแก

บทที่ 1 ยุคที่ชาติตะวันตกหลุดออกมาจากกรอบความคิดทางคริสตศาสนา ในบทนี้ผูเขียนนําเสนอเหตุการณทางประวัติศาสตรที่เปนสาเหตุทําใหชาติ

ตะวันตกหลุดออกมาจากกรอบความคิดทางคริสตศาสนา ผูเขียนไดชี้ให

เห็นวาประกอบไปดวย 5 สาเหตุหลักดวยกัน คือ 1) การพัฒนาแนวความคิด และความกาวหนาในดานตางๆ ของยุโรปตะวันตกโดยเริ่มตั้งแตศตวรรษ ที่ 5 เชน การใชกังหันมาชวยในชลประทาน การเกษตรโดยปลูกพืช หมุนเวียน เปนตน วิวัฒนาการตางๆ ที่เจริญกาวหนาทําใหผลผลิตของยุโรป ตะวันตกสูงขึ้น สงผลใหเกิดชองทางการติดตอทางการคาระหวางเมืองกับ นครรัฐของพอคาและกลุมนายทุนที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น 2) สงคราม Crusade และการติดตอกับเอเชีย ทําใหไดรับการถายทอดองคความรูตางๆ เชน วิทยาศาสตร คณิตศาสตร การแพทย รวมไปถึงปรัชญาวิทยาศาสตรแนว อริสโตเติล ซึ่งตอมาเปนพื้นฐานของการเกิดยุค Renaissance และยุคการ ปฏิวัติวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 3) การทําสงครามของมองโกลในศตวรรษ ที่ 3 ทําใหเศรษฐกิจในจีน อินเดีย และโลกอาหรับตกตํ่าลง สงผลทําให

เศรษฐกิจในคริสเตียนยุโรปเจริญเติบโตขึ้น นครรัฐตางๆ เจริญรุงเรืองมากขึ้น เนื่องจากการคาขายสงผลใหเกิดความรํ่ารวยทางเศรษฐกิจ ซึ่งความรํ่ารวย ทางเศรษฐกิจของยุโรปตะวันตกทําใหแนวความคิดทางดานวิทยาศาสตร

เทคโนโลยี ปรัชญาพัฒนาเจริญรุงเรืองไปมากขึ้น 4) ศาสนาคริสตอยูในภาวะ ที่เสื่อมโทรมลง เกิดความขัดแยงกันเองระหวางศาสนา พระยึดติดในอํานาจ อนุญาตใหคนรวยมีอภิสิทธิ์เหนือบุคคลอื่นในสังคม เชน ใชเงินไถบาปได

สามารถแตงงานกันในหมูพี่นองได เปนตน สาเหตุที่เกิดขึ้นในขางตนผูเขียน ชี้ใหเห็นวา เปนปจจัยที่สําคัญที่มีสวนทําใหชาวยุโรปตะวันตกสามารถหลุด ออกมาจากกรอบอารยธรรมเกาที่คริสตจักรไดครอบงําเอาไวได นอกจากนี้

ผูเขียนยังไดนําเสนอเหตุการณทางประวัติศาสตรที่นาสนใจเกี่ยวกับการ

(3)

293

»‚·Õè 19

©ºÑº·Õè 4 μ.¤.

-

¸.¤.

2556

ขยายตัวทางการคาที่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตของยุโรปในศตวรรษ ที่ 11 ตอนทายของบท (หนา 25-26)

บทที่ 2 ผูเขียนไดนําเสนอไวอยางนาสนใจเกี่ยวกับปจจัยที่มีผลตอ การปฏิวัติและการปฏิรูปในตะวันตก เพื่อกาวสูสังคมสมัยใหม โดยผูเขียน ชี้ใหเห็นวาประกอบไปดวยปจจัย 4 ประการดวยกันที่ทําใหเกิดการปฏิรูป สังคมตะวันตกเพื่อที่จะเปลี่ยนผานไปสูสังคมสมัยใหม ปจจัยที่ 1 การเกิด แนวความคิดมนุษยนิยมในยุค Renaissance ในสวนนี้ผูเขียนนําเสนอ ใหเห็นถึงการพัฒนาความคิดของมนุษยที่เปลี่ยนแปลงจากการยึดติด กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพระเจามาเปนความคิดที่มีลักษณะเปนปจเจกชน (individualism) มากขึ้น และมีการพัฒนาทฤษฏีการเมืองขึ้นมาโดยที่ไมได

เชื่อมโยงกับพระเจาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังเชนในอดีต มนุษยเริ่มมีความเปน ปจเจกบุคคลมากขึ้น โดยผูเขียนยังไดกลาวถึงการพัฒนาความคิดแบบ Humanism ที่เชื่อวามนุษยสามารถรูและตอบปญหาทุกอยางได มนุษยมี

ความสามารถที่จะสื่อสารกับพระเจาโดยไมตองผานศาสนจักร นอกจากนี้

ผูเขียนยังไดนําเสนอ นักทฤษฏีการเมืองใหม เชน Hobbes (1651), John Locked (1690), Francesco Petrach (1304-1374) นักคิดเหลานี้ มีแนว ความคิดที่เชื่อวา มนุษยมีสิทธิเสรีภาพที่จะดํารงอยูรวมกันในสังคม มีความ เทาเทียมกันในศักยภาพที่จะใชเหตุผล (หนา 28-29) ปจจัยที่ 2 การปฏิรูป ศาสนาในยุโรประหวางคาทอลิกและโปรเตสแตนท เนื้อหาในสวนนี้ผูเขียน นําเสนอไวอยางนาสนใจเกี่ยวกับเหตุการณทางประวัติศาสตรที่สงผลให

มีการปฏิรูปศาสนาขึ้น โดยศาสนาเริ่มมีปญหาเกิดขึ้นตั้งแตป ค.ศ. 1800 เนื่องจากเกิดการโตเถียงกันในเชิงทฤษฏีปรัชญาการเมืองในสังคมในยุโรป วาใครมีความสําคัญมากกวากันระหวางศาสนจักรและราชอาณาจักร ตอมา ศาสนจักรเกิดความเสื่อมโทรมลงเปนอยางมาก เนื่องจากพระยึดติดอยูกับ ลาภยศ ใหสิทธิคนรวยเหนือคนอื่นในสังคม เชน อนุญาตใหใชเงินไถบาปได

เปนตน

(4)

294

Vol. 19 No. 4 Oct.

- Dec.

2013

นอกจากนี้ผูเขียนยังไดนําเสนอเหตุการณทางประวัติศาสตร ในป ค.ศ.

1517 คือ การเสนอคําประทวง 95 ขอ ของ มารติน ลูเธอร ที่ถูกเผยแพรไป ทั่วยุโรป เปนขอเสนอที่เรียกรองใหชาวคริสตรหันมาศรัทธาตอพระเจา โดยตรงไมตองผานศาสนจักร หลังจากการเสนอคําประทวง 95 ขอ ไดสง ผลเสียอยางมากตอศาสนจักร แตกลับสงผลดีตอกษัตริย เจานครรัฐเปน อยางมาก เพราะทําใหพวกเขามีอํานาจมากขึ้น รวมไปถึงการปฏิรูปศาสนา ในยุโรปไดสงผลทําใหเกิดลัทธิปจเจกชนขึ้นในสังคม ซึ่งก็คือ การเกิดความ เปนตัวตนของมนุษยที่ตองรับผิดชอบตอตนเองในดานตาง ๆ เกี่ยวกับลัทธิ

ปจเจกชนนั้นผูเขียนตอกยํ้าใหเห็นวา เริ่มเกิดขึ้นเมื่อพวกโปเตสแตนทสอน วาอยาไปคุกเขาตอหนาศาสนจักร แตใหไปคุกเขาตอพระเจาโดยตรงเลย สิ่งนี้เปนจุดเริ่มตนของความคิดแบบปจเจกชนที่แทจริงของมนุษย และที่

สําคัญลัทธิปจเจกชนนี้ไดกลายเปนพื้นฐานที่สําคัญใหกับการเกิดปรัชญา การเมืองแนวเสรีนิยมตอมาอีกดวย ปจจัยที่ 3 การปฏิวัติทางความคิด ผูเขียน ไดชี้ใหผูอานไดเขาใจถึงความเชื่อในคริสตศาสนาของมนุษยวาไดสงผลให

เกิดความเปลี่ยนแปลงทางแนวความคิดแกมนุษย ไดแก แนวคิดเกี่ยวกับ โลกและจักรวาล ผูเขียนแสดงใหเห็นวาความเชื่อในคริสตศาสนาที่เชื่อวา โลกคือจุดศูนยกลางที่สําคัญของระบบจักรวาล ความเชื่อนี้เปนฐานคิดใหกับ นักดาราศาสตร เชน Kepler, Galileo ใหสามารถคนพบขอเท็จจริงและ องคความรูเกี่ยวกับจักรวาลไดมากขึ้น เชน พบวาดวงอาทิตยนาจะเปน จุดศูนยกลางของระบบจักรวาลมากกวาโลก เปนตน

ปจจัยที่ 4 การพัฒนาแนวคิดทฤษฏีการเมืองการปกครองสมัยใหม

ในสวนนี้ผูเขียนชี้ใหเห็นถึงทฤษฏีการเมืองการปกครองที่แตกตางกันของ นักคิดคนสําคัญ เชน Thomas Aquinas (ค.ศ.1224/5-1274) ที่ไดพัฒนา ระบบคิดของศาสนาคริสตในปลายยุคกลางที่เรียกวา กฎธรรมชาติวิสัย (natural law), Manegold (นักทฤษฏีการเมืองสายสันตะปาปา) ที่เปนฐานคิด ใหกับนักคิดรุนหลัง และเปนพื้นฐานของคําประกาศอิสรภาพของสหรัฐ อีกดวย, แนวคิดเสรีนิยมของ John Locke (ค.ศ.1632-1704) ที่เชื่อวา

(5)

295

»‚·Õè 19

©ºÑº·Õè 4 μ.¤.

-

¸.¤.

2556

พื้นฐานของมนุษยคือ ความเปนปจเจก ถาไมมีรัฐ มนุษยก็สามารถอยูรวม กันได, ลัทธิอํานาจนิยมของ Thomas Hobbes (ค.ศ. 1588-1679) ที่เชื่อวา ถาไมมีรัฐควบคุมประชาชนจะฆากันตาย, ทฤษฏีการเมืองการปกครองของ Montesquieu ที่รับอิทธิพลมาจากแนวคิดเสรีนิยม เขาไดแบงอํานาจรัฐออก เปน 3 สวน คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งมีลักษณะการแบงอํานาจรัฐ เหมือนกับที่ประเทศไทยใชอยู การที่ผูเขียนนําเสนอทฤษฏีการเมืองการ ปกครองของนักคิดตางๆ จากแตละยุคแตละสมัย ชวยทําใหผูอานไดเขาใจ ถึงแนวคิดทฤษฏีการเมืองการปกครองที่หลากหลายจากเหลานักคิดคน สําคัญดวยเนื้อหาที่กะทัดรัดและไดใจความ การเกิดลัทธิปญญาเหตุผล (Rationalism) ในสวนนี้ผูเขียนนําเสนอใหเห็นถึงการเกิดลัทธิปญญาเหตุผล ที่มีจุดเริ่มตนตั้งแตยุโรปเริ่มทําการติดตอและทําสงครามกับอาหรับตั้งแต

ปลายยุคกลาง สงผลทําใหยุโรปไดรับอิทธิพลทางแนวความคิดจากโลกอาหรับ สงผลทําใหยุโรปไดพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับการศึกษาทางธรรมชาติและ โลกมนุษยรวมไปถึงวัตถุเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผูเขียนยังไดกลาวถึงนักคิด คนสําคัญ คือ Rene Descartes (ค.ศ. 1596-1650) เปนนักปรัชญาที่สําคัญ คนนึงของโลกที่ใหกําเนิดลัทธิปญญาเหตุผลนิยม (หนา 56) ปจจัยที่ 5 การปฏิวัติทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีนําไปสูการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในสวนนี้ผูเขียนนําเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตรความเปนมาที่เปนจุดกําเนิด ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและชี้ใหเห็นถึง การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ในตะวันตกวา เกิดจากความกาวหนาทางวิทยาศาสตรที่มีการคนพบ องคความรูใหมๆ ในศตวรรษที่ 16-17 (หนา 59-60)

บทที่ 3 ผูเขียนนําเสนอสังคมยุคสมัยใหมวาเปนสังคมแหงการเชื่อมโยง ของประเทศตางๆ ทั่วโลกและเปนสังคมที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและ อุตสาหกรรมนิยมมารองรับ ผูเขียนพยายามชี้ใหเห็นการเชื่อมโยงของ ประเทศตางๆ ทั่วโลก และการเกิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและอุตสาหกรรม นิยมวาเกิดจากการขยายเสนทางการคาและการครอบครองอาณานิคมของ ประเทศฝงยุโรปที่ไดแพรขยายไปทั่วโลก รวมไปถึงในทศวรรษที่ 1760 เปน

(6)

296

Vol. 19 No. 4 Oct.

- Dec.

2013

ยุคที่มีการพัฒนาระบบโรงานอุตสาหกรรมและเสนทางขนสงทางรถไฟขึ้น เชน การคิดคนเครื่องปนดายและทอผาในอังกฤษ รวมถึงการสรางระบบ ขนสงทางรถไฟในอังกฤษที่เปนสาเหตุทําใหเกิดอุตสาหกรรมทอผาขึ้น ในอังกฤษ การคิดคนเครื่องปนดายและทอผารวมไปถึงการสรางระบบขนสง ถานหินดวยรถไฟในประเทศอังกฤษที่เกิดขึ้น ทําใหอังกฤษเปนประเทศที่

ไดชื่อวา ประเทศผูนําในการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป รวมไปถึงการคิดคน พัฒนาและประดิษฐสิ่งตางๆ เชน การประดิษฐเครื่องโทรเลขไฟฟา (1884) โทรทัศน (1936) การประดิษฐคอมพิวเตอรบุคคล (1970) และอินเทอรเน็ต (1996) การพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ทําใหเกิดตลาดหุนในอังกฤษปลาย ศตวรรษที่ 19 และการใชเงินปอนดเปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ใน ค.ศ 1717 เปนตน สิ่งเหลานี้ทําใหเกิดการเชื่อมโยงของประเทศตางๆ ทั่วโลก และการเกิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและอุตสาหกรรมนิยมที่แพรกระจายไป ทั่วทุกมุมโลก

บทที่ 4 ผูเขียนนําเสนอเกี่ยวกับรูปแบบองคกรทางการเมือง คือ รัฐชาติ

ซึ่งผูเขียนไดชี้ใหเห็นถึงความเปนมาและสาเหตุที่ทําใหเกิดรัฐชาติดวยภาษา ที่ทําใหเขาใจไดโดยงาย (หนา 74-76) นอกจากนี้ ผูเขียนยังไดกลาวถึง เหตุการณสําคัญทางประวัติศาสตรไดแก สงครามในยุโรป การปฏิวัติใน อเมริกา ค.ศ. 1776 และการปฏิวัติใหญในฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 วาเปนสิ่งที่มี

อิทธิพลทําใหเกิดความเปนประชาธิปไตยและลัทธิชาตินิยมรวมไปถึงยังเปน สาเหตุสําคัญที่มีสวนทําใหเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นอีกดวย

บทที่ 5 นําเสนอเกี่ยวกับการเกิดขบวนการในการตอตานทุนนิยม ความเปนสังคมสมัยใหมขึ้น โดยผูเขียนชี้ใหเห็นถึงการเกิดขึ้นของลัทธิที่

เรียกวา Romanticism ในที่นี้ไมไดแปลวา Romantic ในทางรักใคร แต

หมายถึงการเคลื่อนไหวทางความคิดและศิลปะโดยเนนที่ศรัทธาและอารมณ

(หนา 83) ฐานคิดของลัทธิที่เรียกวา Romanticism ไดสงผลถึงรากฐานทาง ความคิดของนักปรัชญา เชน ปรัชญาของ Kant ปรัชญาของ Hegel เปนตน นอกจากนั้น ผูเขียนไดเสนอวรรณกรรมและภาพศิลปะแนว Romanticism

(7)

297

»‚·Õè 19

©ºÑº·Õè 4 μ.¤.

-

¸.¤.

2556

(หนา 88-93) และวรรณกรรมและภาพศิลปะแนวสัจนิยม ชวง ค.ศ. 1850 เปนศิลปะที่สะทอนใหเห็นถึงความไมเปนธรรมที่เกิดขึ้นกับมนุษยในสังคม ยุคสมัยใหม เชน ภาพ The Gleaners (1857) ของ Miller ที่สื่อถึงชีวิต คนจนที่อยูในชนบทใชหยาดเหงื่อแลกกับอาหาร (หนา 99) ภาพที่ผูเขียน ไดนํามาประกอบในสวนนี้สามารถชวยใหผูอานไดเขาใจถึงชีวิตและความ เปนอยูของสังคมมนุษยในชวงเวลานั้นไดเปนอยางดี

นอกจากนี้ ผูเขียนยังชี้ใหเห็นถึงการกอกําเนิดของปรัชญา existentialism เปนปรัชญาที่มีแนวความคิดตอตานความเปนสังคมสมัยใหมที่ถูกโลก ทุนนิยมอุตสาหกรรมกดขี่ ขูดรีด นอกจากนี้ ผูเขียนยังไดตอกยํ้าใหผูอาน ไดเห็นถึงการตอตานความเปนสังคมสมัยใหมดวย แนวคิดสังคมนิยม (socialism) เปนแนวคิดที่ชี้ใหเห็นวา การแบงทรัพยสินที่เกิดขึ้นในสังคม ยุคสมัยใหมเกิดขึ้นอยางไมเปนธรรม ผลประโยชนตกอยูกับคนสวนนอย เทานั้น ประชาชนสวนใหญไมไดรับความเปนธรรม ซึ่งแนวคิดนี้ตองการให

ประชาชนทุกคนเปนเจาของทรัพยากรและปจจัยการผลิตรวมกัน แนวคิดนี้

ตองการใหสังคมมีความเปลี่ยนแปลงใหเกิดความเสมอภาคกันของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อีกทั้งผูเขียนยังเสนอเกี่ยวกับ ลัทธิมารกซ (Marxism) ซึ่งผูเขียนชี้ใหเห็นวา ลัทธิมารกซ (Marxism) ไดตอตานความเปนเศรษฐกิจ แบบทุนนิยมและชนชั้นนายทุนที่ขูดรีดหาประโยชนจากชนชั้นกรรมกร และ มารกซยังไดใหแนวคิดวา สังคมจะมีความเสมอภาคกันไดตองสรางความ สัมพันธทางการผลิตแบบใหมโดยเปลี่ยนเจาของเครื่องมือในการผลิตจาก นายทุนมาเปนของสังคมสวนรวมแทน

สวนที่ 2 ผูเขียนนําเสนอสังคมหลังสมัยใหม ประกอบไปดวยเนื้อหา 3 บท ไดแก บทที่ 6 ศตวรรษที่ 20 และโลกยุคโลกาภิวัตนและยุคหลัง สมัยใหม ในสวนนี้ผูเขียนแบงการนําเสนอออกเปนประเด็นตางๆ เพื่อที่จะ สามารถอธิบายเนื้อหาไดครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ดังนี้ 1) ในแงประวัติศาสตร

โลก ศตวรรษที่ 20 เปนศตวรรษที่ตะวันตกเริ่มเสื่อมอํานาจลง เนื่องจากเกิด ความขัดแยงกันเองจนสงผลใหเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง รวมไปถึงประเทศ

(8)

298

Vol. 19 No. 4 Oct.

- Dec.

2013

ที่เคยตกเปนอาณานิคมสามารถตอสูจนไดรับเอกราช เชน อินเดียและ ปากีสถานในป ค.ศ. 1947 ฟลิปปนส ในป ค.ศ. 1948 เปนตน การตอสูจน ไดรับเอกราชของประเทศที่เคยตกเปนอาณานิคมของตะวันตกไดสงผล ทําใหอํานาจทางการเมืองที่ยุโรปเคยมีในประเทศตางๆ ทั่วโลกเสื่อมถอยลง ไปดวย 2) ในแงอํานาจการเมืองและสังคม ศตวรรษที่ 20 เกิดการเปลี่ยนแปลง ระบบการเมืองการปกครองของประเทศตางๆ จากระบบเผด็จการไปสูระบบ ประชาธิปไตยมากขึ้น คนผิวสี ชนกลุมนอยมีความสําคัญมากขึ้นในสังคม รวมไปถึงยังไดเกิดปฏิญาณสากลที่วาดวยสิทธิมนุษยชนของมนุษยขึ้นในป

ค.ศ. 1948 อีกทั้งบทบาทของสตรีไดถูกยอมรับมากขึ้นในสังคมดวย 3) ในแง

วัฒนธรรม ผูเขียนนําเสนอวาไดเกิดอุตสาหกรรมเชิงศิลปะขึ้น โดยสินคา เครื่องมือเครื่องใชบางชนิดมีการออกแบบโดยสอดแทรกงานศิลปะไปในตัว รวมไปถึงความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว เชน มีหนังสือพิมพ วิทยุ เครื่องเลน cd dvd เปนตน ทําใหวัฒนธรรมเกี่ยวกับ ขาวสารและบันเทิงแพรกระจายไปอยางรวดเร็ว อีกทั้งยังไดทําลายความ เชื่อที่วา ชนชั้นสูงเทานั้นที่จะมีวัฒนธรรมได ทําใหคนทุกชนชั้นสามารถมี

วัฒนธรรมไดไมวาจะเปน ชนชั้นสูง นายทุน กระฎมพี รวมไปถึงยังเกิดการ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความคิดของคนวัยหนุมสาว เชน การเกิดขบวนการ ฮิปป เปนตน 4) ศตวรรษที่ 20 เปนศตวรรษที่เกิดการปฏิวัติทางความคิด ของวงการวิทยาศาสตร ศิลปะ และปรัชญา นักวิทยาศาสตรและศิลปน นักปรัชญา มีแนวความคิดที่เปลี่ยนแปลงไป มีความเขาใจเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร ปรัชญา และศิลปะวามีหลายวิธีหลายแนวความคิดที่จะคนพบ ความจริงเหลานี้ และเขาใจวาปรัชญาทางสังคมศาสตรมนุษยศาสตรไมได

บงบอกความจริงของโลกมนุษยในสังคมไดเสมอไป เปนเพียงภาพจําลอง ที่อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเทานั้น ศิลปะในยุคนี้ก็เชนกันไมไดสื่อถึง ความจริงของโลกขางนอกวาเปนอยางไรเทาไหรนัก แตสื่อถึงอารมณและ ความงามที่อยากจะสื่อออกมาของผูวาดวาเปนไปในทิศทางที่เขาตองการ หรือไม 5) เกิดความหลากหลายทางสังคม วัฒนธรรมมากขึ้น คนในสังคม

(9)

299

»‚·Õè 19

©ºÑº·Õè 4 μ.¤.

-

¸.¤.

2556

เคารพความแตกตางกันมากขึ้น เชน การยอมรับชื่นชมการเลียนแบบ วัฒนธรรมตางชาติ เปนตน 6) เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดานเศรษฐกิจ โดยสวนขอมูลขาวสารมีความสําคัญมากกวาสวนของการผลิตสินคา มีการ เคลื่อนยายแรงงาน อาชีพ การตั้งโรงงานไปในสถานที่ตางๆ ทั่วโลกรวม ไปถึงการเกิดเงินโลก คนใหความสําคัญกับราคาสินคา ราคาสินคาถูกกําหนด โดยโลกภายนอกมากขึ้น ซึ่งกลไกทางเศรษฐกิจสวนใหญจะถูกกําหนดโดย ฝงตะวันตก โดยในป ค.ศ. 1973 ไดเกิดการปฏิวัติใหญขึ้นในโลกการเงิน คือ การลมเลิกขอตกลง Bretton Wood เปนขอตกลงในการเลิกใชทองคําเปน มาตรฐานการรองรับระหวางประเทศ

นอกจากนี้ ผูเขียนยังไดชี้ใหเห็นวา ในปจจุบันมนุษยมีความไวใจกันเอง มากขึ้น เชน คนญี่ปุนตกลงที่จะไววางใจเงินดอลลารของอเมริกันหรือแลก กับเงินเยนของตนได นอกจากนี้ ยังกลาวถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม มนุษยในยุคโลกาภิวัตน สังคมยุคหลังสมัยใหมวาไดสงผลใหความเปนรัฐ ของประเทศตางๆ เสื่อมถอยอํานาจลง เชน ในอดีตการประเมินคาผลงาน ประสิทธิภาพ จะดําเนินการภายในประเทศของตนเอง แตปจจุบันถูกกําหนด โดยหนวยงานระดับโลกในประเทศอื่นๆ เชน ISO แมแตเศรษฐกิจยังถูก ประเมินโดย IMF, World Bank เปนตน เกิดการเปลี่ยนแปลงของชุมชน และวิถีชีวิตของบุคคลทั้งอาชีพการงานและวัฒนธรรม รัฐตางๆ ในยุโรปยอม สูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจบางสวน เพื่อใหกลไกของสหภาพยุโรปมี

อํานาจทางเศรษฐกิจที่เขมแข็งเปนผูกําหนดแทน สวนศิลปะและปรัชญาได

ถดถอยออกมาจากโลกแหงความเปนจริง ศิลปะจะคํานึงถึงความคิดของ ตัวเองวาตรงไหนควรใชสีอยางไร รูปทรงอยางไรมากกวาจะแสดงถึงความ เปนไปที่เกิดขึ้นในสังคม สวนปรัชญาก็พยายามอธิบายถึงวาตัวเองทําไมคิด เชนนั้น ไมไดเปนแกนของความจริงแตเปนความคิดเห็นหรืออคติของมนุษย

ที่เกิดขึ้นมากกวา

บทที่ 7 ศิลปะ Modernism และ Post Modernism ผูเขียนชี้ใหเห็นถึง งานศิลปะที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใหม (Modernism) และหลังสมัยใหม (Post

(10)

300

Vol. 19 No. 4 Oct.

- Dec.

2013

Modernism) นอกจากนี้ ผูเขียนยังไดสอดแทรกภาพงานศิลปะในยุคนั้นๆ ลงไปดวย ซึ่งในแตละยุคสมัยเนื้อหาของภาพงานศิลปะจะเปลี่ยนแปลงไป ตามกาลเวลา งานศิลปะถูกแบงออกเปนสกุลตางๆ ในยุคกอน Modernism งานศิลปะเปนแนว Impressionism (ค.ศ. 1870-1900) ไดรับอิทธิพลมาจาก นักปรัชญา John Locke และนักเศรษฐศาสตร Adam Smith ในทางเศรษฐกิจ มีการเรียกรองใหรัฐหรือคนรวยใหคนจน จึงเกิดศิลปะแนว Utilitarianism ตอมาในยุคสมัยใหมเกิดศิลปะหลากหลายสกุลดวยกัน เชน ศิลปะแนว Impressionist ซึ่งเขียนสื่อถึงชีวิตชนชั้นกลางที่อาศัยในเมืองใหญ ภาพบงบอก ถึงการพัฒนาที่กาวหนาขึ้นเรื่อยๆ ของฝงตะวันตก ศิลปะแนวนี้เปนงาน ศิลปะที่แตกตางจากอดีตอยางชัดเจน สีที่ใชในเงาภาพที่ออกมาไมจําเปน ตองมีสีเดียวกับภาพ, ศิลปะแนว Cubism เปนแนวศิลปะทียังไมไดแยกออก จากวัตถุแหงความจริง เชน ผลงานของ Picasso (หนา 57), ศิลปะสกุล Abstractionism เปนแนวศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไป ภาพที่ออกมาไมจําเปน ตองบงบอกถึงวัตถุที่มีอยูจริงบนโลกแลว, ศิลปะสกุล Data เปนแนวศิลปะที่

หลุดออกมาจากความผูกพันทางธรรมชาติ, ศิลปะสกุล Surrealism แสดงถึง ความปรารถนา ความทุกขทรมาน ความตองการของมนุษยที่ถูกปดกั้น ตอมาศิลปะในยุค Post Modernism เปนศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต เปนศิลปะที่ใสความคิด ความตองการ ความเชื่อของนักวาดรูปลงไป จึงทําให

เกิดศิลปะสกุลตางๆ ขึ้น ไดแก Expressionism, Post Expressionism, Surrealism ศิลปะเหลานี้มีลักษณะการใชสี เสน ลวดลายมีความเขมขนและ บิดไปบิดมา ไมเปนแบบแผน รวมไปถึงศิลปะสกุลแหวกแนว สกุล Avant- garde ซึ่งมีแนวคิดวาอะไรที่นํามาวาดตองใหมอยูเสมอ

บทที่ 7 เปนเนื้อหาในบทสุดทาย ผูเขียนนําเสนอปรัชญาในศตวรรษ ที่ 20 ในบทนี้ผูเขียนชี้ใหเห็นถึงองคความรูทางปรัชญาที่มีความเกี่ยวของ กับศตวรรษที่ 20 ของนักคิดโดยใชเนื้อหาที่กะทัดรัดและไดใจความ เชน ปรัชญาแบบมารกซิสม, ปรัชญาแนวปรากฏการณวิทยา (Phenomenology), ปรัชญาภาษาเปนปรัชญาที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษ ที่ 20 เปนตน

(11)

301

»‚·Õè 19

©ºÑº·Õè 4 μ.¤.

-

¸.¤.

2556

นอกจากนี้ ผูเขียนยังไดเสนอขอสรุปที่เขาใจงายและมีเนื้อหาที่กะทัดรัด ทําใหสามารถเขาใจไดเปนอยางดีถึงกระแสความคิดจากนักคิดตะวันตกวา โลกแบบโมเดิรนไมจําเปนตองนําไปสูความเปนเหตุเปนผลและความสุขของ มนุษยเสมอไป ในชวงยุคสมัยที่เปนแบบโมเดิรนนี้มีเหตุการณความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในโลกอยูเสมอ เชน สงคราม การฆาลางเผาพันธุ เปนตน ระบบ การเมืองของสังคมตะวันตกไมไดแสดงถึงการกระจายอํานาจที่ดี เนื่องจาก มีนักคิดที่เสนอใหเพิ่มอํานาจใหแกชุมชน การเมืองภาคประชาชน และสิทธิ

ของประชาชนใหมากขึ้น ระบบคุณธรรมของตะวันตกยังมีการกดขี่บีบบังคับ กีดกันผูดอยกวา เชน ชนกลุมนอย แรงงานอพยพ เปนตน ทั้งในประเทศ ของตนเองและประเทศอื่นๆ อีกทั้ง องคความรูทางตะวันตกที่ถูกสรางขึ้น มาในยุคโมเดิรนถูกสรางขึ้นมาเพื่อตอบสนองตอสถาบันทางการเมือง สังคม ศีลธรรม คุก เปนตน ซึ่งมีสวนเกี่ยวของกับการกดขี่ บีบบังคับสิทธิของผูที่

ดอยอํานาจกวา สวนกระแสความคิดแบบ Post Western หรือ Post Colonial ถึงแมประเทศที่เคยตกเปนอาณานิคมจะไดรับเอกราชแลวแตประเทศเหลานั้น ก็ยังรับเอาและคลอยตามระบบความคิด คานิยม ศิลปวัฒนธรรม องคความรู

แบบตะวันตกอยู ซึ่งแนวคิดแบบปรัชญา การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร

สถาปตยกรรมแบบตะวันตกนั้นถูกมองวาเปนสิ่งที่สรางความเจริญรุงเรือง ความกาวหนา และเปนสิ่งที่สวยงามใหแกผูนําไปใชนําไปปฏิบัติ แตลืมคิด ไปวาสิ่งที่เปนตะวันตกเหลานี้ไดเขามาทับซอน บดบังจนทําใหคุณคาทาง วัฒนธรรม แนวความคิด ประวัติศาสตรและความเชื่อของประเทศตนเอง เลือนหายไป

กลาวโดยสรุป หนังสือ โลก Modern & Post Modern นําเสนอเนื้อหา ที่หลากหลาย ดวยภาษาและถอยคําที่เขาใจไดงาย หนังสือเลมนี้จะชวยให

ผูอานไดเขาใจและเพิ่มพูนองคความรูเกี่ยวกับประวัติศาสตรที่สําคัญของ ยุโรป สังคมโลกยุคสมัยใหมและยุคหลังสมัยใหมไดเปนอยางดี โดยหนังสือ เลมนี้เหมาะสําหรับนักศึกษาที่เรียนดานสังคมศาสตรและสาขาอื่นๆ ประชาชนทั่วไปรวมไปถึงนักวิชาการ ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร

(12)

302

Vol. 19 No. 4 Oct.

- Dec.

2013

ของยุโรปและสังคมโลกยุคสมัยใหมและยุคหลังสมัยใหม ดังนั้น จึงอยากฝาก ถึงหนังสือเลมนี้ใหเปนอีกหนึ่งตัวเลือก เพื่อนําไปสูการเรียนรูและเพิ่มพูน องคความรูตอไปในอนาคต

Referensi

Dokumen terkait

2558 และดัชนีอางอิง SET100 ขอมูลมีลักษณะเปนบบอนุกรมเวลา Time Series ผูวิจัยไดจัดกลุมกองทุนที่มีการบริหารเชิงรุกตามงานวิจัย Petajisto 2013 แบงไดเปน 3 กลุม ไดแก

2558 และดัชนีอางอิง SET100 ขอมูลมีลักษณะเปนบบอนุกรมเวลา Time Series ผูวิจัยไดจัดกลุมกองทุนที่มีการบริหารเชิงรุกตามงานวิจัย Petajisto 2013 แบงไดเปน 3 กลุม ไดแก

บําเพ็ญประโยชนตอสวนรวม การใหทาน สวนหลักธรรมอื่นที่เผยแผ ไดแก หลักของศีล 5 หลักธรรมการครองเรือน ครองคน ครองตน ครองงาน อริยสัจ 4 ฆราวาสธรรม พรหมวิหาร หลักความซื่อสัตยอดทน

ผลการวิเคราะหปญหาและอุปสรรคในการดําเนินงานผลิตภัณฑ การวิเคราะหขอมูลสรุปไดวาปญหาและอุปสรรคในการดําเนินงาน แบงออกเปน 3 ดาน ไดแก ดานการผลิต ดานผลิตภัณฑ

ในการวิจัยเป_นแบบสอบถามประเภทมาตราสdวนประมาณคdา 5 ระดับ สถิติที่ใชbในการ วิเคราะห7ขbอมูล ไดbแกd คdาเฉลี่ย สdวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห7การจัดลําดับ

Edmondson ซึ่งเปนอาจารยจาก Harvard Business School หนังสือ มีความหนาทั้งสิ้น 233 หนา โดยแบงออกเปน 3 สวนหลัก ๆ ไดแก 1 พลังของความปลอดภัยในเชิงจิตวิทยา Psychological Safety 2

คําแนะนําในการเขียนบทความ 3.1 บทความวิจัย ประกอบดวย 3.1.1 สวนตน ไดแก 1 ชื่อเรื่อง Title: ใชเปนภาษาไทยกอน จากนั้นเปนภาษาอังกฤษอยูใตชื่อภาษาไทย 2 ชื่อผูเขียน Author